ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

อย่าปล่อยให้ “ผู้สูงวัย” ต้องอยู่ใกล้ “โรคเบาหวาน” ได้เวลาเชคสุขภาพแบบเจาะลึก



จากรายงานของ IDF Diabetes Atlas – 7th Edition พบว่าในปี 2015 มีผู้เป็นโรคเบาหวานในทวีป South East Asia ของเราสูงถึง 78.3 ล้านคน ซึ่งคาดการณ์ว่าในอีก 25 ปีข้างหน้า จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานจะพุ่งขึ้นสูงถึง 140.2 ล้านคน โดยพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป วันนี้เราจึงมาขอความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ นพ.วรเสริฐ อิศราธรรม แพทย์ประจำคลินิกเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาล พญาไท 1 เกี่ยวกับโรคนี้กันแบบเจาะลึกกัน

อายุ VS เบาหวาน เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ถึงแม้เบาหวานจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งกรรมพันธุ์ พฤติกรรมการใช้ชีวิต การกินอาหาร แต่อีกหนึ่งสาเหตุที่มีส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันนั้นก็คือเรื่องของอายุ เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าร่างกายก็ย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมดา เนื่องจากผ่านการใช้งานมาระยะเวลาหนึ่ง การทำงานของตับอ่อนที่ผลิตอินซูลินก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้ความสามารถในควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ  

เบาหวานและหัวใจ...ทำไมมักมาคู่กัน

คุณหมออธิบายเรื่องที่เราสงสัยว่าทำไมเบาหวานและหัวใจมักมาคู่กันว่า “เรารักษาเบาหวาน เพราะว่าโรคแทรกซ้อนของเบาหวานมีมาก ถ้าเราคุมน้ำตาลไม่ดีเป็นเวลานานๆ เส้นเลือดหัวใจก็อาจตีบตันไปด้วย ซึ่งมักเกิดกับคนไข้ที่เป็นเบาหวานมานานๆ เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องเชคหัวใจด้วย หรืออาจพูดได้ว่าโรคเบาหวานก็ถือเป็นโรคของเส้นเลือดด้วยเหมือนกัน”

การตรวจสุขภาพเบาหวานและหัวใจ...ลดความเสี่ยงได้ จริงหรือ?

คุณหมอบอกว่าการตรวจสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะโรคบางอย่างไม่มีอาการ ซึ่งถ้าเราตรวจเจอก่อน ก็จะได้รีบรักษาได้ อย่างคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและหัวใจ ก็ควรที่จะตรวจสุขภาพเบาหวานและหัวใจ โดยมีให้เลือก 2 โปรแกรม คือ ตรวจสุขภาพหัวใจโดยการเดินสายพาน (EST) และ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECHO) ซึ่งมีเป้าหมายในการตรวจที่ต่างกัน แต่ทั้ง 2 โปรแกรมนี้ก็ใช้เวลาในการตรวจเพียงไม่นาน ไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้นเอง

ตรวจการทำงานของหัวใจ...ด้วย EST

คุณหมออธิบายว่า EST หรือ Exercise Stress Test คือการตรวจคลื่นหัวใจในขณะที่หัวใจเต้นเร็วมากๆ เพราะกล้ามเนื้อหัวใจต้องการเลือดไปเลี้ยง เมื่อหัวใจเต้นเร็วมากๆ ก็ย่อมต้องการเลือดไปเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้าเราตรวจคลื่นหัวใจขณะที่หัวใจทำงานปกติ หากมีเส้นเลือดหัวใจที่ตีบไม่มากพอ ก็อาจจะตรวจไม่พบความผิดปกตินั้น “แต่เมื่อหัวใจเต้นเร็วมากๆ ต้องการเลือดไปเลี้ยงมาก เส้นเลือดหัวใจที่ตีบก็มีเลือดไปเลี้ยงไม่พอ ก็จะแสดงความผิดปกติให้เห็น แต่คนที่จะตรวจโปรแกรมนี้ได้ ต้องมีความฟิตในระดับหนึ่ง ต้องสามารถวิ่งได้ ออกกำลังจนหัวใจเต้นเร็วมากได้ ซึ่งไม่ใช่ว่าผู้สูงอายุทุกคนจะทำได้”

เช็กลักษณะทางกายภาพของหัวใจ...ด้วยคลื่นไฟฟ้า ECHO

ส่วนโปรแกรม ECHO หรือ Echocardiogram คุณหมออธิบายว่าเป็นการตรวจดูลักษณะกายภาพของหัวใจ ดูการเคลื่อนไหวของหัวใจว่าบีบตัวอย่างไร “บางคนที่ไปวิ่งสายพานไม่ได้ หรือคนที่เคยมีเส้นเลือดหัวใจตีบตันมากพอ มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ ก็จะทำให้ผนังหัวใจด้านนั้นทำงานได้ไม่ดี หรือบีบได้น้อย ซึ่งนี่ก็จะพอบอกได้คร่าวๆ” ซึ่งจากการดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจนี้ จะสามารถสังเกตเห็นได้ว่าทำไมหัวใจด้านนั้นไม่ค่อยเคลื่อนไหว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่าหัวใจกำลังขาดเลือด เรียกว่าเป็นการดูการทำงานของหัวใจ กายภาพของหัวใจ และข้อดีของวิธีนี้คือสามารถทำได้กับทุกคน

นอกจากตรวจแล้ว...ก็ต้องดูแลตัวเองด้วย

ไม่ใช่แค่ว่าตรวจแล้วก็จบ เพราะคุณหมอแนะนำว่าต้องดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ “ต้องคุมน้ำหนัก เพราะการอ้วนไม่ใช่แค่การเป็นเบาหวานอย่างเดียว จะทำให้เกิดความดันสูง โรคข้อ ปวดข้อเข่า ก็จะตามมาด้วย เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองอ้วน และอย่าลืมที่จะออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังดีต่อเบาหวานและความดันอีกด้วย” เรื่องของวัคซีนก็สำคัญ บางอย่างก็ควรต้องฉีด เพราะด้วยอายุและภูมิต้านทานแล้วเวลาป่วยก็มักจะเป็นนานกว่าคนอื่น ยิ่งถ้าคนที่มีโรคประจำตัวก็ยิ่งต้องป้องกันไว้ก่อน

 

  นพ.วรเสริฐ อิศราธรรม

อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิซึ่ม

แพทย์หัวหน้าศูนย์อายุรกรรม 

โรงพยาบาล พญาไท 1 

Rate this article : อย่าปล่อยให้ “ผู้สูงวัย” ต้องอยู่ใกล้ “โรคเบาหวาน” ได้เวลาเชคสุขภาพแบบเจาะลึก

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง