ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่

PERFECTHEART TOPIC
โรคหัวใจสำคัญอย่างไร?
ความรู้ทางการแพทย์
FAQs
แนะนำแพทย์
Contact Us

หัวใจสัญจร (1)

     เมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๔๘ ผมได้รับเชิญไปเป็นประธานร่วมในการบรรยาย ๒ เรื่อง ในการจัดประชุม
ของวิทยาลัยแพทย์หัวใจที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (American College of Cardiology) ครั้งที่ ๕๔

     ซึ่งปกติถ้ามีเวลาว่างผมมักจะหาโอกาสไปร่วมประชุมด้วยเสมอเพราะนอกจากจะได้เจอเพื่อนๆ ที่กระจัด
กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วโลกแล้ว ทุกๆ ปีก็จะรู้ถึงความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ในเรื่องของ
โรคหัวใจ

     ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ การประชุมจัดที่เมืองออร์แลนโด้ รัฐฟลอริด้า อากาศกำลังดี ประมาณ ๒๐ องศา
เซลเซียส เว้นเสียแต่ว่าบางวันจะมีฝนตก ที่จัดประชุมใหญ่มากคาดว่ามีผู้เข่าร่วมประชุมเป็นหมื่นคน เดินกัน
ในที่ประชุม ถ้าไม่ได้นัดกัน โอกาสหากันเจอยากนัก

     สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือ หมอหัวใจหรือคนที่สนใจเรื่องหัวใจ ดูจากผู้ที่เข้าร่วมประชุมแล้วหาคนอ้วนยาก
ที่เราเห็นว่า ฝรั่งส่วนใหญ่ จะอ้วน ที่งานประชุมนี้หายากเป็นอย่างยิ่ง ที่อ้วนมาก ๆ เท่าที่เห็นจะเป็นพวกเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เสียมากกว่า อาจจะเป็นไปได้ว่าคนที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องหัวใจคงต้องระมัดระวังเรื่องการกินอยู่ เพราะเห็นผลร้าย ของการตามใจตัว ตามใจปากมามากและถ้าตนเองอ้วนเสียแล้วจะพูดให้คนไข้คุมอาหาร และออกกำลังกายก็คงยากละครับ!!!

      Theme ของการประชุมคือ “Bridging Science and Practive”เนื่องจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ด้าน
การแพทย์นั้นมีมาก แต่การนำความรู้ความก้าวหน้ามาใช้ในการปฏิบัติจริงนั้นอาจจะมีไม่มากนัก ซึ่งก็คงมีหลาย
เหตุผลที่ทำให้เป็น เช่นนั้น ตั้งแต่งานวิจัยบางอย่างก็ยังต้องการพัฒนาอีกมากกว่าจะนำมาใช้กับคนไข้ได้จริง จนถึงกระทั่งแพทย์เองนั้นก็ไม่ได้ติดตามความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ได้ทัน

     ดังนั้น Theme ของงานก็หวังที่จะทำให้คนไข้นั้นเป็นผู้ได้ประโยชน์ โดยการกระตุ้นให้แพทย์ได้นำความ
ใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ ผู้จัดงานประชุมได้ให้ความสำคัญกับงานวิจัยใหม่ๆ มาก มีงานวิจัยเป็น พันเรื่องที่ส่งเข้ามา แม้ว่าเวลาจะมีให้นำเสนอได้แค่ประมาณร้อยเรื่องแต่งานวินัยนะครับ ถ้าไม่ได้มีการนำมาใช้ในชีวิตจริงประโยชน์
ที่ได้ก็คงจะน้อย ดังนั้น การเชื่อมต่อระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับประโยชน์จริงที่จะได้ในชีวิตประจำวัน จึง
เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ครับ

     เรื่องที่เก็บนำมาเล่าให้ฟังก็มีเรื่องของวิตามินอีซึ่งเป็นการทำการศึกษาในผู้หญิง จากผลการศึกษาพบว่า วิตามินอีไม่มีประโยชน์ในด้านการป้องกันการเกิดโรคหัวใจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในผู้หญิง! สำหรับแอสไพรินซึ่งเป็นยาที่แพทย์หัวใจมักจะให้กับคนไข้หลอดเลือดหัวใจตีบทุกคนเพราะมีฤทธิ์ในด้านการ
ป้องกันเลือดแข็งตัวนั้น พบว่าในผู้หญิงที่ไม่มีประวัติการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมาก่อนและไม่มีปัจจัยเสี่ยง
ต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ก็พบว่ายาแอสไพรินในผู้หญิงกลุ่มนี้ไม่ได้มีผลดีหัวใจในด้านการป้องการเกิด
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉลียบพลัน (heart attack)!!! แต่...กลับช่วยในด้านการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดใน
สมองอุดตันเฉียบพลันที่ก่อให้เกิดเป็นอัมพาต

     ต่างกับการศึกษาซึ่งส่วนใหญ่ทำการศึกษาในผู้ชาย ที่พบว่า การรับประทานแอสไพรินในขนาดที่ขนาดที่ไม่มากนั้นจะช่วยลด และป้องกันการเกิดปัญหาทั้งหลอดเลือดหัวใจ และสมอง อย่างไรก็ตามแอสไพรินยังเป็นยาที่แนะนำให้ใช้ในคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจ หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ

     มาถึงเรื่องยากลุ่ม statin บ้างครับยากลุ่มนี้เป็นยาลดระดับคอเลสเตอรอล แต่ก็มีฤทธิ์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย
ด้วย เช่น อาจจะมีผลต่อการอักเสบของหลอดเลือด (ปัจจุบันพบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจอาจจะมีสาเหตุจาก การอักเสบเรื้อรังได้)โดยปกติแล้วแพทย์มักจะตั้งเป้าหมายการรักษาในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลสำหรับ
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจให้ระดับไขมันแอลดีแอลต่ำกว่า ๑๐๐ มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ซึ่งอาจจะไม่พอแล้วครับ!!

     จากการศึกษาพบว่า ยิ่งระดับแอลดีคอเลสเตอรอลต่ำมากเท่าไหร่ยิ่งน่าจะเป็นผลดีมากขึ้น นอกจากการดูระดับ ไขมันแล้ว ระดับโปรตีนที่บ่งถึงการอักเสบ(Hs CPR) ของหลอดเลือดก็ลดลงด้วยจากการรับประทานยากลุ่มนี้ ในระดับขนาดยาที่สูงพอสมควร ดังนั้น ใครเป็นโรคหัวใจแล้ว แม้ระดับคอเลสเตอรอลไม่สูง แต่ไม่มียากลุ่มนี้รับประทานละก็ ต้องกลับไปถามคุณหมอแล้วละครับ(แนะนำว่าควรเป็นหมอยา-ายุแพทย์ที่ชำนาญการใช้ยานะครับ!!)

     แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรับประทานได้นะครับ เพราะยาเองก็มีผลข้างเคียง โดยเฉพาะต่อตับและกล้ามเนื้อเหมือนกันสำหรับเรื่องของการสวนหัวใจ ขยายหลอดเลือดก็มีอะไรใหม่ๆ เยอะ มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ขดลวดเคลือบยาซึ่ง พัฒนามามากขึ้น (มีผลทำให้โอกาสเกิดการการอุดตันของหลอดเลือดที่ได้รับการขยายใส่ขวดลดลงไม่ถึงร้อยละ ๒ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่ไม่มีขดลวดเคลือบยา การเกิดการอุดตันของหลอดเลือดภายใน ๖ เดือนแรก อาจสูงถึง ร้อยละ ๓๐)

ปัจจุบันการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและขดลวดเคลือบยาสามารถทำได้ผลดีในคนไข้โรคหลอดเลือดหัวใจ ได้เกือบทุกประเภทแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนยังมีข้อจำกัดในกลุ่มคนไข้ที่หลอดเลือดบริเวณต้นขั้ว (Left main) ของหัวใจอุดตัน และคนไข้ที่มีหลอดเลือดอุดตันทั้ง ๓ เส้นหรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน

     แต่เดี๋ยวนี้ จากการศึกษาพบว่าการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใช้ขดลวดเคลือบยาได้ผลดีมาก ถึงแม้จะทำในตำแหน่งของหลอดเลือดบริเวณต้นขั้น..หรือทั้ง ๓ เส้น..หรือในผู้ป่วยกลุ่มที่เมื่อก่อนต้องรักษาด้วย
การทำผ่าตัดบายพาสเท่านั้น และได้ผลดี

     ส่วนหนึ่งจากการพัฒนาของตัวขดลวดเคลือบยา ซึ่งมีให้เลือกหลายขนาดและหลายแบบมากขนาดและหลาย
แบบมากขึ้นจะเหลือเพียงตำแหน่งของหลอดเลือดแดงใหญ่ตรงตำแหน่งที่เป็นทางแยกเท่านั้นที่ยังมาสามารถใช้
ขดลวดเลือดยาได้ จึงอาจจะต้องยอมโดยผ่าตัดแหวะหน้าอกไปก่อนซึ่งก็คงต้องรอการพัฒนาของเครื่องมืออีก
ระยะหนึ่งครับ...คงไม่นานเกินรอ

     การที่มีการพัฒนาทำให้การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยขดลวดเคลือบยานั้น ทำให้การพิจารณาในการรักษาคน
ไข้หลอดเลือดหัวใจตีบเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันพบว่าอายุเฉลี่ยของคนไข้ลดลง แม้ในบ้านเราเอง คนไข้
กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (heart attack) ที่อายุน้อยที่สุดอายุเพียง ๒๑ ปีเท่านั้น ถ้าคนไข้อายุยิ่งน้อย และ การทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายยังดีการผ่าตัดซึ่งส่วนใหญ่แล้วอายุของหลอดเลือดที่นำมาเปลี่ยนนั้นไม่เกิน ๒๐ ปี (ส่วนใหญ่แล้วตันเร็วกว่านี้มาก..คนส่วนใหญ่...ผ่าตัดบายพาสครั้งเดียวแล้วอยู่ไปตลอดชีวิต !)

     ถึงแม้การขยายหลอดเลือดเองนั้นก็อาจจะมีการตีบของหลอดเลือด ได้ใหม่ ดังนั้นไม่ใช่ว่าการขยายหลอด
เลือดหรือการผ่าตัดหลอดเลือด หัวใจจะเป็นคำตอบสุดท้ายของการรักษา เพราะทั้งสองวิธีไม่ใช่เป็นการทำให้ โรคหายขาดการติดตามการรักษากับแพทย์อายุรกรรมหัวใจ เพื่อรับประทานยาที่เหมาะสมออกกำลังกาย ให้เหมาะสมเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ และทำจิตใจให้สบายนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้หลอดเลือดที่ได้รับการรักษาไป แล้วนั้นจะอยู่กับเรานานมากขึ้น

    

จากหนังสือ... ครอบครัวหัวใจแข็งแรง
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์