ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่

 

ความอ้วนกับโรคหัวใจ

คิดๆ ดูแล้ว เจ้าความอ้วนคงต้องมีอะไรที่ดีบ้าง ไม่อย่างนั้นมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐอย่างเราๆ ท่านๆ คงไม่นิยมชมชอบจนปัจจุบันนี้คนที่น้ำหนักเกินในโลกเราดูจะมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวนคนที่น้ำหนักเกินมีมากกว่าร้อยละ 60 หรือที่เรียกว่าอ้วนเลยนั้นก็เกือบร้อยละ 30 แล้ว ประเทศไทยเราเองคนที่น้ำหนักเกินก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเช่นกัน

ความอ้วนเป็นสิ่งแสดงถึงความสมบูรณ์พูนสุขและมั่งคั่ง ยิ่งสมัยก่อน ทางซีกโลกตะวันตกหาผู้หญิงผอมทำยายาก ดูอย่างรูปปั้นวีนัสที่ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดนั่นยังมีพุงไม่น้อยเหมือนกัน ไทยเราเองแต่ก่อนแต่ไรทั้งผู้หญิงผู้ชายก็เอวบางร่างน้อย แต่ปัจจุบันก็เจริญรอยตาม ดูเด็กๆ ตามโรงเรียนซิครับ บางห้องเรียนก็จะมีเด็กน้ำหนักเกินกว่าครึ่งห้อง

ข้อดีของความอ้วน (น้ำหนักเกิน) ที่พอหาได้มีดังนี้ครับ

  1. คนที่มีน้ำหนักมาก กระดูกจะแข็งแรง ด้วยความที่ต้องแบกน้ำหนักตัวที่มากไว้ตลอด กระดูกคนอ้วนเปรียบเทียบแล้วจะแข็งแรงกว่าคนผอม
  2. คนอ้วนที่มีไขมันนอกจากกระดูกจะแข็งแรงแล้ว เวลาหกล้มก็จะเจ็บน้อยกว่าเพราะมีไขมันรองรับแรงกระแทก (แต่แน่นอนเวลาล้มกระดูกต้องรับแรงกระแทกมากกว่าเพราะน้ำหนักตัวมากกว่า)
  3. เวลาขึ้นเครื่องบินได้เปรียบกว่าคนผอม เพราะเสียค่าตั๋วเท่ากัน แต่เอาน้ำหนักติดไปได้มากกว่า (แถมบางคนนั่งล้นเก้าอี้มาเบียดคนข้างๆอีกด้วย !!)
  4. เล่นชักเย่อ ได้เปรียบแน่นอน (เพราะฝ่ายตรงข้ามกลัวถูกล้มทับ)
  5. เป็นคนที่ไม่รู้หนาว (แต่) รู้ร้อน (เพราะไขมันจะเป็นฉนวนเหมือนกับใส่เสื้อกันหนามอยู่ตลอดเวลา คือจะไม่ค่อยรู้สึกหนาว แต่ขี้ร้อน !! ) หรือใครที่อ้วนจะเขียนมาเล่าสู่กันฟังว่าประโยชน์ของความอ้วนมีอะไรอีกก็เชิญได้นะครับ แต่รับรองว่าเมื่ออ่านที่กำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปว่า ความอ้วนมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรละก็ ประโยชน์ที่ว่าดีทั้งหลายรับรองเทียบไม่ได้แน่ๆ ครับ

อย่างไรเรียกว่า “อ้วน” เคยเล่าให้ฟังบ้างแล้ว ขอทบทวนสั้นๆ ว่าคนอ้วน (สำหรับคนเอเชียอย่างเราๆ) คือ คนที่มีค่าดัชนีมวลกาย < น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยความสูง (เมตร) ยกกำลังสอง มากกว่าหรือเท่ากับ 25 กิโลกรัม/เมตร2 ส่วนคนที่ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 23-24.9 กิโลกรัม/เมตร 2 เรียกว่า “ท้วม” หรือใช้วิธีวัดรอบเอว (เลือกตรงที่มากที่สุดนั่นแหละครับ !!) ก็ได้ (บ่งชี้ถึงปริมาณไขมันที่สะสมกลางลำตัว ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆได้)

ดังนั้น ใครที่ตัวกลมเหมือนแอปเปิล จะอันตรายกว่าคนอ้วนแบบสะโพกใหญ่รูปทรงคล้ายๆลูกแพร์ โดยผู้หญิงที่เอวใหญ่กว่า 32 นิ้ว และผู้ชายที่เอวใหญ่กว่า 36 นิ้ว เรียกว่าอ้วน แต่ไม่ว่าอ้วนหรือท้วมก็ไม่ดีต่อสุขภาพทั้งสิ้น ยิ่งอ้วนมากโอกาสเกิดโรคก็ยิ่งมีมาก

ซึ่งพบว่าหลายโรคที่สำคัญเป็นกับคนอ้วนมากกว่าคนที่ไม่อ้วน เช่น คนที่เป็นเบาหวาน ร้อยละ 57 เป็นคนอ้วน ในขณะที่ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และระดับไขมันที่ผิดปกติก็พบมากในคนอ้วนเช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่าหลายโรคจะรุมเร้าถ้าเริ่มน้ำหนักเกินหรืออ้วน แต่จะเป็นที่น่ายินดีก็คือไม่ใช่อ้วนแล้วจะอ้วนเลย ถ้ากลับตัวกลับใจ (กลับปาก!!) ลดความอ้วนเสีย ร่างกายก็จะมีโอกาสแข็งแรงดังเดิม จากการศึกษาพบว่า น้ำหนักที่ลดลงแต่ละ 1 กิโลกรัม ความดันโลหิตตัวบนจะลดลง 1.1 มิลลิเมตรปรอท เรียกว่าเทียบเท่ากับการใช้ยา เพียงแค่ลดน้ำหนักเท่านั้น ไม่ต้องรับประทานยาให้เสี่ยงกับผลข้างเคียงและไม่สิ้นเปลืองเงินเสียด้วยซ้ำ (จะได้มีเงินเก็บไว้ให้คนอื่นรับประทานต่อไป เพราะตัวเองโดนห้ามเสียแล้ว)

นอกจากผลดีต่อความดันโลหิตแล้ว การลดน้ำหนักจะมีผลดีต่อระดับไขมันในเลือดด้วย โดยพบว่าแต่ละ 1 กิโลกรัมของน้ำหนักที่ (จำใจ) ลดได้นั้น ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมจะลดลง 1.93 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ไตรกลีเซอไรด์จะลดลง 1.33 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ไขมันไม่ดีหรือไขมันแอลดีแอล ลดลง 0.77 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ส่วนหลังจากลดน้ำหนักได้แล้วไขมันตัวดีจะเพิ่มขึ้น 0.34 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งก็นับว่าเป็นผลดีต่อหัวใจทุกประการ แต่ทั้งนี้การลดความอ้วนที่ได้ผลดีและถาวรและมีประโยชน์ต่อสุขภาพนั้น ต้องใช้วิธีควบคุมอาหารและออกกำลังกายซึ่งเป็นเรื่องยาก (แต่เป็นไปได้!!) ถ้าแม้ว่ามีการคิดค้นยาที่ได้ผลดีเหมือนกับการออกกำลังกายและทำให้กินได้อย่างพอเหมาะ (หรือได้สารอาหารครบโดยไม่ต้องกินอะไรเพิ่ม) ก็คงจะดีไม่น้อย แค่หยิบใส่ปากก็พอแล้ว

มีคนไข้คนหนึ่งเป็นผู้หญิง อายุประมาณ 60 ปี มีอาการเหนื่อยเวลาเดิน มาหาผมพร้อมลูกสาว ตัวคุณแม่สูงประมาณ 150 เซนติเมตร หนัก 70 กิโลกรัม (คงไม่ต้องคำนวณมวลกายหรือวัดรอบเอวก็รู้ว่าอ้วนแน่) ส่วนคุณลูกสาวสูงประมาณ 165 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม (คงไม่ต้องบอกอีกเช่นกันว่ารูปร่างดี) หน้าตาสวย (หรือเคยสวย) ทั้ง 2 คน

ตัวคุณแม่นั้นตรวจอย่างละเอียดแล้วไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งอาจจะอธิบายการเหนื่อยของเธอได้ คงจะมีก็แต่ความอ้วนเท่านั้นที่เป็นสาเหตุของอาการที่เธอมี ผมจึงได้แนะนำให้เธอลดน้ำหนักโดยให้รับประทานอาหารน้อยลง

แต่เธอก็ปฏิเสธ (เหมือนคนอ้วนส่วนใหญ่) ว่าเธอรับประทานไม่มาก ? วันๆหนึ่งไม่ค่อยรับประทานอะไรเลย

เธอบ่นว่า “รับประทานข้าวแค่ 3 มื้อ 2-3 คำก็อิ่มแล้ว !!”
                     
“วันๆหนึ่งไม่รู้จะรับประทานอะไร เบื่ออาหารไปทุกอย่าง”

ลูกสาวช่วยเสริมว่า คุณแม่เธอบ่นอย่างนั้นจริงๆ ทุกครั้งที่นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน แต่...

ระหว่างที่บ่นไป มือคุณแม่ก็จะตักอาหารชิมไปเรื่อยๆเพื่อหาของที่รสชาติถูกปาก ตักอาหารชิมไปชิมมาจนอาหารหมดโต๊ะทุกที บางครั้งต้องสั่งเพิ่มเพราะหาอาหารถูกปากไม่ได้ บางครั้งคุณแม่อยู่ในบ้านก็เดินไปเดินมา (ที่อย่างนี้ไม่เหนื่อย) หาของคบเคี้ยวรับประทานแต่ปากก็บ่นว่าไม่อร่อยทุกๆ ครั้ง

พอผมฟังจบจึงวินิจฉัยว่าเธอเป็นโรคอ้วน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะ ปากว่า มือหยิบ !!!

ภาวะนี้รักษายากครับ มีทางรักษาโดยต้องให้ผู้ที่เป็นโรคใส่นวมชกมวยไว้ที่มือทั้ง 2 ข้างตลอดเวลา เพื่อให้มือหยิบอาหารใส่ปากไม่ได้





   
จากหนังสือ... ครอบครัวหัวใจแข็งแรง
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์