ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่

 

ที่สุดของหัวใจ

                ที่สุดของหัวใจทุกคนคือ ใจหยุดเต้นหรือหยุดทำงานนั่นเอง เมื่อถึงเวลานั้นคนที่เป็นเจ้าของคงไม่สามารถรู้สึกได้ว่าตอนที่ถึงที่สุดของหัวใจนั้นเป็นความสุขหรือความทุกข์ การที่จะไปถึงที่สุดของหัวใจนี้ บางคนก็ค่อยๆ ไปถึงอย่างช้าๆ เช่น ในคนที่มีโรคต่างๆแล้วในที่สุดหัวใจค่อยๆ ทำงานน้อยลงๆ จนหยุดในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม ท้ายที่สุดเมื่อสังขารทนไม่ไหวต่อโรคนั้นๆ หัวใจก็จะหยุดทำงาน

                ในสมัยก่อนเวลาแพทย์ต้องเขียนมรณบัตร ไม่ว่าคนจะเป็นโรคอะไรก็ตาม มักจะเขียนลงไปอย่างง่ายๆ ว่าตายจากโรคหัวใจทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะตั้งต้นเป็นโรคมะเร็ง หรทอปอดบวม หรือโรคติดเชื้อ!!!...    

                อย่างไรก็ดี การเสียชีวิตจากโรคหัวใจมีลักษณะที่จำเพาะของตัวเองคือ มักจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันกะทันหัน เช่น
คนเป็นลมเสียชีวิตนั้นส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นการเสียชีวิตซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจแทบทั้งสิ้น

                เพราะโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอัมพาต-อัมพฤกษ์ที่มีเส้นเลือดในสมองอุดตันเฉียบพลันก็ไม่ทำให้คนเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว มีลักษณะเป็นลมเสียชีวิตแบบปุบปับเช่นโรคหัวใจ จะมีก็โรคพิษ(ลูก) ตะกั่วและอุบัติเหตุเท่านั้นที่ทำให้คนตาย (โหง) กะทันหันได้

                เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากว่าใครก็ตามที่มีประวัติว่ามีญาติที่เสียชีวิตกะทันหันหรือเป็นลมเสียชีวิตนั้น น่าจะนึกว่าเป็นเรื่องโรคหัวใจ และการที่มีประวัตินี้ก็บ่งว่าคนนั้นๆ มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันและเสียชีวิตกะทันหันสูงกว่าคนทั่วๆไปถึง 4-5 เท่า!!!

                คนที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นลมกะทันหันแล้วเสียชีวิต โดยเฉพาะญาติชั้นต้นซึ่งรวมพ่อ แม่ พี่น้องและลูก ควรที่จะพบแพทย์ และได้รับการตรวจอย่างละเอียดว่ามีปัจจัยเสี่ยงจากโรคหัวใจอื่นๆ อีกหรือไม่ และถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอีกก็ควรได้รับการรักษาอย่างเข้มงวด!! และดูแลตัวเองอย่างดีเยี่ยม

                “ดีเยี่ยม” ในที่นี้ หมายถึง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจทั้งหลายคือ ถ้าเป็นคนไม่สูบบุหรี่ก็พยายามอยู่ห่างๆ จากคนที่สูบบุหรี่และไม่เข้าไปในสถานที่ที่ผู้สูบบุหรี่อยู่ โดยเฉพาะในห้องปรับอากาศที่ถ่ายเทไม่ดี ถ้าสูบบุหรี่ก็เลิกเสีย และพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งการดูว่ามีน้ำหนักตัวเหมาะสมหรือไม่ ดูได้จากมวลของร่างกายซึ่งควรอยู่ระหว่าง 18.5-23 ตัวเลขนี้จะคำนวณได้จากการที่เอาส่วนสูงของเราเป็นเมตรยกกำลังสอง แล้วไปหารน้ำหนักของตัวเราเป็น กิโลกรัม ถ้าใครได้ค่าเกิน 23 ก็ถือว่าน้ำหนักมากไป อีกวิธีหนึ่งคือดูรอบเอว เพราะรอบเอวนี้มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจค่อนข้างมาก โดยผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว หรือผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่าถึง 36 นิ้วนั้น จะมีความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันที่สูงพอๆ กับคนที่มีระดับไขมันในเลือดสูง

                นอกจากการควบคุมน้ำหนักตัวแล้ว ทุกๆคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ควรดูแลรักษาตัวเองด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยทำการออกกำลังให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ ละ 3 - 4 ครั้ง ครั้งหนึ่ง ประมาณ 20 - 30 นาที เมื่อพูดถึงการออกกำลังกายแล้วต้องอธิบายว่า การออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้น ต้อง ประกอบด้วย 3 ส่วน

                เรื่องแรก การยืดกล้ามเนื้อ (Stretching) ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายควรจะทำการยืดกล้ามเนื้อที่จะออกกำลังกายให้ครบทุกมัดเพื่อที่จะลดการบาดเจ็บ (injury) ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อกล้ามเนื้อหรือส้นเอ็นที่อาจเกิดหลังออกกำลังได้ หลังจากทำการยืดกล้ามเนื้อและเอ็นดังกล่าวแล้ว ก่อนทำการออกกำลังกาย ผู้ที่ออกกำลังกายทุกคนควรจะทำการอุ่นร่างกาย (warm up) คือออกกำลังกายเบาๆก่อน เพื่อให้หัวใจเริ่มเต้นเร็วทีละน้อย แล้วจึงทำการออกกำลังกายอย่างอแอโรบิก ซึ่งควรจะทำอยู่ไม่ต่ำกว่า 20 นาที

                เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดกับปอด หลังจากการออกกำลังการแบบแอโรบิกเสร็จแล้ว สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งก็คือ การผ่อนคลายร่างกาย (cool down) คือค่อยๆ ลดการออกกำลังกายลงจนหัวใจเต้นช้าลงทีละเล็กทีละน้อยก่อนกลับสู่ภาวะปกติและทำการยืดกล้ามเนื้อ (Stretching) อีกครั้งหนึ่ง ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วการออกกำลังกายก็จะได้ประโยชน์อย่างครบถ้วนและ ไม่เกิดอันตราย อย่างเช่น ตัวอย่างที่เคยมีประวัติผู้เสียชีวิตอย่างเฉียบพลันจากโรคหัวใจหลังจากการเล่นกีฬาหนัก แล้วหยุดทันทีกลับมานั่งพักเฉย ๆ ไม่มีการ cool down ที่ถูกต้อง

                การออกกำลังกายที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายนั้นควรรวมถึง การออกกำลังเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ด้วยโดยการยกน้ำหนักเบาๆ 1-3 กิโลกรัม ซึ่งไม่ใช่การเล่นกล้ามหรือเพาะกายเหมือนที่เห็นโดยทั่วไป เป็นเพียงแค่การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแต่ละมัดเท่านั้น เรื่องการออกกำลังกายนี้ยังมีอีกยาว ถ้ามีโอกาสในคราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง สำหรับผู้ที่จะทำตามสมัยเชื่อผู้นำรัฐบาลจะเริ่มออกกำลังกาย กัน ถ้าอายุมากกว่า 45 ปีแล้ว ไม่เคยออกกำลังมาก่อน ควรจะไปรับคำแนะนำจากผู้รู้เสียก่อน

                ผมมีคนไข้ซึ่งครอบครัวมีพี่น้องผู้ชาย 4-5 ราย พบโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหลายครอบครัว ได้รับการดูแลรักษากันอย่างต่อเนื่องและน้องๆ มักจะพบโรคนี้ได้เร็วกว่าทั้งที่มีอาการหรือไม่มีอาการมากนัก ที่แปลกคือ ครอบครัวไหนที่ชอบออกกำลังกายก็จะทำกันทุกคน ครอบครัวไหนที่เอาแต่ทำงานไม่ออกกำลัง ก็จะเป็นอย่างนั้นกันไปทุกคนในครอบครัว

                มีคนไข้อีกหลายๆคนที่มีหลอดเลือดตีบมากๆๆๆ สมควรได้รับการผ่าตัด แต่กลัวมากๆๆๆ เช่นกัน ไม่ยอมผ่าตัด ส่วนมากอายุ 70-80 ปีขึ้นไป (90กว่าก็มี) ผมจำใจต้องรักษาด้วยยา และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะเน้นเรื่องการออกกำลังกาย คนไข้เหล่านี้จะปฏิบัติตัวตามคำแนะนำได้เป็นอย่างดี (เพราะกลัวตาย!!...) และมาเข้าโปรแกรมออกกำลังกายที่ถูกต้อง ค่อยๆ ทำทีละนิดทีละหน่อย หลายๆ คนอยู่มาได้หลายปีแล้ว อาการดีขึ้นมาก (และยังไม่ตาย!!)

                สรุปว่า การออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้น ทำกันได้ในโรคทุกโรค...ทุกวัน...มียกเว้นอยู่ 2 โรคที่ไม่เคยออกกำลังกายได้คือ “โรคขี้เกียจและโรคใจไม่ถึง!!!”

 

จากหนังสือเรื่องของโรคหัวใจ(เล่ม 2)...รักษา (หัว) ใจ
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์