ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่

 

จี้ใจ

           หัวใจจะสูบฉีดเลือด (หรือที่เรารู้สึกว่า “หัวใจเต้น”) ได้เป็นปกตินั้น ต้องมีกระแสไฟฟ้ากระตุ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อเป็นทารกอยู่ในท้องแม่
           หัวใจได้รับกระแสไฟฟ้ามากระตุ้นที่ส่วนบนแล้วจึงมีการกระจายกระแสไฟฟ้าไปยังส่วนต่างๆ เพื่อหัวใจทั้งสี่ห้องจะได้รับสัญญาณให้กล้ามเนื้อหดตัวและคลายตัวในจังหวะที่ประสานกัน การนำไฟฟ้าของหัวใจที่เกิดขึ้นนี้จะ ผ่านไปตามทางเดินไฟฟ้าซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเฉพาะต่างจากกล้ามเนื้อหัวใจที่มีหน้าที่สูบฉีดเลือด เนื้อเยื่อเหล่านี้เหมือนกับสายไฟที่เดินอยู่ตามผนังหรือฝ้าเพดานในบ้านนั่นเอง
           ความปกติเรื่องไฟฟ้า ไฟฟ้าของหัวใจมีหลายแบบ  บางครั้งเกิดมีความผิดปรกติของจุดกำเนิดไฟฟ้าหรือการนำไฟฟ้าในหัวใจขึ้น  ทำให้หัวใจเต้นผิดปรกติ  เจ้าของหัวใจจะมีอาการใจเต้น  ใจสั่น  บางครั้งอาจมีอาการหน้ามืด  เป็นลม  และวิงเวียนศีรษะ  ผู้ป่วยกลุ่มนี้เรียกว่า “พวกหัวใจรวนเร” เพราะชีพจรเดี๋ยวเต้นเร็วเดี๋ยวเต้นช้าไม่สม่ำเสมอ
           ความผิดปกติของการเดินของไฟฟ้าในหัวใจอีกประเภทหนึ่งซึ่งมักเกิดในคนสูงอายุ คือ เมื่อจุดกำเนิดไฟฟ้าหัวใจที่เป็นแหล่งให้พลังงานไฟฟ้าแก่หัวใจเริ่มอ่อนแรงลง คล้ายๆ กับแบตเตอรี่ประจำตัวที่กำลังจะหมดไฟลง   ผู้ป่วยเหล่านี้จะมีหัวใจเต้นช้าลงๆ เรื่อยๆ ช้าลงมากจนเลือดออกจากหัวใจไม่เพียงพอทำให้สมองขาดเลือดมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม  หรือบางครั้งถ้ารุนแรงอาจเกิดอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ตามมาก็ได้ผู้ป่วยกลุ่มนี้เรียกว่า  “พวกหัวใจอ่อน” เพราะชีพจรเต้นช้า
          พวกหัวใจรวนเร  ความผิดปกติอาจเกิดขึ้นได้จากสองแบบ  ลักษณะแรกเกิดจากความไม่สามัคคีกันของจุดกำเนิดไฟฟ้าของหัวใจ  แทนที่จะทำงานส่งสัญญาณเพียงที่เดียว กลับมีจุดกำเนิดไฟฟ้าหลายๆแห่งขึ้นในหัวใจ  แย่งกันทำงานส่งสัญญาณให้หัวใจทำงานบีบตัวไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอกัน  เพราะได้สัญญาณมาจากจุดกำเนิดไฟฟ้าหลายๆ จุดในเวลาใกล้เคียงกัน ผู้ป่วยแบบนี้นอกจากมีใจรวนเรแล้ว   น่าจะเป็นกลุ่มที่เรียกว่า  “พวกหลายใจ”   เพราะมีจุดกำเนิดไฟฟ้าของหัวใจหลายๆแห่ง
           พวกใจรวนเรอีกกลุ่มหนึ่ง  เกิดจากการลัดวงจรของการนำไฟฟ้าในหัวใจ  ซึ่งเหมือนกับการลัดวงจรของไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นภายในบ้าน  เมื่อมีการลัดวงจรแล้วแทนที่การนำของกระแสไฟฟ้าจะสม่ำเสมอต่อเนื่องกันไป  กระแสไฟฟ้าที่ลัดวงจรนั้นก็จะส่งสัญญาณย้อนทางกลับไปยังจุดกำเนิดไฟฟ้าอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้จุดกำเนิดไฟฟ้าส่งกระแสไฟฟ้าออกมากระตุ้นหัวใจใหม่เร็วกว่าปกติ  ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเรียกว่า “พวกหัวใจซ้ำซ้อน”
           การรักษาโรคหัวใจเต้นผิดปรกติในสมัยก่อนมีแต่เพียงการรักษาด้วยยาเท่านั้น ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยเหล่านี้จะควบคุมอาการไม่ได้ผล 100% แถมส่วนใหญ่มีผลข้างเคียง บางครั้งทำให้เกิดโรคหัวใจเต้นผิดปรกติในลักษณะอื่นๆได้อีกด้วย
           จนกระทั่งไม่นานมานี้   มีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่สามารถสอดใส่สายสวนหัวใจ ลักษณะเหมือนสายไฟเข้าไปตามหลอดเลือดดำที่บริเวณขาหนีบ (คล้าย ๆ กับการสวนฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ) โดยเมื่อสอดสายนี้ขึ้นไปที่หัวใจตามจุดต่างๆและวัดดูการนำไฟฟ้าภายในหัวใจแล้ว  หากพบว่ามีการลัดวงจรหรือจุดกำเนิดไฟฟ้าที่ผิดปรกติในหัวใจ  แพทย์โรคหัวใจซึ่งเป็นผู้ชำนาญเรื่องการนำไฟฟ้า จะสามารถให้การรักษาโดยส่งเคลื่อนสัญญาณวิทยุ (radio frequency) ไปตามสาย ดังกล่าว เกิดพลังงานไปตามสาย เพื่อตัดจุดที่มีการลัดวงจรของกระแสไฟฟ้า หรือ จุดกำเนิดไฟฟ้าที่ผิดปรกติออกไปได้ (ฟังดูแล้วเหมือนนิยายจีนกำลังภายใน”เวลาจี้จุด”)
          การรักษาดังกล่าวเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและทำกันบ่อยในปัจจุบันให้ผลดีกว่าการรักษาด้วยยาในระยะยาว  โดยไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยา ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต การเต้นผิดปรกติของหัวใจนี้ ถ้าทิ้งไว้นานๆอาจเกิดผลแทรกซ้อนตามมาได้มาก เช่น อาจเกิดอัมพาต-อัมพฤกษ์  บางครั้งอาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ (เมื่อโชคไม่ดี)  ที่หลุดออกจากหัวใจไปอุดตามหลอดเลือดต่างๆ  ทำให้หลอดเลือดอุดตันเฉียบพลันได้  หรือถ้าหัวใจเต้นเร็วผิดปกติอยู่นานๆ ตลอดเวลาก็อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงลง  เกิดภาวะหัวใจวายได้เหมือนกัน
        เมื่อสักสองปีก่อน  มีผู้ป่วยเป็นหญิงอายุราว  50 ปีเศษ มาด้วยอาการเหนื่อยหอบนอนราบไม่ได้  ให้ประวัติว่ามีอาการเต้นใจสั่น  เป็นๆ หายๆ อยู่ 5-6 ปี ก่อนมีอาการเหนื่อยหอบครั้งนี้ และ ระยะหลังอาการใจเต้นใจสั่นนั้นหายไป  แต่กลับมีอาการเหนื่อยหอบเวลาออกแรงมาแทน  จนกระทั่ง 2-3 อาทิตย์ก่อนที่จะมาพบกัน  เริ่มเหนื่อยมากจนขนาดนอนราบไม่ได้  เดินได้เพียง 2-3 ก้าวก็ต้องนั่งพัก
        จากการสำรวจร่างกายเบื้องต้น  พบความดันโลหิตปกติ 110/70 มิลลิเมตรปรอท  ชีพจร 110ครั้ง/นาทีและสม่ำเสมอดี  แต่ผู้ป่วยมีภาวะน้ำท่วมปอดหรือภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรงอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อให้ยาช่วยการทำงานของหัวใจ และ ยาขับปัสสาวะแล้ว  อาการต่างๆก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงได้ทำการตรวจอัลตร้าซาวด์หัวใจหรือที่เรียกว่า “ECHO” ต่อไป และ พบว่ากล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงมาก  แต่ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของภาวะหัวใจอ่อนแรง  ในทีแรกคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมจากการติดเชื้อไวรัสของกล้ามเนื้อหัวใจในอดีต
        โชคดีที่เมื่อติดเครื่องที่ติดตามการเต้นของหัวใจตลอดชั่วโมงพบว่า ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติจากการที่มี ไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้หัวใจเต้นเร็วถึง 130 -150 ครั้ง/นาที เกือบตลอดเวลา(บังเอิญในช่วงที่ตรวจครั้งแรกหัวใจกลับเต้นเป็นปรกติ) และมีช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ที่หัวใจเต้นเป็นปกติได้เอง
         จึงวินิจฉัยสาเหตุของกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงในผู้ป่วยรายนี้ ว่าเกิดจากการเต้นผิดปรกติของหัวใจ  ซึ่งเมื่อเธอได้รับการรักษาด้วยการจี้ (หัวใจ)  ตัดจุดที่มีการลัดวงจรของกระแสไฟฟ้านั้น  หัวใจเธอก็กลับเต้นเป็นปกติ  หลังจากนั้นอีก 5-6 เดือน กล้ามเนื้อหัวใจของเธอก็ค่อยๆแข็งแรงขึ้น  จนครั้งสุดท้ายที่เจอกัน กล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยรายนี้ก็บีบตัวได้แรงเป็นปกติ  ไม่มีภาวะหัวใจล้มเหลวให้เห็นอีก
        “ใครมีใจสั่นบ่อยๆ หัวเราะไม่ออก ก็เชิญมาจี้หัวใจได้นะครับ”


จากหนังสือเรื่องของโรคหัวใจ(เล่ม 2)...
รักษา (หัว) ใจ
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์