ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

คุณรู้จักโรคหลอดเลือดสมองจริงๆ หรือไม่


คุณรู้จักโรคหลอดเลือดสมองจริงๆ หรือไม่

คุณรู้จักโรคหลอดเลือดสมองจริงๆ หรือไม่

 
ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะหันไปทางไหน เรื่องของโรคหลอดเลือดสมองดูจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้นทุกที บ้างอาจจะมีญาติเป็นโรคนี้ บ้างต้องดูแลคนในครอบครัวที่ป่วยเพราะโรคนี้เช่นเดียวกัน หรือบางคนอาจจะเคยเกิดขึ้นกับตนเอง เรียกว่าผ่านนาทีชีวิตกันมาแล้วก็ว่าได้

โรคหลอดเลือดสมองในปัจจุบันเป็นปัญหาที่พบบ่อย ทั้งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทย และส่งผลกระทบถึงครอบครัวทั้งด้านการดูแลรักษา กรณีที่เกิดความพิการ อาจกล่าวได้ว่าเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องได้ในวงกว้าง สำหรับโรคหลอดเลือดสมอง คนโดยส่วนใหญ่มักจะเรียกว่า อัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะด้วยลักษณะอาการและผลการรักษาในอดีตที่มักไม่ประสบความสำเร็จ จึงส่งผลให้เกิดความพิการ

สำหรับโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือด เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว เกิดพลาค (Plaque) เกาะที่บริเวณผนังหลอดเลือด และสุดท้ายไปสู่ภาวะหลอเลือดตีบ มีอาการหลอดเลือดสมอง โดยส่วนใหญ่กว่า 80 % เป็นชนิดหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน (Cerebral Infarction) และอีกประมาณ 20 % เป็นหลอดเลือดสมองแตก (Cerebral Hemorrhage)

โรคหลอดเลือดสมองมีลักษณะของอาการเช่นไร ?


อาการที่เกิดขึ้นมักเป็นลักษณะแบบเฉียบพลัน 5 อาการเตือนที่พึงระวัง ได้แก่
1. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยวครึ่งซีก เป็นทันทีทันใด

2. พูดอ้อแอ้ พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจภาษา เป็นทันทีทันใด

3. ตามองไม่เห็นข้างใดข้างหนึ่ง หรือมองเห็นครึ่งซีก หรือเห็นภาพซ้อนทันทีทันใด

4. เวียนศีรษะ โคลงเคลง บ้านหมุน เดินเซ เกิดขึ้นทันทีทันใด

5. ปวดศีรษะรุนแรง ในแบบที่ไม่เคยเป็น ร่วมกับอาเจียนหรือหมดสติ ทันที

สิ่งสำคัญเมื่อเกิดอาการ คือ อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายเองเป็นปกติ เช่น อ่อนแรงประมาณ 30 นาที และดีขึ้น จึงทำให้หลายคนชะล่าใจ ไม่ไปพบแพทย์ เพราะไม่ทราบว่านี่คือเพียงสัญญาณเตือน ในกรณีที่มีอาการชั่วคราวแล้วดีขึ้นเรียกว่า TIA มาจาก Transient ischemic attack สภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า 1 ใน 9 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันถาวรใน 90 วัน ส่วนอีก 50 % จะเกิดใน 2 วันแรก หลังมีอาการเตือน จึงควรบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเมื่อมีอาการ เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที


การตรวจวินิจฉัย

• แพทย์จะซักประวัติ

• ตรวจร่างกายอย่างละเอียดทั้งทางระบบประสาท ระบบที่เกี่ยวข้อง

• การตรวจจากห้องปฏิบัติการ ได้แก่
o ตรวจเม็ดเลือด อาจมีภาวะเลือดหนืด ความเข้มข้นเลือดสูง ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก พบบ่อยในผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรือเป็นโรคเลือดบางชนิด

o ตรวจระดับน้ำตาล เพื่อช่วยวินิจฉัย โรคเบาหวาน หรือในรายที่เป็นเบาหวาน และใช้ยาลดน้ำตาล อาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ ซึ่งทำให้มีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมองได้

o ตรวจระดับไขมันในเลือด ช่วยวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง และให้การรักษาร่วมด้วย

o ตรวจการแข็งตัวของเลือด (Coagulogram) ตรวจในบางรายให้ทราบภาวะการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติที่สัมพันธ์กับโรค

o ตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (Electrolyte) ช่วยแยกภาวะเกลือแร่ในเลือดที่ผิดปกติ เช่น เกลือแร่ต่ำ อาจทำให้มีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง

o ตรวจเลือดดูระบบการทำงานอื่นร่วมด้วย เช่น การทำงานของไต หรือเอนไซม์ของตับ เพื่อประกอบการพิจารณาให้ยา

o การตรวจทางรังสีวิทยา ได้แก่
 เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (64 Slice CT Scan) สามารถทำได้รวดเร็ว ตัดภาพเอกซเรย์สมองได้ละเอียด แยกโรคให้ชัดเจนว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ช่วยแยกภาวะก้อนเนื้องอกในสมอง ฝีในสมอง ที่มีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง

 เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) ช่วยให้เห็นความผิดปกติของเนื้อสมองที่เสียหายจากการขาดเลือดที่ละเอียด แม่นยำ และวินิจฉัยโรคดีกว่าการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ บางกรณีทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เร่งด่วน หรือความผิดปกติในเนื้อสมองมีขนาดเล็ก อาจไม่เห็นสิ่งผิดปกติในการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ได้ (Magnetic Resonance Angiography :MRA) ช่วยให้เห็นความผิดปกติ ของหลอดเลือดสมอง ตั้งแต่หลอดเลือดที่คอขึ้นไปถึงหลอดเลือดในสมองอย่างละเอียด มักนิยมทำควบคู่กับ MRI เป็นการตรวจที่มีความปลอดภัยสูง มีข้อห้ามหรือข้อควรระวังกับผู้ที่ใส่เหล็กใน ตัว เช่น ผ่าตัดใส่เหล็กที่กระดูก มีเครื่องกระตุ้นหัวใจอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตรวจ

 การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดแดงที่คอ (Carotid Duplex Ultrasound) วินิจฉัยภาวะหลอดเลือดแดงตีบที่คอ หรือภาวะที่มีพลาค (Plaque ) เกาะผนังหลอดเลือดแดงที่คออันอาจส่งผลต่อการไหลเวียนของหลอดเลือดในสมองได้



โรคหลอดเลือดสมองรักษาอย่างไร

การรักษาแยกออกตามกลุ่มดังนี้
• ผู้ที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน (Acute Ischemic Stroke) ปัจจุบันมีการพัฒนายาสลายลิ่มเลือด (rtPA : recombinant tissue plasminogen activator ) ใช้รักษาภาวะหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน มีการศึกษาเปรียบเทียบผู้ป่วยที่ได้รับยาให้ผลลัพธ์ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้รับยา ข้อบ่งชี้ใช้ในรายที่มีอาการนับจากเริ่มเป็นจนถึงวินิจฉัยได้ไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกเป็นข้อแทรกซ้อนที่สำคัญ โดยมาตรฐานแพทย์จะต้องประเมินว่าไม่มีข้อห้ามต่างๆ และมีการตรวจเลือดตามข้อกำหนดมาตรฐาน และผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองจะต้องไม่เห็นลักษณะเนื้อสมองตายแล้ว ต้องทราบเวลาที่เริ่มเกิดอาการอย่างชัดเจน เมื่อแพทย์พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ญาติผู้ป่วยจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่ายินยอมรับการรักษาด้วยยานี้หรือไม่ ผู้ป่วยควรรีบมารพ. ให้เร็วที่สุด เพราะเนื่องจากการวินิจฉัยตลอดจนการตรวจผลเลือดต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง นอกจากยากลุ่มนี้ ยังมีการรักษาด้วยยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet Drug) หรือยาป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด (Anticoagulant drug) แพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุและโรคร่วม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ตลอดจนควบคุมโรคประจำตัว และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

• ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก ศัลยแพทย์ระบบประสาทจะพิจารณาว่าจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดร่วมด้วยหรือไม่ รวมถึงการรักษาโรคร่วมอื่นๆ

เทคนิคห่างไกลโรค ลดปัจจัยเสี่ยง

การตรวจสุขภาพประจำปี
* ควบคุมโรค ควบคุมความดันโลหิต เมื่ออายุมากขึ้นต้องได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ1-2 ครั้ง ถ้าความดันโลหิตสูงควรพบแพทย์ ควบคุมโรคเบาหวาน พยายามรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติควบคุมระดับไขมันในเลือด ถ้าระดับไขมันในเลือดสูง ควรปรึกษาแพทย์ สำหรับกรณีมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรพบแพทย์โดยเร็ว ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ (atrial fibrillation, AF) ควรรักษาตามคำแนะนำของแพทย์

* ปรับพฤติกรรม งดบุหรี่ เมื่อหยุดสูบบุหรี่ 1 ปี ลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ 50 % ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและมีประโยชน์ ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เนย เครื่องในสัตว์ น้ำมันจากสัตว์ กะทิ น้ำมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น นมพร่องมันเนย ผัก ผลไม้ ไข่ขาว เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน น้ำมันพืช รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ อาหารประเภทธัญพืช หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มเกินไปหรือผ่านกระบวนการปรุงด้วยเกลือ เช่น อาหารหมักดอง อาหารตากแห้ง หรือ อาหารกระป๋อง เป็นต้น และสุดท้ายออกกำลังกายทุกวันอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล โดยแบ่งออกเป็น 3 แบบ การออกกำลังกายเบาๆ ประมาณ 60 นาที การออกกำลังกายระดับปานกลาง ควรใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที การออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก ควรใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที

เมื่อเราใส่ใจตรวจสุขภาพประจำปี ควบคุมโรคประจำตัวและหลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะห่างไกลจากโรคหลอดเลือดสมอง และสำหรับกรณีของผู้ที่เคยมีอาการหลอดเลือดสมองตีบ ควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดซ้ำ 








แพทย์ศูนย์สมองและระบบประสาท
โรงพยาบาลพญาไท 3
โทร 02-467-1111 ต่อ 3262
 

โปรโมชั่นที่เกี่ยวข้อง

Rate this article : คุณรู้จักโรคหลอดเลือดสมองจริงๆ หรือไม่

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง