คงต้องมีสักวันที่คนเราต้อง กลั้นใจ ทำอะไรสักอย่าง
อย่างเช่น คุณวรรณ ที่เธอพาร่างอันเกินท้วม(ไปมาก) มาหาผมตามนัด พร้อมกับรอยยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ
เมื่อเปิดแฟ้มผู้ป่วย เห็นน้ำหนักที่พยาบาลผู้ช่วยลงบันทึกไว้ให้ว่า ๘๖.๕ กิโลกรัม!!! (ซึ่งเกินไปมากกับความสูง ๑๖๒ เซนติเมตร) ผมกำลังจะเอ่ยปาก (ด้วยความรักและห่วงใย) ถึงน้ำหนักที่เกินอยู่มากแต่อดใจ (หรือกลั้นใจ) ไว้ได้ พลิกแฟ้มประวัติย้อนหลังกลับไปดูเมื่อ ๑ เดือนที่แล้ว ปรากฏว่าน้ำหนักเธอเมื่อเดือนที่แล้ว ๙๑ กิโลกรัม!
โอ้โห ไปทำอะไรมาครับเนี่ย หายไปตั้งหลายกิโล (โชคดีจริงๆ ที่ผมไม่ทันเอ่ยปากตำหนิถึงน้ำหนักเธอไปซะก่อน ของอย่างนี้มันต้องคิดในแง่ดี (positive thinking) ไม่ใช่คิดแต่แง่ลบ (negative thinking) โดยตำหนิอย่างเดียว ความดันโลหิตก็ดีขึ้นด้วยนะครับ...ไม่น่าเชื่อเลย!!
โอ้ย! แทบตายแน่ะค่ะ กลัวว่ามาเจอคุณหมอครั้งนี้จะโดนว่าอีก ดิฉันก็เลยทำตามที่คลินิกลดน้ำหนักแนะนำ รู้ไหมคะ แทบจะ กลั้นใจ ตาย...วันๆ หนึ่งต้องต้องจดละเอียดยิบว่ารับประทานอะไรบ้างถึงได้รู้ว่าเรารับประทานเยอะมาก เดี๋ยวนี้จะหยับอะไรเข้าปากก็กลัวไปเสียหมดของอร่อยๆ ที่เคยชอบก็อด (ไว้บ้าง-หมอคิด) แล้วยังต้องไปเดินออกกำลังกายอีก แต่ตอนนี้คุ้นแล้วคะ รู้สึกดีด้วย วันไหนไม่ได้ออกกำลังกาย รู้สึกหงุดหงิดเสียด้วยซ้ำไป
เห็นไหมครับ การ กลั้นใจ บางครั้งก็ได้ประโยชน์ แต่การกระทำบางอย่าง เมื่อมีการกลั้นใจก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัด
อย่างคนไข้อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง อายุ ๖๕ ปี มีโรคประจำตัวหลายโรค ตั้งแต่เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอ้วน ไม่เคยมีอาการเจ็บหน้าอกหรือเหนื่อย วิ่งสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจ พบว่ามีความผิดปกติที่บ่งชี้ว่าอาจจะมีหัวใจขาดเลือดระดับปานกลาง ผมแนะนำให้ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูหลอดเลือดหรือฉีดสีดูหลอดเลือด คนไข้ขอตัดสินใจก่อน เพราะปกติแล้ว(เธอคิดว่า) แข็งแรงดีเล่นกอล์ฟได้ เพียงแค่หลังจากที่ไปช่วยคนที่บ้านย้ายเฟอร์นิเจอร์ เกิดเจ็บหน้าอกกะทันหัน หน้ามืดจะเป็นลม ญาติจึงพาส่งโรงพยาบาล
เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้บ่อยทีเดียว คนไข้ไม่น้อยที่เกิดอาการโรคหัวใจกำเริบตอนที่ยกของหนัก (เช่นยกเฟอร์นิเจอร์ในคนไข้รายนี้) หรือตอนเบ่งถ่าย ในต่างประเทศเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้บ่อย ในหน้าหนาวที่ต้องมีการขุดหิมะ ทั้งหนาวด้วย ใช้แรงในการขุดหิมะด้วย อาการหัวใจกำเริบได้ จนแพทย์ต้องออกมาเตือนผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจให้ระมัดระวังการกระทำดัง
กล่าว หรือพวกที่เดินทางต้องถือกระเป๋าหนักๆ ออกมาจากสายพานกับกระเป๋า
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น...นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการ กลั้นใจ ที่ไม่เป็นผลดีต่อระบบหัวใจและหลอเลือดของเรา การยกของหนัก การไอ การเบ่งขณะที่เรากระทำกิริยาดังกล่าว จะต้องมีการ กลั้น(ลมหาย)ใจ อาจจะลองทดสอบดูง่ายๆ เวลาที่เราจะไอเราต้องหายใจเข้าเสียก่อนแล้วตามมาด้วยการ กลั้น(ลมหาย)ใจ ก่อนที่จะปล่อยลมหายใจออกมาอย่างเร็วและแรง(คือการไอ)นั่นเอง!
สิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับที่เรา กลั้น(ลมหาย)ใจ ก็คือ ความดันในช่องทรวงอกและช่องท้องจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นกะทันหัน และหลอเลือดดำที่นำเลือดกลับไปสู่หัวใจถูกกดจากแรงดันที่เพิ่มขึ้น ผลคือเลือดกลับไปสู่หัวใจลดลง จึงทำให้อาการหัวใจขาดเลือดกำเริบขึ้นได้ และหลังจากการ กลั้น(ลมหาย)ใจ นั้นแล้ว เช่น เมื่อหยุดเบ่งถ่าย (เวลาท้องผูกมากๆ) ความดันที่เพิ่มขึ้นสูงจะลดลงทันที ซึ่งส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง จึงเกิดอาการหน้ามืดจะเป็นลมได้
อาการ กลั้นใจ ดังกล่าวจึงเป็นอันตรายต่อหัวใจ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เช่นเดียวกับการยกน้ำหนักขณะออกกำลังกาย เช่นเดียวกัน ต้องทำให้ถูกต้องไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาจากการกลั้นใจขณะยกน้ำหนักได้
ดังนั้น คุณหมอหัวใจมักจะต้องถามผู้ป่วยอยู่เสมอๆ นอกเหนือไปจากเรื่องหัวใจ เช่น นอนไม่หลับ ท้องผูกหรือป่าว ถ้าท้องผูกก็ต้องแนะนำหรือให้ยาระบาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะไม่อยากให้เกิดการ กลั้นใจ จนเป็นปัญหาต่อหัวใจที่รักของเราได้
นอกจากนี้นะครับ การออกกำลังกายที่ถูกวิธีนั้นจะต้องหายใจให้ถูกจังหวะ การออกกำลังต้องมีการบริหารที่ต้องยืดและผ่อนกล้ามเนื้อ (stretching) ก่อน การยกน้ำหนักเบาๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อนั้น การหายใจ (และการกลั้นใจ) ที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก!!
คนไข้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบมักชอบกลั้นใจผิดๆ อยู่หลายเรื่อง เช่น บางคนอาจมีอาการเหนื่อยหรือแน่นหน้าอกเกิดขึ้นขณะที่เดินขึ้นบันใดหรือขึ้นเนินก็มักจะกลั้นใจเดินต่อ เพื่อให้ขึ้นไปให้ถึงข้างบนตามจุดหมาย โดยไม่พักเสียทันทีในขณะที่มีอาการแน่นหน้าอก!!
การกลั้นใจแบบนี้ตายมาหลายรายแล้วครับ!?!?
อีกคน มีอาการแน่นหน้าอก จุกที่ลิ้นปี่หลังรับประทานอาหารค่ำ กลั้นใจรีบลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร นั่งพักแล้วก็ไม่หาย จึงกลั้นใจ (ทำใจ) เข้าไปนอน คิด(เอาเอง)ว่าถ้าพรุ่งนี้ยังมีอาการอยู่อีกจึงจะไปหาหมอ!!
กลั้นใจแบบนี้ก็ได้หลับสบายตลอดไป ไม่ตื่นมาพบหมอ...แล้วเหมือนกัน!!!
จากหนังสือ... ครอบครัวหัวใจแข็งแรง
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์


|