ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

รู้ให้ทัน…เฝ้าระวังให้ดีกับโรคต้อกระจก


โรคต้อกระจก

โรคต้อกระจก เกิดขึ้นได้อย่างไร

  • ความเสื่อมของร่างกายโดยธรรมชาติ : ส่วนใหญ่โรคต้อกระจกจะพบได้ในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นเลนส์แก้วตาก็จะเสื่อม และมีลักษณะขุ่นตามอายุที่เพิ่มขึ้น

  • ต้อกระจกชนิดเกิดในเด็กแรกเกิด : หรือในเด็กทารกที่เกิดจากแม่ซึ่งเป็นหัดเยอรมันในช่วงระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ตลอดจนโรคต้อกระจกแต่กำเนิดชนิดกรรมพันธุ์ที่ไม่ทราบสาเหตุ

  • อุบัติเหตุกระทบกระเทือนบริเวณลูกตาอย่างแรง : เช่น จากการเล่นกีฬา อาทิ โดนลูกขนไก่ ลูกเทนนิสพุ่งเข้าตา นักมวย หรืออุบัติเหตุจากของมีคมทิ่มแทง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์แล้วถูกระจกทิ่มแทงในตา หรือ เศษเหล็กกระเด็นเข้าตาในคนงานโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

  • โรคอื่นๆในร่างกาย : เช่น โรคเบาหวาน โรคอื่นๆในลูกตาก็เป็นสาเหตุของต้อกระจกได้ เช่น ม่านตาอักเสบเรื้อรังหรือ อาจเกิดจากการทำงานโดนแดดจัดๆเป็นเวลานาน

  • ยาบางตัว : เป็นประจำในการรักษาโรคทางกายบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์(Steroid) ที่นิยมใช้รักษาโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหืด โรคไต SLE และโรคข้อ หรือ การซื้อยาหยอดที่มีสารสเตียรอยด์ (Steroid)

โรคต้อกระจก มีอาการอย่างไร

  • ตาค่อยๆ มัวลงอย่างช้าๆ โดยไม่มีอาการเจ็บปวด จะเป็นมากขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีแสงสว่างจ้า เช่น เมื่อออกแดด แต่กลับมองเห็นเกือบเป็นปกติในที่มืดสลัวๆ หรือเวลาพลบค่ำ

  • มองเห็นภาพ เพราะแก้วตาที่ขุ่นมัว มีการเปลี่ยนแปลงการหักเหของแสงไม่เท่ากัน

  • กลับมามองเห็นชัดเหมือนปกติ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ต้องใส่แว่น เพื่อช่วยในการมองเห็น เป็นสัญญาเตือนอาการว่ามีการเสื่อมของแก้วตา

  •  ฝ้าขาวกลางรูม่านตาจะพบในผู้ที่ป่วยเป็นต้อกระจกที่สุกเต็มที่ ปัจจุบันพบได้น้อยลงเนื่องจากผู้ป่วยสามารถเข้าตรวจกับจักษุแพทย์ได้สะดวกขึ้น

โรคต้อกระจกป้องกันได้ไหม

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคต้อกระจกคือ “ผู้สูงวัย” สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตา จึงไม่มีตัวยากิน หรือ ยาหยอดตา เพื่อชะลอหรือทำให้ต้อกระจกหายไปได้ แม้ว่าสมัยก่อนจะเชื่อว่ายาหยอดตาช่วยชะลอการเป็นโรคต้อกระจกได้ แต่ปัจจุบันจักษุแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับกันแล้ว

เตรียมตัวอย่างไร เมื่อต้องพบจักษุแพทย์

การมาพบจักษุแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ไม่ต้องงดยา ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหาร ขั้นตอนการตรวจไม่มีความเจ็บปวด แต่ไม่ควรขับรถมาเองเนื่องจากต้องทำการหยอดยาขยายม่านตา ทำให้ดวงตาสู้แสงไม่ได้ ตาจะพร่ามัวโดยเฉพาะการมองที่ใกล้

การเตรียมตัวก่อนรักษาโรคต้อกระจก

โดยทั่วไปเมื่อแพทย์ลงความเห็นว่าสมควรผ่าตัด แพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียดรวมทั้งวัดความดันตาและตรวจประสาทตาให้แน่ใจว่ายังปกติดีอยู่หรือไม่ ถ้าประสาทตายังดีอยู่ หลังผ่าตัดก็จะมองเห็นได้ดี แต่ถ้าประสาทตาเสียแล้วการผ่าตัดก็ไม่ช่วยให้ตาเห็นดีขึ้น นอกจากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายทั่วๆไป เพื่อดูว่ามีโรคอื่นๆอันจะเป็นอุปสรรคในระหว่างหรือหลังผ่าตัดหรือไม่ ซึ่งโรคที่สำคัญ

วิธีการรักษาโรคต้อกระจก

1. การสลายด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(Phacoemulsification/Ultrasound) เป็นวิธีที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุด โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงผ่านแผลกระจกตา 1.8 – 3 มม. ใช้เวลา 5-30 นาที หลังสลายเลนส์ต้อกระจกแล้วจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมผ่านแผลชนิดเล็กเข้าไปในตา บาดแผลที่มีขนาดเล็กจึงไม่จำเป็นต้องเย็บแผล ผู้ป่วยจึงใช้งานดวงตาได้ทันที หลังหมดฤทธิ์ยาขยายม่านตา 

2. การผ่าตัดต้อกระจกแผลใหญ่ (ECCE) เป็นวิธีที่ประหยัดและปลอดภัย เริ่มด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ เพื่อให้ตานิ่งและไม่เจ็บ เปิดกระจกตาดำ กว้าง 8-9 มม. แล้วดันเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทนที่ ปิดแผลกระจกตาด้วยไหมเล็กว่าขนาดขนตา 

3. การใช้เลเซอร์แยกเลนส์ต้อกระจก (Femto Laser Cataract) เป็นวิธีใหม่ที่ใช้แสงเลเซอร์แยกเลนส์แก้วตาออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วจึงใช้เครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) สลายเลนส์ที่ถูกแยกออกเป็นชื้น วิธีนี้จะลดโอกาสการเกิดข้อแทรกซ้อนในรายที่เลนส์ต้อกระจกแข็งมากๆค่าใช้จ่ายก็สูงมากเช่นกัน

ผลแทรกซ้อนของการรักษาโรคต้อกระจก

- ติดเชื้อแบคทีเรียหลังผ่าตัดมีโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะปนเปื้อนเข้าไปในตาได้แต่โอกาสเกิดต่ำมาก แต่ก็มีโอกาสพบจะมีอาการตามัวมองไม่เห็น ปวดตามาก ตาแดง น้ำตาไหลและเคืองตามาก สู้แสงไม่ได้โดยมักจะเกิดหลังการรักษาตั้งแต่วันแรกหลังการรักษาจนถึง 7 วันและส่วนใหญ่มักเกิดการติดเชื้อภายใน 3-4 วัน หลังผ่าตัด หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้

- สายตาเอียง คือมองเห็นระยะไกลไม่ชัดมีภาพซ้อนมักพบได้ในการผ่าตัดแผลใหญ่ ไม่อันตรายสามารถแก้ไขโดยการใช้แว่นสายตาได้

- แพ้ยา อาจแพ้ได้ทั้งยาหยอดและยากินหรือแพ้กาวพลาสเตอร์ปิดตา ทำให้เกิดอาการตาแดง เปลือกตาบวมอักเสบ ไม่อันตราย เมื่อหยุดยาที่แพ้ก็จะดีขึ้นเอง
ดวงตาเป็นประตูสู่โลกกว้างที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากเราละเลยที่จะดูแลดวงตาของเราให้แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มสูงวัยขึ้นดวงตาก็ย่อมเสื่อมสภาพเป็นธรรมดา ดังนั้นการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำทุกปีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรักษาดวงตาคู่นี้ให้อยู่กับเราได้ตลอดไป


นพ.สุรักษ์  พัฒนกนก
จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านต้อหิน
โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ 
โทร. 02-9447111 ต่อ 4107

Rate this article : รู้ให้ทัน…เฝ้าระวังให้ดีกับโรคต้อกระจก

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง