การปฏิบัติตัวสำหรับผู้เข้ารับการตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนักด้วยการส่องกล้องตรวจ เมื่อรับประทานอาหาร อาหารจะถูกย่อยในกระเพาะอาหารและถูกดูดซึมในลำไส้เล็กแล้ว เศษอาหารจะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ มีความยาวประมาณ 5 ฟุต ลำไส้ใหญ่ไม่มีหน้าที่ดูดซึมอาหาร ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำจากลำไส้เล็ก ทำให้กากอาหารมีลักษณะแข็งและผ่านเข้าสู่ทวารหนักก่อนขับออกจากร่างกาย วิธีการตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนักด้วยกล้องส่องตรวจมี 2 ชนิด 1.ชนิดโลหะ (Sigmoidoscopy, Proctoscope) ท่อโลหะกลวงเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. ยาว 25 ซม. ใช้ส่องกล้องตรวจทางทวารหนัก 2.ชนิดพิเศษ (Colonoscope, Flexible Sigmoidoscope) ท่อขนาดเล็กโค้งงอได้ ที่ปลายกล้องจะมีเลนส์ขยายภาพ ปลายอีกด้านหนึ่งต่อเข้ากับเครื่องกำเนิดแสง ส่งภาพไปยังจอรับภาพ มองเห็นภาพการตรวจได้ วิธีการส่องกล้องตรวจ ควรทำในผู้ที่มีอาการ ดังนี้ ผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ เช่น ท้องผูกหรือท้องเสียและอุจจาระมีเลือดปน เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระมีติ่งเนื้อยื่นออกมา มีเลือดออก มีอาการแน่นท้อง ท้องอืดเหมือนมีก้อนในท้อง น้ำหนักลด ซีด อ่อนเพลีย การเตรียมตัวก่อนตรวจลำไส้ใหญ่ทั้งหมด 1.งดอาหารมีเส้นใยหรือผัก 1-2 วัน ก่อนมารับบริการตรวจ 2.รับประทานยา เพื่อระบายอุจจาระออกให้หมดจากลำไส้ใหญ่ เพื่อแพทย์จะได้มองเห็นได้ชัดเจน 3.ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยาให้หลับและไม่รู้สึกตัว ขณะได้รับการตรวจ 4.ควรมีญาติมาด้วย 5.ถ้ามีโรคประจำตัว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ ขั้นตอนการตรวจด้วยกล้อง 1.ผู้ที่ถูกตรวจนอนตะแคงซ้าย ก้นชิดติดเตียงตรวจงอเข่าชิดอก แพทย์จะใส่กล้องตรวจเข้าทางทวารหนัก การตรวจวิธีนี้จะไม่เจ็บปวดและต้องวางยาสลบ 2.ถ้าพบสิ่งผิดปกติแพทย์จะตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา สิ่งผิดปกติที่ตรวจพบได้จากการส่องกล้อง ริดสีดวงทวาร ลำไส้อักเสบ ติ่งเนื้อ (Polyp) ถุงโป่งจากลำไส้ใหญ่ เนื้องอก อาการที่พบได้ภายหลังการส่องกล้องตรวจ แน่นอึดอัดท้อง จะทุเลาลงเมื่อได้ผายลม เจ็บบริเวณทวารหนักหรือท้องน้อย อาการจะทุเลาและหายไป
การปฏิบัติตัวภายหลังการตรวจด้วยการส่องกล้อง 1.สังเกตอุจจาระ อาจมีเลือดปนบ้างเล็กน้อย ถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์ 2.ถ้ามีอาการผิดปกติ ปวดท้องมาก ท้องแข็ง ให้รีบมาพบแพทย์ทันที 3.ให้มาพบแพทย์ ตามวันเวลาที่แพทย์นัด
การปฏิบัติตัว สำหรับผู้เข้ารับการตรวจทางเดินอาหารส่วนต้นด้วยกล้องส่องตรวจ ความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น สามารถวินิจฉัยได้ด้วยวิธีการส่องกล้องตรวจ ซึ่งจะสามารถทราบได้ว่ามีความผิดปกติอย่างไร, ส่วนไหนของทางเดินอาหารส่วนต้นซึ่งประกอบด้วยหลอดอาหาร, กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น การเตรียมตัวก่อนตรวจ 1.ควรงดน้ำและอาหาร 6-8 ชั่วโมง ก่อนมาตรวจเป็นการเตรียมกระเพาะอาหารให้ว่างไม่มีเศษอาหาร เพื่อป้องกันการสำลักเศษอาหารลงไปในปอด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดปอดอักเสบได้และเพื่อให้ผลการตรวจมีประสิทธิภาพ 2.ถ้ามีฟันปลอมชนิดถอดได้ ควรถอดออกก่ออน 3.ควรมีญาติมาด้วย 4.ถ้ามีโรคประจำตัวหรือแพ้ยาต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ วิธีการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Esophagogastro Duodenoscopy-EGD) กล้องที่ใช้ส่องตรวจจะมีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กปรับโค้งงอได้ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ยาว 100 ซม. ที่ปลายกล้องมีเลนส์ขยายภาพและปลายอีกข้างหนึ่งต่อเข้ากับเครื่องกำเนิดแสงเพื่อทำการส่งภาพมายังจอรับภาพ ขั้นตอนการตรวจด้วยกล้องส่อง 1.ผู้รับการตรวจจะได้รับการพ่นยาชาเฉพาะที่บริเวณลำคอ 2.ผู้รับการตรวจต้องนอนตะแคงซ้าย 3.แพทย์จะใส่กล้องส่องเข้าทางปากโดยผู้รับการตรวจต้องช่วยกลืนซึ่งจะทำให้การส่องกล้องง่ายขึ้น 4.ขณะตรวจอาจมีน้ำลายไหลออกมา พยาบาลจะทำการดูดน้ำลายให้เป็นระยะๆ เพื่อที่น้ำลายจะไม่ไหลเข้าไปในปอด ผู้ใดบ้างควรได้รับการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น ผู้ที่อาการกลืนอาหารลำบาก, กลืนติดหรือกลืนแล้วมีอาการเจ็บ มีอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระดำ, มีอาเจียนมากหลังรับประทานอาหาร, มีอาการปวดท้องจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ เป็นๆ หายๆ อยู่บ่อยๆ หรือรับประทานยารักษากระเพาะอาหารอักเสบ แต่อาการไม่ทุเลาหรือมีน้ำหนักลด, ท้องเสียเป็นประจำเป็นต้น ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้อย่างหนึ่งอย่างใด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ วัตถุประสงค์ของการส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนต้น 1.เพื่อการวินิจฉัยโรคในหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น เช่น มีการอักเสบเป็นแผล มีเนื้องอกหรือมีการตีบตันของอวัยวะเหล่านี้ 2.เพื่อรักษาโดยการใส่เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางกล้องส่องตรวจ เช่น เครื่องมือขยายหลอดอาหาร, อุปกรณ์ตัดติ่งเนื้อในกระเพาะอาหาร, อุปกรณ์ฉีดยาหรือรัดหลอดเลือดโป่งพองของหลอดอาหาร และอุปกรณ์สำหรับทำให้เลือดหยุดในกรณีที่มีแผลเลือดออก ในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น การปฏิบัติตนหลังการส่องกล้องตรวจ 1.นอนพักเพื่อสังเกตอาการผิดปกติ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง 2.ห้ามดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารจนกว่าคอจะหายชา เมื่อหายชาแล้ว ให้ทอลองจิบน้ำถ้าไม่สำลักจึงดื่มน้ำได้ 3.สังเกตน้ำลายที่บ้วนออกมาอาจมีเลือดปนเล็กน้อยแต่ถ้ามีเลือดออกมามากผิดปกติให้รายงานแพทย์ 4.หลังจากตรวจอาจมีอาการเจ็บบริเวณลำคอ 4.1 ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรืออาหารร้อน 4.2 ควรรับประทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนรสไม่จัด 4.3 ออกกำลังกายหรือทำงานตามปกติ 5.ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น มีอาการปวดมากบริเวณลำคอ หน้าอก ท้อง หายใจลำบาก มีไข้สูง ควรรีบมาพบแพทย์ 6.มาพบแพทย์ตามวันและเวลานัด |