ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์


มะเร็งเต้านมนับเป็นภัยร้ายอันดับ 1 โดยมีสถิติสูงสุดของมะเร็งในอวัยวะอื่นๆ ของสตรี ดังนั้นผู้หญิงทุกคนควรหมั่นสังเกตและหาโอกาสเข้ารับการตรวจหาความเสี่ยงมะเร็งเต้านม หากมีอาการหรือลักษณะต่อไปนี้ควรรีบมาพบแพทย์

อาการแบบนี้อาจเป็นมะเร็งเต้านม

  • คลำพบก้อนแข็งที่เต้านม

  • มีน้ำออกจากหัวนม โดยเฉพาะถ้าออกมาเองโดยไม่ได้บีบ

  • หัวนมบอดที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • การเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังเต้านม เช่น นูนขึ้น หรือมีรอยบุ๋มลง หรือก้อนในเต้านมลามมาที่ผิวหนังจนมีลักษณะเป็นแผล มีตุ่มแข็งที่ผิวหนัง ผิวหนังบวมคล้ายผิวส้ม มีแผลหรือผื่นที่หัวนมและลานหัวนม

  • เต้านมบวมแดงอักเสบเรื้อรัง บางรายคลำได้ก้อนที่รักแร้

  • มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บ ส่วนน้อยอาจจะมีอาการเจ็บ

  • การคลำเต้านมด้วยตนเอง และการตรวจแมมโมแกรมปีละครั้งตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปหรือน้อยกว่าถ้ามีประวัติเสี่ยงจึงมีความสำคัญ และรีบมาพบแพทย์เมื่อคลำพบก้อนที่เต้านมได้โดยไม่ควรรอให้มีอาการเจ็บก่อน


มะเร็งเต้านมชนิดที่เป็นผื่นหรือแผลที่หัวนมและลานหัวนม

    

มะเร็งเต้านมลุกลามขึ้นมาที่ผิวหนัง

การตรวจแมมโมแกรมกระตุ้นให้เป็นมะเร็งเต้านมจริงหรือ?

การกดบีบจากการทำแมมโมแกรม หรือแม้แต่การกระแทกที่เต้านมจากสาเหตุต่างๆ ไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็ง แต่มีผู้ป่วยหลายรายที่ทราบว่ามีก้อนที่เต้านมหลังจากถูกกระแทก จึงทำให้เข้าใจผิดว่าการกระแทกทำให้เป็นมะเร็ง

การสัมผัสกับรังสีบ่อยๆ หรือปริมาณมาก เช่น เจ้าหน้าที่ที่ทำงานห้องเอกซเรย์ ถ้าไม่มีการป้องกันที่ถูกต้องจะทำให้เป็นมะเร็งได้ การทำแมมโมแกรมจะได้รับรังสีเช่นเดียวกับเอกซเรย์ปอด, กระดูก หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) แต่รังสีที่ใช้ในแมมโมแกรมนั้นมีระดับต่ำ เทียบเท่ากับรังสีที่ได้รับตามปกติจากสิ่งแวดล้อม 7 สัปดาห์ (ขึ้นกับสภาพทางภูมิศาสตร์) และต่ำกว่ารังสีจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ 50-100 เท่า ดังนั้น การทำแมมโมแกรมคัดกรองมะเร็งเต้านมปีละครั้งถือว่าปลอดภัย ไม่พบว่าทำให้เกิดมะเร็งเต้านม แนะนำให้ตรวจในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปหรืออายุน้อยกว่านั้นถ้ามีความเสี่ยง

ผลแมมโมแกรมมีความหมายอย่างไร?

แมมโมแกรมมักจะรายงานผลเป็นตัวเลขระดับชั้นหรือประเภทต่างๆ ตั้งแต่ 0 - 6 (BIRADS categories 0 - 6)


BIRADS 0 ภาพที่ได้ยังไม่สมบูรณ์พอ ควรทำใหม่หรือถ่ายภาพเพิ่ม
BIRADS 1 ปกติ แนะนำให้เช็คอัพปีละครั้ง
BIRADS 2 พบสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย เช่น หินปูนชนิดธรรมดา ถุงน้ำเต้านมแบบธรรมดา ควรตรวจเช็คอัพปีละครั้ง
BIRADS 3 พบสิ่งผิดปกติที่น่าจะไม่มีอันตราย มีโอกาสเป็นมะเร็ง < 3% ควรตรวจติดตามทุก 6 เดือน เช่น พบเนื้องอกรูปกลมรี ผิวเรียบ เป็นต้น
BIRADS 4 พบสิ่งผิดปกติที่มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ > 3% ควรเจาะตรวจชิ้นเนื้อ ซึ่งอาจแบ่งย่อยอีกเป็น BIRADS 4a, 4b และ 4c
BIRADS 5 พบสิ่งผิดปกติที่มีโอกาสเป็นมะเร็งสูง > 90% ควรเจาะตรวจชิ้นเนื้อ
BIRADS 6 คือ ความผิดปกติที่ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าเป็นมะเร็ง เช่น เคยเจาะตัดชิ้นเนื้อตรวจพบมะเร็งก่อนที่จะทำแมมโมแกรม

ระยะของมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมแบ่งระยะได้ดังนี้ระยะก่อนลุกลาม หรือระยะ 0 (Stage 0/ Ductal Carcinoma In Situ/ DCIS) *ประกันมะเร็งบางบริษัทอาจไม่ครอบคลุมถึงมะเร็งระยะนี้


  • ระยะลุกลาม ได้แก่

    • ระยะ 1 (Stage 1) ก้อน ≤ 2 cm. และยังไม่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง

    • ระยะ 2 (Stage 2) ก้อน > 2-5 cm. กระจายไปต่อมน้ำเหลือง ≤ 3 ต่อม หรือ ก้อน > 5 cm. แต่ยังไม่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง

    • ระยะ 3 (Stage 3) ก้อนลามขึ้นไปบนผิวหนัง/หรือลามลงผนังทรวงอก หรือมะเร็งกระจายไป ต่อมน้ำเหลือง 4-10 ต่อม หรือกระจายไปต่อมน้ำเหลืองเพียง 1-3 ต่อม แต่ก้อน > 5 cm.

  • ระยะแพร่กระจาย หรือ ระยะ 4 (Stage 4) มะเร็งกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ กระดูก ปอด

มะเร็งเต้านมซ้าย ทำให้มีลักษณะหัวนมบอด / มะเร็งเต้านมชนิดเต้านมอักเสบ

โอกาสหายจากมะเร็งเต้านมในระยะต่างๆ

ผู้ป่วยระยะก่อนลุกลาม มีโอกาสหายจากโรคสูงมาก อัตราการอยู่รอด ≥ 10 ปีเกือบ 100%

  • ระยะ 1 อัตราการอยู่รอด ≥ 5 ปี = 98%

  • ระยะ 2 อัตราการอยู่รอด ≥ 5 ปี = 93%

  • ระยะ 3 อัตราการอยู่รอด ≥ 5 ปี = 72%

  • ระยะ 4 หรือระยะแพร่กระจาย  อัตราการอยู่รอด ≥ 5 ปี = 22%

เมื่อแพร่กระจายแล้ว อัตราการอยู่รอดจะลดต่ำลงมาก ดังนั้น การวินิจฉัยและรักษาที่เร็ว มีความสำคัญอย่างยิ่ง

การรักษามะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านมนั้น ประกอบไปด้วย

  • การผ่าตัด

  • การให้ยารักษามะเร็ง ได้แก่ ยาเคมีบำบัด ยาต้านฮอร์โมน หรือยาแบบมุ่งเป้า

  • การฉายแสง

การรักษาหลักของมะเร็งเต้านมคือ การผ่าตัด และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้ยารักษามะเร็งต่อ แต่จะเป็นยาชนิดใดขึ้นอยู่กับระยะ ชนิด และลักษณะของมะเร็งเต้านมในแต่ละคน ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องได้รับการฉายแสงร่วมด้วย เช่น ผู้ที่ผ่าตัดแบบสงวนเต้า ผู้ที่มีก้อนมะเร็งขนาดตั้งแต่ 5 ซม.ขึ้นไป หรือมะเร็งกระจายไปต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 1-3 ต่อม เป็นต้น

เป็นมะเร็งเต้านมต้องตัดออกทั้งเต้าหรือไม่

การผ่าตัดเต้านมมีหลายวิธี อาจไม่ต้องตัดเต้านมทิ้งทั้งเต้า โดยได้ผลการรักษาที่ดีเหมือนกัน ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขนาดเล็กและเต้านมมีขนาดใหญ่มักจะผ่าตัดแบบสงวนเต้าได้ ส่วนผู้ที่มีก้อนมะเร็งค่อนข้างใหญ่อาจผ่าตัดออกทั้งเต้าแล้วเสริมสร้างเต้านมใหม่ หรืออาจให้ยาเคมีบำบัดก่อน ถ้าก้อนเล็กลงค่อยพิจารณาว่าจะสงวนเต้าได้หรือไม่

  1. การตัดออกทั้งเต้า มักทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ กินบริเวณกว้าง หรือมีหลายตำแหน่ง หรือมีข้อห้ามไม่สามารถฉายแสงหลังผ่าตัดแบบสงวนเต้าได้ หรือผู้ป่วยมีความต้องการที่จะตัดเต้านมออกทั้งหมด



  2. ผ่าตัดแบบสงวนเต้า


  3. เป็นการตัดเอาส่วนที่เป็นมะเร็งออกให้หมดจนถึงเนื้อดี ร่วมกับการฉายแสงหลังผ่าตัด ผู้ป่วยที่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้มักจะมีก้อนมะเร็งขนาดเล็ก และสามารถมารับการฉายแสงหลังผ่าตัดได้

  4. การเสริมสร้างเต้านมขึ้นใหม่

ผู้ที่ตัดเต้านมทั้งเต้า สามารถเสริมสร้างเต้านมได้เลยในการผ่าตัดครั้งเดียวกันโดยใช้เนื้อส่วนอื่นของร่างกาย หรือใช้ถุงซิลิโคน การเสริมสร้างเต้านมพร้อมการผ่าตัดมะเร็งเต้านมตั้งแต่ครั้งแรกจะทำได้ง่ายกว่าการมาผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมภายหลัง

การเสริมสร้างเต้านมจากเนื้อส่วนอื่นของร่างกายที่นิยม ได้แก่ เนื้อส่วนหน้าท้อง หรือเนื้อบริเวณสะบักด้านหลัง การใช้เนื้อจากหน้าท้อง ข้อดีคือ ได้ปริมาณมาก เสริมสร้างเต้านมได้ขนาดค่อนข้างใหญ่ ข้อเสียคือ ความแข็งแรงของหน้าท้องลดลง ส่วนการใช้เนื้อบริเวณสะบักด้านหลัง จะใช้ขนาดเล็กกว่า มักใช้สำหรับเสริมเต้านมบางส่วนหลังจากผ่าตัดแบบสงวนเต้า

การเสริมสร้างเต้านมด้วยถุงซิลิโคน มีข้อดีในผู้ป่วยที่ไม่มีเนื้อไขมันหน้าท้องมากพอ ไม่ต้องการมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง ข้อเสียคือ ถ้าต้องฉายแสง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย


ผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมขนาดใหญ่ใกล้หัวนม จำเป็นต้องตัดเต้านมและหัวนมออก และเสริมสร้างเต้านมใหม่ด้วยเนื้อหน้าท้อง และสามารถผ่าตัดสร้างหัวนมใหม่ได้ภายหลัง

A ก่อนผ่าตัดสร้างหัวนม

B, C หลังผ่าตัดสร้างหัวนม (สามารถสักสีของหัวนมให้ใกล้เคียงปกติได้ภายหลัง)

ทำไมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจึงห้ามเจาะเลือดและวัดความดันแขนข้างเดียวกับที่เป็นมะเร็ง?

นอกจากการผ่าตัดบริเวณเต้านมแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ร่วมด้วย ในอดีต ผู้ป่วยจะถูกเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออกทั้งหมด ทำให้มีผังผืดบริเวณรักแร้ และมีโอกาสเกิดแขนบวม และข้อไหล่ยึดติดได้ง่าย จึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้แขนบวม เช่น การเจาะเลือด วัดความดันที่แขนข้างนั้น ยกของหนักนานๆ

แต่ปัจจุบัน สามารถผ่าตัดแบบเอาต่อมน้ำเหลืองออกบางต่อมเพื่อไปส่งตรวจ (Sentinel Lymph Node Biopsy) โดยใช้สีทางการแพทย์หรือสารรังสีช่วยในการผ่าตัด เฉพาะกรณีที่มะเร็งกระจายมาที่ต่อมน้ำเหลืองจึงจะผ่าตัดแบบเลาะต่อมน้ำเหลืองรักแร้ออกทั้งหมด ทำให้การเกิดแขนบวมและข้อไหล่ยึดติดลดลงไปได้มาก



ผศ.พญ.กมลรัตน์  พิบูลย์
ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งเต้านม
คลินิกรักษ์เต้านม โรงพยาบาลพญาไท 1
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทร.02-201-4600 ต่อ 3659, 3660

Rate this article : "มะเร็งเต้านม" ภัยร้ายอันดับ 1 มะเร็งในสตรี

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง