หัวใจคนปกติมีอยู่ 4 ห้อง ถ้าลำดับตามการไหลเวียนของเลือดแล้ว
ห้องแรกคือ...ห้องบนขวา
ห้องที่สองคือ...ห้องล่างขวา ส่งเลือดไปปอด
ห้องที่สามคือ...ห้องบนซ้าย...และ
ห้องที่สี่คือ...ห้องล่างซ้าย
ห้องสุดท้ายก่อนที่เลือดจะออกจากหัวใจ
หัวใจห้องล่างซ้ายนี้เป็นหัวใจห้องที่ทำงานหนักมากที่สุด จะมีปริมาณกล้ามเนื้อหัวใจมากกว่าหัวใจห้องอื่นๆ อีกสามห้อง เพราะมีหน้าที่ต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ส่วนของหัวใจที่ทำงานหนักรองลงมาคือ ห้องล่างขวาซึ่งมีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปที่ปอดเพื่อทำการแลกเปลี่ยนออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ในถุงลมของปอด เปลี่ยนเลือดดำกลับเป็นเลือดแดง (น่าจะหนักมากขึ้นสำหรับคนกรุงเทพฯ ที่สูดควันพิษและฝุ่นลงไปในปอดมากกว่าคนต่างจังหวัด!!)
หัวใจห้องสองห้องที่อยู่ด้านบนทั้งซ้ายและขวานั้นไม่มีการติดต่อถึงกันโดยตรง เป็นหัวใจที่ไม่มีปริมาณส่วนของกล้ามเนื้อมากนักมีแต่ผนังบางๆ เนื่องจากทำหน้าที่รับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจเป็นส่วนใหญ่ โดยที่หัวใจห้องด้านขวาส่วนบนจะรับเลือดแดงกลับจากปอดเพื่อส่งไปยังหัวใจห้องล่างซ้าย โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ หลอดเลือดหัวใจตีบที่กลัวกันโดยทั่วไปนั้นจึงเป็นเรื่องของหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย เพราะหัวใจห้องนี้มีกล้ามเนื้อเป็นปริมาณมากต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา จึงต้องการเลือดมาเลี้ยงมากกว่า หัวใจห้องอื่นๆ อีก ทั้งสามห้อง
ในบางครั้งการที่หัวใจของทารกในครรภ์ไม่สมบูรณ์ มีความผิดปกติ อาจทำให้เกิดผนังกั้นห้องหัวใจรั่ว ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างหัวใจผนังที่กั้นห้องหัวใจ (ระหว่างห้องซ้ายและขวา) เป็นรูได้ อาจจะเกิดที่ผนังกั้นระหว่างสองห้องบนหรือสองห้องล่างก็ได้ (เพราะหัวใจสองห้องบนที่อยู่ติด ๆ กันหรือสองห้องล่างถึงแม้จะอยู่ติดกันแต่ไม่ควรมีการติดต่อถึงกัน
So closed, Yet sofar) ถ้าเกิดรูรั่วระหว่างผนังกั้นห้องหัวใจล่างด้านซ้ายและขวาตั้งแต่เกิดแล้ว ทารกหรือเด็กมักจะมีอาการแสดงให้เห็นตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เนื่องจากหัวใจห้องล่างทั้งซ้ายและขวาทำงานหนักกว่าหัวใจสองห้องบน เมื่อมีรูรั่วที่ผนังหัวใจทั้งสองห้องก็จะทำให้ปริมาณเลือดที่รั่วไปมาระหว่างห้องหัวใจซ้าย และ ขวาที่มีผนังหัวใจเป็นรูนั้นมากตามไปด้วย
ส่วนถ้าผนังกั้นห้องหัวใจสองห้องบนซ้ายและขวารั่วนั้น ความดันในหัวใจห้องบนทั้งสองห้องนั้นไม่สูงเท่าหัวใจสองห้องล่าง เมื่อทารกที่คลอดออกมามีรูที่ผนังหัวใจห้องบนในช่วงแรกอาจจะไม่มีอาการหรือสิ่งตรวจพบใดๆ ถ้ารูรั่วนั้นไม่ใหญ่มากหลาย ๆ ครั้งผู้ป่วยที่มีรูรั่วของผนังหัวใจห้องบนสองห้องนี้ไม่มีอาการอะไรเลยจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ และในบางครั้งอาจจะมีอาการเมื่ออายุ 50 หรือ 60 ปีก็เป็นไปได้ หรือในบางครั้งเป็นการตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเอ็กซเรย์ดูปอดเท่านั้น
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับผู้ป่วยคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิง อายุ 50 ปีเศษ ก่อนหน้านี้เป็นคนที่แข็งแรงดีไม่เคยเจ็บป่วย แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เกิดมีอาการติดเชื้อในปอด มีปอดบวมถึงสองครั้งพร้อมๆ กับเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่ายเมื่อเดินขึ้นบันได และจากการตรวจภาพเอ็กซเรย์ในช่วงที่หายดีจากภาวะปอดบวมแล้ว พบว่าปอดทั้งสองข้างมีเลือดไปเลี้ยงมากกว่าปกติเล็กน้อยพร้อมๆ กับเงาหัวใจห้องด้านขวาโตขึ้นนิดหน่อย
การตรวจร่างกาย ไม่พบว่ามีสิ่งผิดปกติมากมายอะไรนัก นอกจากเสียงของหัวใจที่มาจากเสียงการปิดของลิ้นหัวใจที่ปอดดังขึ้นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือ EKG พบว่าหัวใจด้านขวาโตค่อนข้างมาก
จากทั้งหมดนี้ทำให้น่าสงสัยว่า น่าจะมีช่องว่างในหัวใจหรือผนังกั้นห้องหัวใจสองห้องบนซ้าย และขวารั่ว เมื่อมีรูของผนังกั้นห้องหัวใจทั้งสองห้องนี้จะมีเลือดรั่วไปมาระหว่างหัวใจทั้งสองห้อง (ซึ่งปกติไม่ควรมีเลือดรั่วติดต่อถึงกันได้) ส่วนใหญ่จะเป็นเลือดที่รั่วจากหัวใจห้องด้านบนซ้ายไปยังห้องด้านบนขวาเล็กน้อย
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เลือดที่เข้ามายังหัวใจห้องบนขวามากขึ้นกว่าปกติ (เพราะต้องรับเลือดที่มาจากอวัยวะต่างๆ ของร่างกายตามปกติร่วมกันกับเลือดที่รั่วกลับมาจากหัวใจด้านซ้ายอีก) ทำให้เลือดผ่านไปยังปอดมากกว่าคนที่ไม่มีผนังหัวใจรั่ว เมื่อเอ็กซเรย์ดูจึงพบว่ามีเลือดไปยังปอดทั้งสองข้างเพิ่มขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเลือดผ่านมายังหัวใจห้องบนขวาและล่างขวามากขึ้นแล้ว จะทำให้หัวใจปรับตัวโดยการขยายให้โตขึ้น จึงตรวจพบจากการเอ็กซเรย์ว่าเงาหัวใจด้านขวาโตขึ้น และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจพบว่าหัวใจด้านขวาโตกว่าปกติเช่นกัน
ดังนั้น ผู้ป่วยคนดังกล่าวจึงได้รับการตรวจชั้นต่อไปคือ การทำ ECHO หรืออัลตร้าซาวนด์หัวใจ ซึ่งเป็นการตรวจง่ายๆ โดยใช้เครื่องมือคล้ายๆ กับอัลตร้าซาวนด์เวลาผู้หญิงตั้งครรภ์ ก็ตรวจพบว่ามีรูรั่วของผนังหัวใจห้องด้านขวาและซ้ายส่วนบนตามที่สงสัย และจากข้อมูลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งได้จากการตรวจ ECHO คือ พบว่าความดันในปอดนั้นไม่ได้สูง
ผู้ป่วยในลักษณะนี้การรักษาขั้นต่อไปคือ ต้องทำการปิดรูรั่วนั้นวิธีการปิดที่ทำกันมานานคือการผ่าตัด ซึ่งเป็นการผ่าตัดหัวใจที่ค่อนข้างง่ายและไม่ยุ่งยากนัก ผลแทรกซ้อนก็มีไม่มาก
แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการพัฒนาใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปตามสายสวนหัวใจ และใช้อุปกรณ์เพื่อปิดรูรั่วนั้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือดมยาสลบ เพียงแค่ฉีดยาชาที่บริเวณขาหนีบเหมือนกับการเอ็กซเรย์ฉีดสีดูเส้นเลือดหัวใจหรือขยายหลอดเลือดหัวใจเท่านั้น ซึ่งผลการปิดรูรั่วด้วยสายสวนนี้ ข้อดีคือผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างต่ำ เมื่อทำเสร็จแล้ว อีก 2 วันก็กลับไปทำงานได้
จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการของการรักษาโรคหัวใจต่าง ๆ พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
...อีกไม่นานคงเอากาวตราช้างเข้าไปอุดรูรั่วในหัวใจได้ง่าย ๆ ...

จากหนังสือเรื่องของโรคหัวใจ(เล่ม 2)...รักษา (หัว) ใจ
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์
|