ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่

 

เรื่องที่หมอว่า...ดี

                การรักษาโรคไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจหรือโรคอะไรก็ตาม คนไข้ขอให้หมอแนะนำวิธีการรักษาที่ดีที่สุดเสมอ จะมีอยู่หลายๆครั้งที่หมอว่าดีที่สุด กับที่คนไข้คาดหวังว่าดีที่สุดนั้นไม่ค่อยตรงกันเท่าไรนัก

                เวลาหมอรักษาคนไข้คนหนึ่ง จะมีจุดมุ่งหมายของการรักษาอยู่ 3 ประการ คือ
                เป้าหมายประการแรก คือ รักษาให้คนไข้หายจากอาการ (อาการคือความรู้สึกของคนไข้ที่รู้สึกไม่สบายหรือผิดออกไปจากความรู้สึกปกติ) ผิดปกติ ไม่ว่าอาการนั้นจะเป็นอาการเจ็บ ปวด ใจเต้นหรือใจสั่น เวียนศีรษะหน้ามืดเป็นลม แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ฯลฯ คำว่าอาการนี้มักจะเข้าใจกันผิดจากสิ่งที่หมอตรวจพบ เช่น การตรวจเลือดพบระดับไขมันสูง หรือการตรวจเอ็กซ์เรย์พบว่ามีเงาของหัวใจโต ความผิดปกติที่ตรวจพบ(โดยบังเอิญ)นี้ บางครั้งคนไข้จะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้
                สรุปก็คือว่า อาการต้องเกิดจากการที่คนไข้มีความรู้สึกผิดปกติ ถ้าหมอถามคนไข้ว่ามีอาการเป็นอย่างไร แล้วคนไข้ไม่สามารถบอกได้ ไม่รู้ว่าจะอธิบายอาการอย่างไร ต่อให้หมอเก่งยังไงก็ไม่รู้ว่าจะรักษาให้คนไข้คนนั้นดีขึ้นได้อย่างไร... เพราะเป้าหมายประการแรกในการรักษาคนไข้ของหมอทุก ๆ คน คือ ทำให้อาการผิดปกติของคนไข้หายไป (ถ้าไม่มีก็ไม่หาย !!)
                เป้าหมายประการที่สอง คือ เมื่อหมอรักษาให้คนไข้หายจากอาการเจ็บปวดหรือทรมานได้แล้ว  ต้องพยายามหาทางป้องกันไม่ให้คนไข้กลับมาเจ็บป่วยด้วยเรื่องเดิมอีก (หรือการหาทางป้องกันไม่ให้คนปกติมีโรคเกิดขึ้นด้วยการป้องกัน เช่น การควบคุมน้ำหนัก หรือ การออกกำลังกายจะได้ประโยชน์ยิ่งกว่า)
                การทำให้เกิดความสำเร็จในเป้าหมายประการที่สองนี้ยากเนื่องจากคนไข้ไม่ค่อยมีอาการแล้ว เช่น การตรวจพบว่ามีระดับไขมันในเลือดสูงแต่คนไข้ยังไม่มีอาการ การที่พยายามแนะนำให้คนไข้ควบคุมอาหาร ลดน้ำหนักตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานยา (อาจมีผลข้างเคียงหรืออาการข้างเคียงได้ด้วย) ซึ่งจะทำได้ลำบากมาก เพราะคนไข้จะรู้สึกถึงผลดีของคำแนะนำที่หมอให้ (เรียกว่าไม่เห็นโลงก็ไม่หลั่งน้ำตา) แต่หมอที่ดีก็ควรจะพยายามพูดชักชวน บังคับ ขู่เข็ญให้คนไข้ป้องกันรักษาตัวเองให้ได้
                ส่วนเป้าหมายประการสุดท้าย คือ การที่รักษาคนไข้ไม่เสียชีวิตจากโรคที่เป็น พูดง่ายๆคือทำให้คนไข้ไม่อายุสั้นลงจากโรคที่เขาเป็น (ไม่ว่าไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการ) ยกตัวอย่างเช่น คนไข้มาหาหมอด้วยเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งปกติครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตอย่างกะทันหันที่บ้าน แต่อีกครึ่งหนึ่งที่มาถึงโรงพยาบาลนั้นก็ยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงอยู่ถึง 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 5 แพทย์ก็ต้องพยายามให้ยารักษาเพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้เหล่านี้เสียชีวิตจากโรคนี้ให้ได้
                ในสมัยปัจจุบันนี้การรักษาโรคหนึ่งๆ มียาที่ใช้แล้วได้ประโยชน์มากมายหลายชนิด ยาบางอย่างทำให้อาการดีขึ้น ยาบางป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นโรคซ้ำได้อีก และมียาบางอย่างป้องกันหรือลดโอกาสที่จะเสียชีวิตจากโรคนั้นๆได้ ดังนั้น คนไข้หนึ่งคนจึงต้องรับประทานยาอยู่หลายๆ ชนิด บางคนรับประทานเป็นสิบๆ เม็ดต่อวันซึ่งคนไข้ควรจะต้องรับประทานไปตลอดชีวิต (เมื่อตายไปแล้วก็คงไม่ต้องให้ยารักษาป้องกันการเสียชีวิตอีก)
                คนไข้หลายๆ คนไม่ชอบกินยามากๆ (ซึ่งก็น่าเห็นใจอยู่ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอาการ) เช่น คนที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เคยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรง เมื่อได้รับการผ่าตัดหรือขยายหลอดเลือดไปแล้วอาการก็จะหายไป แต่ยังต้องได้รับยาอีกหลายขนาน เช่น ยาลดระดับไขมันในเลือด ยาป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือดอีกหนึ่งหรือสองชนิด ยิ่งถ้ามีโรคความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานอยู่แล้วด้วย  ก็จะได้ยาควบคุมความดันโลหิตอีก 1 ชนิด ยาควบคุมเบาหวาน อีก 1-2 ชนิด
                ผมเคยมีผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นผู้ชาย อายุ 70 ปีเศษ มีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงมานานกว่า 20 ปี มาพบผมในครั้งแรกด้วยอาการสำคัญคือ ออกกำลังกายได้น้อยลงจากที่เคยเดินได้ 3-4 กิโลเมตร/วัน ในช่วงหลังๆ เดินได้เพียง 200 - 300 เมตร ก็มีอาการเหนื่อย หายใจอึดอัดไม่ทั่วท้อง และใน 3-4 อาทิตย์ก่อนที่จะพบกันเริ่มมีอาการเพิ่มขึ้น คือ ในตอนกลางดึกจะตื่นขึ้นมาด้วยอาการอึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ต้องนั่งอยู่สักครู่หนึ่ง
                การตรวจร่างกายในครั้งนั้น นอกจากพบความดันโลหิตซึ่งสูงและหัวใจโตเล็กน้อยแล้วก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นๆ การตรวจวินิจฉัยในขั้นต้นจึงคิดว่าคนไข้คนนี้เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเพราะมีปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายประการ ทั้งเป็นผู้ชายสูงอายุที่มีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง บวกกับอาการซึ่งเป็นอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่มาก
                จึงได้ทำการเอ็กซ์เรย์ ฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจซึ่งก็พบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบไปหมดทุกเส้น แต่ไม่มีจุดใดจุดหนึ่งที่ตีบอย่างสำคัญ (มากว่าครึ่งหนึ่ง) แต่กล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยคนนี้อ่อนแรงลงและห้องหัวใจขยายตัวออกมากกว่าปกติ ทำให้การบีบตัว สูบฉีดเลือดเป็นไปได้อย่างไม่สมบูรณ์
                สรุปได้ว่า อาการผิดปกติของคนไข้คนนี้เกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว และภาวะหัวใจล้มเหลวนั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและอาหารเป็นเวลานาน และเนื่องจากหลอดเลือดหัวใจนี้ไม่มีจุดที่ตีบมากๆ การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหรือการผ่าตัดจึงไม่น่าจะได้ประโยชน์ จึงรักษาด้วยการให้ยารักษาอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวและการป้องกันหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน ร่วมกับยาควบคุมความดันและเบาหวานต่อไป
                เมื่อให้การรักษาเบื้องต้นไปตามขั้นตอน อาการต่างๆ ของคนไข้ดีขึ้นเป็นอันมาก สามารถออกกำลังกายได้เกือบเป็นปกติ หลังจากนั้นอีก 3-4 เดือน คนไข้คนนี้ไม่ค่อยชอบทานเท่าไรนัก จึงลดยาบางอย่างลงเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ซึ่งผลก็คือต้องกลับเข้ามาในโรงพยาบาลใหม่เพราะมีภาวะหัวใจล้มเหลว คราวนี้ยิ่งหนักกว่าเดิม เนื่องจากว่าขณะที่เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้มีความดันต่ำลง การทำงานของไตเสื่อม (เพราะความดันตก)  เมื่อหายดีขึ้นแล้วกลับบ้านไปจึงต้องมียารักษาโรคไตเพิ่มขึ้นอีก !!
                หลังจากดีขึ้น...คนไข้ยังต่อรองที่จะขอลดจำนวนยาลงอีก ผมจึงได้ส่งเข้าโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ เนื่องจากเป็นวิธีการรักษาอีกวิธีเดียวที่พอจะทำให้สามารถลดยาลงได้บ้าง เพราะคนไข้ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคหัวใจอื่นๆโดยเฉพาะคนที่มีความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวานและมีไขมันในเลือดสูง ที่เข้าโปรแกรมนี้จะได้รับคำแนะนำการออกกำลังกายที่ถูกวิธีร่วมกับการควบคุมอาหาร (โดยไม่ต้องหิวมาก) ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิตง่ายขึ้น จึงอาจะใช้ยาน้อยลงได้
                อย่างไรก็ตาม ใครที่อยากรับประทานอาหารน้อยๆ ก็ขอให้ออกกำลังกายกันมากๆ อย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญต้องทำให้ถูกวิธีด้วย.....

 


จากหนังสือเรื่องของโรคหัวใจ(เล่ม 2)...
รักษา (หัว) ใจ
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์