ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่

PERFECTHEART TOPIC
โรคหัวใจสำคัญอย่างไร?
ความรู้ทางการแพทย์
FAQs
แนะนำแพทย์
Contact Us

วิ่งเพื่อรัก (1)

     ผมมีคนไข้คนหนึ่ง เป็นนักวิ่งมาราธอน เริ่มวิ่งมาตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๓๐ ปี (จริง ๆ เริ่มวิ่งได้ตั้งแต่ขวบกว่าๆ ) จนวันที่มาหาผมนั้นอายุ ๔๖ ปี เรียกว่าเป็นนักวิ่งตัวจริง  ลงแข่งขันทุกรายการใหญ่ๆ ที่มีการจัดวิ่งกันในประเทศไทยก็ว่าได้

     ตอนที่คุณนพมาหาผมนั้น เป็นเพราะมีอาการอึดอัดแน่นหน้าอกเวลาวิ่ง  พอหยุดวิ่งก็หายไป  อาการยังเป็นไม่มากทำให้คุณนพยังไปวิ่งแข้งอยู่ได้  แต่พอมีอาการครั้งที่สองคุณนพถึงได้มาหาผม  ซึ่งก็ยังโชคดีที่คุณนพใส่ใจในความรู้สึกของตัวเองที่ไม่ปกตินั้น และมาตรวจเสียก่อน !!!



     โดยทั่วไปแล้วคนที่เป็นนักกีฬาระดับนี้ค่อนข้างที่จะมีความมั่นใจในตัวเองสูงอยู่สักหน่อยเรื่องความ
แข็งแรงของตนเองเพราะเมื่อเทียบกับเพื่อนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันนั้นตนเองดูเหมือนสุขภาพจะแข็งแรงกว่า
หลายเท่า ทำให้หลงผิดคิดไปเองว่าอาการดังกล่าวไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของโรคหัวใจยิ่งไม่คิดเลย  เพราะใครๆก็รู้ว่าการวิ่ง (คือการออกกำลังกาย)ดีต่อหัวใจ (ท่านผู้อ่านที่ติดตามเรื่องของโรคหัวใจมาโดยตลอด  คงจะเห็นว่าผมเองก็ยืนยันว่าการออกกำลังกายนั้นป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ) นี่เล่นวิ่งมา ๒๐  กว่าปี แล้ว หัวใจยังไม่แข็งแรง ก็แสดงว่าผมหรือใครๆ เขาว่ากันว่าวิ่งแล้วดีนี่ผิดหรือ !!

     พูดว่าการวิ่งมาราธอน เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็นที่ยอมรับว่าเป็นการออดกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ  ทำให้หัวใจแข็งแรง  อายุยืน และป้องกันโรคต่างๆ มาก มาย  มีการศึกษาทางวิชาการสนับสนุนถึงประโยชน์ของการวิ่งอย่างมากมาย  แต่อย่างว่าละมีอะไรในชีวิตที่ดีได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง คำตอบคือ ...ไม่มีครับ

     การวิ่งก็เช่นเดียวกัน  การวิ่งเองน่ะดี แต่ผู้ที่จะวิ่งสิครับ มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้การวิ่งนั้นได้ประโยชน์สูงสุดหรือมีโทษเกิดขึ้น  เหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องต้องถึงพร้อม  ปัจจัยที่ว่านั้นคืออะไรเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง

     ทางวงการแพทย์เริ่มไม่มั่นใจกับการประกาศว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกนั้นดีกับหัวใจ  (ซึ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิกนี้ ตัวอย่างที่ดีคือการวิ่งมาราธอนนั่นแหละครับ  ส่วนการออกกำลังกายบางอย่างที่ผสมระหว่างแอโรบิก และท่านอนแอโรบิกก็เช่นเทนนิส  หรือการออกกำลังแบบท่านอนเป็นหลัก  คือตรงข้ามกับแอโรบิก เช่น ยกน้ำหนัก) ตั้งแต่นักวิ่งมาราธอนชื่อดัง Jim Fixx เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจและยังมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๔ หลังจากนั้นก็มีการศึกษาว่าผู้เสียชีวิตขณะที่กำลังออกกำลังกายหนัก ๆ นั้นมีมากน้อยแค่ไหน

     คงมีคนคิดมากว่า  ถ้าคนเหล่านี้ไม่วิ่งมาราธอนออกกำลังกายจะเสียชีวิตหรือไม่ ผลการศึกษาปรากฏว่า จำนวนผู้เสียชีวิตขณะออกกำลังกายแบบหนัก  (รวมการวิ่งด้วย) มีไม่มาก  คือมีเพียง ๑ คนต่อการออกกำลังกายประมาณหนึ่งล้านกว่าชั่วโมงเท่านั้น  ซึ่งเมื่อเทียบแล้วประโยชน์ที่ได้จากการวิ่งก็มากกว่าจะมานั่งกังวล !!! ตรงกันข้าม ผลการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  จะลดอัตราการตายจากโรคหัวใจร้อยละ ๓๐-๕๐แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่จะได้ประโยชน์และไม่มีโทษนั้นต้องรู้จักการอออกกำลังกายอย่างถูกวิธี  ที่สำคัญต้องรู้จักตนเองอย่าฝืน  อย่างเช่นคุณนพที่มีอาการผิดปกติก็ต้องรีบมาพบแพทย์

    ผมเคยเขียนถึงการเสียชีวิตขณะเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายซึ่งตอนนั้น มาร์ก วิเวียง โฟเอร์ นักเตะทีมชาติแคเมอรูนเสียชีวิตขณะแข่งขัน  และที่เขียนต้นฉบับนี้อยู่ แซร์จินโญ นักเตะชาวบราซิลอายุ ๓๐ ปี ก็เพิ่งเสียชีวิตด้วยหัวใจวาย ขณะทำการแข่งขันฟุตบอลเช่นเดียวกัน ดังนั้นจริง ๆแล้วการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหนักๆย่อมมีความเสี่ยง

     ทั้งนี้ ผู้ที่เกิดปัญหาโรคหัวใจขณะออกกำลังกายมักมีโรคหัวใจแอบแฝง  แต่อาจจะไม่มีอาการและมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจอยู่อย่าง เช่น คุณนพ   คนไข้นักวิ่งมาราธอนคนนี้ มีประวัติเป็นความดันโลหิตสูง รับประทานยาอยู่แต่คุมได้ไม่ดีนัก (วันหน้าผมจะเล่าให้ฟังว่า คนที่เป็นความดันโลหิตสูงแล้วความดันโลหิตได้ดีหมายถึงอย่างไร ) น้ำหนักเกิน คุณนพบอกผมว่า เห็นว่าตนเองออกกำลังกายด้วยการวิ่งวันละ 2 ชั่วโมงอยู่แล้ว  เลยย่ามใจกิน แหลก ! ไขมันในเลือดสูง แต่ยังดีที่ไขมันตัวดีคือเอชดีแอลก็สูงด้วย เพราะการออกกำลังกายมาก ซึ่งก็เป็นผลดีอย่างหนึ่ง เห็นไหมครับ ดูจริงๆแล้วคนที่คิดว่าตัวเองแข็งแรงอาจจะมีโรคแอบแฝงอยู่เต็มไปหมด แต่ละโรคก็ก่อให้เกิดโรคหัวใจทั้งนั้น

     คุณผู้อ่านทั้งหลายอาจจะคิดว่า คนอื่นที่มีโรคอย่างนี้ไม่ได้วิ่งก็ไม่เห็นเป็นไร  ใช่ครับ ถ้าคุณนพไม่ได้เป็นนักวิ่ง อาการของคุณนพอาจจะแสดงเมื่อเวลาผ่านไป ๑๐ ปี เพราะจริงๆแล้วเมื่อผมส่งคุณนพไปตรวจสมรรถภาพการทำงานของหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน ก็พบว่ามีความผิดปกติในระดับของการออกกำลังกายที่สูงมากพอสมควร เรียกว่าถึงแม้ว่าจะมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ  แต่หัวใจยังแข็งแรงอยู่พอสมควร  สามารถรักษาด้วยการรับประทานยาก็ได้ แต่เนื่องจากคุณนพกังวลว่ากลับไปวิ่งเดี่ยวจะมีปัญหาเลยขอฉีดสี  ผลของการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจของคุณนพ พบว่ามีหลอดเลือดตีบหนึ่งเส้นซึ่งรักษาโดยการขยายหลอดเลือดด้วยการทำบอลลูนและใส่ขดลวดเคลือบยาไว้ หลังทำได้ ๑-๒ วันก็กลับบ้านได้ และเมื่อผมนัดมาติดตามผลการรักษาเมื่อ ๒ สัปดาห์ผ่านไป  คุณนพก็กลับมาพร้อมกับคำถามว่า

คนไข้  :    คุณหมอครับ ผมจะไปวิ่งมาราธอนอีกได้ไหมครับ
หมอ    :    น่าจะได้นะครับ แต่ผมว่าจะส่งคุณนพไปฝึกวิ่งกับแพทย์ที่ดูแลเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ นะครับ
คนไข้  :    ดีมากเลยครับ ยังไงผมก็ต้องกลับไปวิ่งให้ได้ครับ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตผมเลยทีเดียว
หมอ    :    คุณนพคงออกกำลังกายมานานจนติดเป็นนิสัยแล้วสิครับ ผมดีใจด้วย เพราะมันจะดีกับหัวใจคุณนพเอง
คนไข้  :    ไม่ใช่ครับ เจ้าสาวของผมยื่นคำขาดครับ ว่าถ้าไม่แข็งแรงขนาดวิ่งมาราธอนได้อย่างเดิม จะไม่แต่งงานด้วยเด็ดขาดครับ!!!
หมอ    :     ???


จากหนังสือ... ครอบครัวหัวใจแข็งแรง
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์