ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ระวังให้ดี !!! โนโรไวรัสโรคท้องเสียในเด็ก


โนโรไวรัส

โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นการการติดเชื้อท้องเสียของผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัส “โนโรไวรัส” (Norovirus gastroenteritis) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการระบาดของการติดเชื้อท้องเสียที่ไม่ใช่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุดในโลก ทั่วโลกมีผู้ป่วยประมาณ 250 ล้านคนและเสียชีวิตลง 2 แสนคนต่อปี

ซึ่งการระบาดมักเกิดในสถานที่ ที่มีผู้คนมาอยู่ร่วมกัน เช่น ในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก สถานพยาบาล  เรือสำราญ หรือค่ายทหาร และพบในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุหรือคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำจะติดต่อได้ง่ายจากคนสู่คนปะปนผ่านทางอาหารหรือน้ำดื่มมักแสดงอาการภายในระยะเวลาสั้น 18-72 ชม.

การติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus) แสดงอาการอย่างไร?

ภายหลังจากรับเชื้อโนโรไวรัสเข้าสู่ร่างกาย 24-48 ชั่วโมงผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ไม่มีมูกเลือดปน บางรายมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียร่วมด้วยรวมไปถึง ไข้ต่ำ บางรายก็มีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียสได้ อาการต่างๆมักจะดีขึ้นใน 48-72 ชม.หลังจากเริ่มป่วย ผู้ป่วยเด็กเล็ก ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีอาการที่รุนแรงได้

อาการการที่พบหลักๆ

  • คลื่นไส้ อาเจียน ค่อนข้างรุนแรง

  • ถ่ายเหลวเป็นน้ำ

  • ปวดท้อง

  • ปวดศีรษะ

  • อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว

  • มักมีไข้ต่ำๆร่วมด้วย แต่บางรายอาจมีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียสได้

การวินิจฉัยการติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus)

การวินิจฉัยจะใช้อาการแสดงของผู้ป่วยเป็นหลักประกอบกับการเก็บตัวอย่างอุจจาระ โดยส่งตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการ(เป็นการตรวจด้วยแลปพิเศษ, ไม่ใช่เป็นการเพาะเชื้อไวรัส)และยังไม่ได้เป็นแลปที่สามารถทำได้ในทุกโรงพยาบาล

การรักษาการติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus)

ในปัจจุบันการรักษาการติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัสนั้นยังไม่มียาที่เฉพาะเจาะจงในการขจัดเชื้อไวรัส การรักษาจึงเพียงแต่เป็นการดูแลตามอาการที่เกิดขึ้นให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทนอาการจะดีขึ้นใน 3 – 4 วัน ในบางรายที่อาการไม่รุนแรงก็ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) หรือที่เรียกกันว่า เกลือซอง สำหรับดื่มในกรณีที่มีอาเจียนและท้องเสีย ทานอาหารอ่อนและให้ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง ตามอาการ
ในรายที่มีภาวะขาดสารน้ำค่อนข้างมาก อาเจียน ปวดท้องและถ่ายตลอด ก็อาจเกิดอันตรายจากการขาดน้ำทำให้เกิดภาวะช็อค ความดันโลหิตต่ำและเสียชีวิตได้ จึงควรพิจารณาให้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด และติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆอยู่แล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ

10 วิธีป้องกันการติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus)

การใส่ใจในสุขอนามัย “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” นั้นจะช่วยลดปัญหาการติดเชื้อนี้ได้หากรู้จักวิธีป้องกันการแพร่กระจาย

1. ล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่บ่อยๆครั้งละประมาณ 20 วินาที (ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์เจลแทนการล้างมือเพราะ Norovirus เป็นไวรัสกลุ่ม Non-Enveloped virus ไวรัสกลุ่มนี้จะมีความทนต่อกรดต่อแอลกอฮอล์สูง) 

2. ล้างมือให้สะอาดหลังการใช้ห้องน้ำหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม

3. หลีกเลี่ยงน้ำและอาหารที่ไม่สะอาด เชื้อไวรัสจะทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมในน้ำได้นาน

4. ล้างผักและผลไม้ก่อนรับประทานอาหารให้สะอาดอยู่เสมอ

5. ปรุงอาหารให้สุกเสมอก่อนรับประทาน

6. ทิ้งเศษอาเจียนและอุจจาระอย่างระมัดระวัง โดยใช้ผ้าชุปน้ำหมาดๆซับเพื่อไม่ให้มีการฟุ้งกระจายและทิ้งลงในถุงพลาสติกมัดปากให้สนิท

7. ฆ่าเชื้อไวรัสในพื้นที่ปนเปื้อนด้วยสารละลายคลอรีน

8. ผู้ป่วยควรงดการทำอาหาร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น

9. ผู้ป่วยในเด็กเมื่อได้รับเชื้อ ควรงดไปโรงเรียนหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็กเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย

10.หลีกเลี่ยงการเดินทางไกลจนกว่าจะอาการจะดีขึ้น


พญ. ร่มเย็น  ศักดิ์ทองจีน
อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ 
โทร. 0-2944-7111 ต่อ 1114#
โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์

Rate this article : ระวังให้ดี !!! โนโรไวรัสโรคท้องเสียในเด็ก

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง