ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่

 

ตรวจใจ

           ได้ข่าว...มีคนเคยได้รับการตรวจหัวใจอย่างละเอียด (เขาว่า….!!) แต่ไม่พบความผิดปกติอะไร แล้วกลับเกิดหัวใจวายอย่างรุนแรงภายในระยะเวลาไม่นานหลังจากการตรวจที่ว่านั้น ทำให้สงสัยกันว่าการตรวจทางหัวใจนั้นมีความแม่นยำถูกต้องหรือมีประโยชน์อย่างไรหรือไม่
                เพื่อความเข้าใจจึงขอเล่าเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของการตรวจและการแปลผลการตรวจต่างๆ ทางการแพทย์ที่หมอพึงทำให้ผู้ป่วย ซึ่งหลักการใหญ่ๆ ที่ว่ามีดังนี้

  • ไม่มีการตรวจใดที่จะให้ผลที่ถูกต้องแม่นยำ 100%
  • ส่วนใหญ่แพทย์จะเริ่มจากการตรวจที่มีความเสี่ยงต่อผู้ป่วยน้อยที่สุดก่อน
  • การตรวจที่มีความเสี่ยง (หรือเจ็บตัว) น้อยนั้น ส่วนมากผลที่ได้จะให้ความถูกต้องและความแม่นยำน้อยกว่าการตรวจที่มี อาจจะมีความเสี่ยงมากกว่า
  • ถ้าตรวจหลายๆ อย่างพร้อมกัน ความแม่นยำถูกต้องจะสูงขึ้นด้วย (แต่ทั้งนี้ก็ไม่แน่เสมอไป ถ้าผลที่ตรวจหลายๆ อย่างนั้นให้ผลขัดแย้งกัน ก็จะทำให้ทั้งผู้ป่วยและหมอสับสนมากขึ้นได้ด้วย!!)
  • การตรวจอย่างเดียวกัน ในคนเดียวกัน เวลาใกล้เคียงกัน ถ้าทำซ้ำหลายๆ ครั้งจะได้ผลไม่ตรงกัน(จน)ได้ (ทำให้ผู้ป่วยและแพทย์สับสนมากขึ้น)
  • การตรวจต่างๆ จะแม่นยำขึ้นถ้าผู้ป่วยให้รายละเอียดของการผิดปกติที่มีร่วมด้วยได้มาก (อาการคือความรู้สึกผิดปกติที่ผู้ป่วยรู้สึก ถ้าผู้ป่วยไม่เล่าให้แพทย์ฟัง แพทย์ก็ไม่มีทางรู้ได้)

ยกตัวอย่าง ในเรื่องการตรวจหัวใจ เมื่อมีผู้ป่วยมาด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอก ถ้าทราบเพียงเท่านี้แล้วเดาว่าเป็นเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้น โอกาสถูกคงจะน้อยมาก แต่ถ้าทราบรายละเอียดของการแน่นหน้าอก เช่น เป็นมากเวลาทำงานหนักหรือออกแรง พักแล้วดีขึ้น รวมทั้งถ้าผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วยเช่น การสูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงหรือมีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็น แล้วเดาว่าผู้ป่วยรายนี้มีอาการแน่นหน้าอกจากปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โอกาสถูกก็จะมีมากขึ้น
            หลังจากแพทย์ได้ซักถามอาการและตรวจร่างกายโดยละเอียดแล้ว ถ้ายังสงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ก็จะตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเฉยๆ (โดยนอนนิ่งๆ บนเตียง ไม่ได้ออกแรง) หรืออาจให้เดินทดสอบสมรรถภาพของหัวใจด้วยการเดินสายพานพร้อมๆ กับดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (หรือถีบจักรยานหรือให้ยากระตุ้นหัวใจให้หัวใจทำงานหนักขึ้น) ที่เรียกว่า “Exercise Stress Test” ถ้ายังไม่แน่ใจก็อาจจะทำ Stress Test ร่วมด้วยกับการตรวจ Echo หรือคลื่นสะท้อนเสียงหัวใจ และในที่สุดอาจจบด้วยการฉีดสีเอ็กซเรย์ดูหลอดเลือดหัวใจ แต่ทั้งนี้ส่วนมาก (มียกเว้น!) ควรจะทำเป็นขั้นตอน ไม่ทำทุกๆ อย่างพร้อมๆ กันทีเดียว
            การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเฉยๆ ขณะที่ผู้ป่วยนอนพักบนเตียง (หัวใจไม่ได้ทำงานหนัก) นั้นอาจไม่แสดงความผิดปกติให้เห็น โอกาสที่จะบอกว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่นั้นได้น้อยมาก จึงต้องกระตุ้นให้หัวใจทำงานมากขึ้นโดยการเดินสายพาน (หรือบางครั้งให้ยา) นั่นก็คือ Stress Test ซึ่งถ้าทำ Stress Test แล้วดูสมรรถภาพหัวใจจากการวัดคลื่นหัวใจเพียงอย่างเดียว (ไม่ร่วมกับการตรวจคลื่นสะท้อนเสียงหัวใจ) จะมีความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคเพียงประมาณร้อยละ 70 เท่านั้น แต่ถ้าทำการตรวจคลื่นสะท้อนเสียงหัวใจ หรือ  Echo พร้อมไปด้วยจะทำให้ความแม่นยำถูกต้องในการตรวจเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 80 ส่วนการตรวจด้วยการฉีดสีที่เราคิดว่าเป็นมาตรฐาน (ซึ่งน่าจะถูกต้อง 100%) นั้น บางครั้งมีผู้ป่วยบางรายที่อยู่ดีๆ (ความจริงน่าจะเรียกว่าอยู่ไม่ดี) หลังจากการฉีดสีแล้วพบว่าหลอดเลือดหัวใจปกติ แล้วยังเกิดมีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังจากนั้นไม่นานได้เช่นกัน!!
               จึงมีความสำคัญมากที่แพทย์จะต้องอธิบายผลการตรวจที่ปกติเหล่านั้น ให้ผู้ที่ได้รับฟังไม่เกิดความประมาท (เพราะทุกอย่างดูปกติ) และดูแลสุขภาพตัวเองต่อไปให้ดี
            ในระยะหลังๆ นี้มีตรวจร่างกายประจำปีที่รวมถึงการตรวจสมรรถภาพหัวใจ ด้วยการเดินสายพานในคนที่มี่เคยมีอาการผิดปกติของหัวใจ เช่น ผู้บริหารที่มีความเครียด (เพราะบริษัททั้งหลายเขากลัวขาดทุนถ้าท่านตายไป!...) ซึ่งผลการตรวจก็มักจะออกมาเป็นปกติ คือไม่พบลักษณะที่บ่งว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (ในขณะนั้น!!) แต่ผู้บริหารเหล่านี้มักมีปัจจัยเสี่ยงของการมีหลอดเลือดหัวใจตีบอยู่มาก เช่น ไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย น้ำหนักมาก สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง และบางคนอาจมีความเครียด จึงมีโอกาสที่จะเกิดหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน ทั้งๆ ที่ตรวจไม่พบว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาก่อนเลย
            มีอยู่บ่อยๆ ที่ผู้หญิงอายุราวๆ 30 ปี มักจะมาด้วยอาการเจ็บแปลบๆ ที่บริเวณหน้าอกด้านซ้าย โดยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่เลย ไปตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการเดินสายพานพบว่ามีความผิดปกติ บ่งว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทั้งๆ ที่ปกติก็แข็งแรงดี ออกกำลังกายได้ และอาการเจ็บแปลบๆ นั้นเป็นอยู่แค่ 2-3 วันก็หายไปเอง
            ผลการตรวจในรายผู้ป่วยเช่นนี้ ทางการแพทย์เราเรียกกันว่าเป็นผลผิดปกติลวง (False Positive) ซึ่งจะพบได้บ่อยในผู้หญิงหลายๆ ราย ที่ในที่สุดต้องทำการฉีดสีให้ เพราะถึงแม้จะอธิบายอย่างไร หลายๆ คนก็อดที่จะไม่สบายใจ เป็นกังวลว่าจะเป็นโรคหัวใจไม่ได้ แต่เมื่อได้ทำการฉีดสีเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างปกติถึงค่อยยิ้มออก
            ...อย่างว่าแหละ ผู้หญิงเดาใจยากจริงๆ !!...(แค่เฉพาะเรื่องผลการเดินสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจนะครับ...)
            ตรงกันข้าม วันก่อนมีผู้ชายอายุ 50 ปีเศษ ไม่เคยมีอาการผิดปกติทางหัวใจเหมือนกัน แต่เป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกาย เป็นนักธุรกิจ เคยสูบบุหรี่มาเกือบปีหนึ่งแล้วเพราะรู้สึกไม่ค่อยมีแรงเวลาเดินขึ้นบันได ผู้ป่วยรายนี้มีไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และอ้วน เริ่มมีปัญหาเรื่องน้ำตาลในเลือดสูง มาปรึกษาเพราะไปตรวจสมรรถภาพหัวใจด้านการเดินสายพานมาไม่พบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะเดิน แต่เดินได้เพียงแค่  3 นาทีเศษต้องหยุดเพราะเหนื่อยมาก
            ในผู้ป่วยรายนี้ผมอธิบายไปทันทีว่า เขาคงเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแน่ และ ผลการตรวจ Stess Test นั้นเป็นผล “ปกติลวง (False Negative)” เมื่อทำการเอ็กซเรย์ฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจก็พบว่ามีหลอดเลือดตีบถึงสามเส้น ต้องทำการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดด้วยบัลลูนไป
            ...นี่ก็เหมือนกันครับ..(หัว)ใจผู้ชายเอาชนะยากจริง!!...(ก็เล่นทั้งอ้วน...สูบบุหรี่ และ ไม่ออกกำลังกาย จะไม่เป็นโรคหัวใจได้อย่างไร)

จากหนังสือเรื่องของโรคหัวใจ(เล่ม 2)...รักษา (หัว) ใจ
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์