ไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสตับอักเสบซี
 
      ไวรัสตับอักเสบซี เป็นสาเหตุของการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้เช่นกัน ในประเทศไทยพบได้น้อยกว่าไวรัสตับอักเสบบีมาก  อุบัติการณ์ของไวรัสตับอักเสบซีจากข้อมูลของผู้ที่บริจาคโลหิต ประมาณกันว่าในโลกนี้มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีประมาณร้อยละ 3 ของประชากรโลก (ประมาณ 170 ล้านคน) ในประเทศไทยพบประมาณร้อยละ 1-5 แตกต่างกันตามภูมิภาค  ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือจะพบได้มากกว่าภาคอื่น คือ ประมาณร้อยละ 5-8 ไวรัสตับอักเสบซีแตกต่างจากไวรัสตับอักเสบบีตรงที่ไวรัสตับอักเสบซีนั้น ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การติดต่อของไวรัสตับอักเสบซี สามารถติดต่อได้โดย
1. การได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด  โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่จะมีการตรวจกรองหาไวรัสตับอักเสบซีในเลือดของผู้บริจาค คือ ก่อนปี 2533
2. การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก การเจาะหู เขียนคิ้วถาวร  โดยผู้ที่ขาดความรู้ และเครื่องมือไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อให้ถูกต้อง
3. การใช้ยาเสพติดฉีดผ่านทางผิวหนัง
4. การฟอกไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง
5. การติดต่อทางเพศสัมพันธ์และจากมารดาสู่ทารก ซึ่งการเข้าสู่ร่างกายของเชื้อไวรัสตับอักเสบซีโดยวิธีนี้พบได้น้อยมากแตกต่างจากไวรัสตับอักเสบบี
 
       เมื่อเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน  โดยที่ส่วนมากจะไม่มีอาการ  แต่ส่วนน้อยประมาณ
ร้อยละ 10-15 จะเกิดอาการตัวเหลืองหรือดีซ่าน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร โดยอาการเหล่านี้จะหายไปเอง
       เมื่อเกิดภาวะตับอักเสบซีเฉียบพลัน ประมาณ ร้อยละ 10-15 จะหายขาดจากโรค  แต่ส่วนใหญ่ที่เหลือจะเกิดภาวะตับอักเสบแบบเรื้อรัง  ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของพังผืด หรือแผลเป็นในตับ  โดยที่ประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง จะเกิดภาวะตับแข็งภายหลังได้รับเชื้อประมาณ 20 ปี   ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ อ้วน เพศชาย หรือมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ร่วมด้วยจะเกิดภาวะตับแข็งได้เร็วขึ้น  ภายหลังการเกิดภาวะตับแข็งจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น น้ำในช่องท้อง หรือท้องมาน ตัวเหลือง ตาเหลือง เลือดออกในทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อลีบ และมะเร็งตับ การตรวจพบและรักษาแต่เนิ่น ๆ จะทำให้หายขาดจากโรคได้  แตกต่างจากไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ซึ่งโอกาสหายขาดจากการรักษานั้นน้อยมาก
 
การตรวจเลือดในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเกิดการติดเชื้อของไวรัสตับอักเสบซี
          ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีการตรวจค่าการทำงานของตับ (Liver function test)อาจพบว่าปกติ หรือผิดปกติได้  การตรวจ Anti-HCV จะบอกว่าผู้ป่วยเคยได้รับเชื้อมาก่อนหรือไม่  ซึ่งถ้าเป็นผลบวก แพทย์จะต้องทำการตรวจดูว่าพบเชื้ออยู่ในเลือดหรือไม่ โดยการตรวจหาปริมาณของไวรัส (HCV Viral load) ซึ่งจะบอกว่าผู้ป่วยยังมีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอยู่ในร่างกายหรือหายขาดจากโรคแล้ว  การตรวจนี้ราคาค่อนข้างสูง
 ถ้าตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบซี  การตรวจหาสายพันธุ์ (Genotype) จะช่วยกำหนดแนวทางในการรักษาและช่วยทำนายโอกาสหายหากได้รับการรักษา แพทย์อาจต้องตรวจดูว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอื่น ๆร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งการติดต่อของเชื้อทำนองเดียวกัน เพื่อช่วยในการวางแผนการรักษาต่อไป
 
การรักษาไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง
        เป้าหมายของการรักษาเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสซีให้หมดไปจากร่างกายของผู้ป่วย  ทำให้ลดการอักเสบของตับ ลดความเสี่ยงในการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ  สามารถทำได้ โดยใช้ยาฉีดในกลุ่มเพ็คกิเลเต็ดอินเตอร์เฟอรอน (Pegylated Interferon) ร่วมกับยากินไรบาไวริน (Ribavirin) โดยที่ระยะเวลาของการรักษาตั้งแต่ 24 ถึง 48 สัปดาห์  แตกต่างกันตามชนิดสายพันธุ์ (Genotype) และโอกาสการหายขาดก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วยเช่นกัน
        อาการข้างเคียงที่เกิดจากการรักษา ได้แก่ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ท้องเสีย ซีด ผิวหนังแห้ง นอนไม่หลับ ผลร่วง  ซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวน  โดยที่ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยจะต้องหยุดการรักษาก่อนกำหนดเนื่องจากไม่สามารถทนต่ออาการข้างเคียงเหล่านี้ได้
 
การปฏิบัติของผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบซี
1. รับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย  ไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินมากจนเกินไป
2. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเด็ดขาด
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ
4. ลดอาหารจำพวกแป้ง  ของหวาน  และของมันมากจนเกินไปจะทำให้อ้วนและไขมันสะสมตับ ทำให้ตับอักเสบมากขึ้น
5. หลีกเลี่ยงยาสมุนไพร ยาลูกกลอน และอาหารเสริม
6. งดการบริจาคโลหิต
7. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ในกรณีที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน และฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ในกรณีที่ผลการตรวจเลือดบ่งชี้ว่าไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน กล่าวคือ ผลการตรวจกรองเลือดทั้ง 3 อย่าง (HBsAg, Anti-HBc และ Anti-HBs) ให้ผลลบ
8. พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำการตรวจเลือด และอัลตร้าซาวน์ตับเป็นระยะ โดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะตับแข็งแล้ว
 
 
 
นพ. พงษ์ภพ   อินทรประสงค์
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ
รพ. พญาไท 2
โทร 02-617-2444 ต่อ 7401,7406
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชื่อ-นามสกุล*
คำถาม/รายละเอียด
เบอร์โทรศัพท์
E-mail*

กรอกคำที่ปรากฎด้านบน