ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

5 โรคที่ควรเลี่ยงกิจกรรม


เพราะความชื่นชอบของคนเรานั้นแตกต่างกัน บางคนอาจจะชอบการนั่งชิลๆ ริมทะเล ในขณะที่บางคน “การดำน้ำ” แหวกว่ายชมความงดงามใต้ท้องทะเลจะเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขได้มากกว่า แต่แม้ว่าใจจะรักสักแค่ไหน...หากร่างกายของคุณมีสัญญาณของโรคเหล่านี้อยู่ กิจกรรมดำน้ำก็อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณอีกต่อไป!

โรคทางหู หรือ ปัญหาเกี่ยวกับระบบการทรงตัว

สำหรับการดำน้ำแล้ว “อาการปวดหู” น่าจะเป็นภาวะที่พบได้บ่อย… เรียกว่านักดำน้ำแทบทุกคนต้องเคยเจอ เนื่องจากว่าในทุกๆ 33 ฟุต ที่เราดำลงไปนั้น ความดันอากาศภายนอก (รอบตัวนักดำน้ำ) จะเพิ่มขึ้นเท่ากับ 1 atmosphere (1 เท่า) เสมอ ระดับความดันอากาศภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้นี่แหละที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อหูชั้นกลางหรือหูชั้นในได้ ดังนั้น ในผู้ที่มีประวัติโรคทางหูหรือผู้ที่สนใจในกิจกรรมดำน้ำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

โรคปอด (แฟบ)

ช่วงขณะที่นักดำน้ำกำลังขึ้นสู่ผิวน้ำ แรงกดดันจะลดลง ทำให้ก๊าซในปอดเพิ่มปริมาณขึ้นถึงเท่าตัว ดังนั้น นักดำน้ำจึงต้องมีสุขภาพของปอดที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีประวัติว่าเป็นโรคปอด เช่น ภาวะ Atelectasis หรือ โรคปอดแฟบ ที่อาจทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำจนส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบ เหนื่อย และหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ

โรคหอบหืด

ในขณะที่ร่างกายของเราดำดิ่งอยู่ใต้ผิวน้ำ ความจุปอดจะลดลง...จากแรงกดบรรยากาศที่เพิ่มขึ้น และความหนาแน่นของอากาศที่ใช้หายใจก็จะสูงขึ้นตามแรงกดบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น หากผู้ป่วยโรคหอบหืดมีอาการกำเริบขณะที่อยู่ใต้น้ำ การตีบของหลอดลมจะยิ่งส่งผลให้อากาศไม่เพียงพอต่อความต้องการ และในขณะเดียวกัน การออกกำลังมากๆ อย่าง การเตะขาเพื่อสู้กับกระแสน้ำ ก็จะยิ่งส่งผลให้อาการหอบหืดแย่ลงไปอีกได้

โรคหัวใจ

ผู้ป่วยโรคหัวใจไม่เพียงแค่ควบคุมเรื่องการออกกำลังกายหนักๆ เช่น วิ่งมาราธอน แต่สำหรับกิจกรรมทางน้ำ อย่าง การดำน้ำโดยเฉพาะดำน้ำลึกก็มีผลต่อหัวใจด้วยเหมือนกัน เนื่องจากในการดำน้ำบางช่วงจังหวะอาจต้องออกแรงว่ายหรือพยุงตัวฝืนแรงต้าน ซึ่งนับว่าเป็นการออกกำลังกายระดับหนักพอสมควร รวมไปถึงอุณหภูมิที่เย็นของน้ำจะส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ความดันเลือดสูงขึ้น… หัวใจจึงต้องทำงานต้านกับความดันเลือดมากกว่าตอนอยู่บนบก

โรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (PFO)

โรคน้ำหนีบ หรือ Decompression Sickness (DCS) แน่นอนว่า..ในกลุ่มของผู้ที่ชื่นชอบการดำน้ำย่อมรู้จักกันดี ซึ่งโดยปกติแล้ว หากเกิดการสะสมของฟองไนโตรเจนในเลือดจนถึงขั้นเป็น DCS แพทย์จะตรวจดูความเสียหายของร่างกาย โดยระดับความรุนแรงที่พบบ่อยจะอยู่ที่ Type I อาการแสดงคือ ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ ในขณะที่ Type II ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น คือ มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย

แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะ PFO (Patent Foramen Ovale) หรือ ผนังกั้นหัวใจห้องบนขวาและห้องบนซ้ายทะลุหากัน ชนิดที่เกิดจาก foramen ovale ไม่ปิดนั้น อาจเสี่ยงต่อความรุนแรงระดับ Type III คือ มีอาการทางสมองร่วมด้วย เนื่องจากฟองไนโตรเจนอาจพุ่งจากหัวใจห้องบนขวาผ่านรูเปิด foramen ovale ไปยังหัวใจห้องบนซ้าย แล้วเข้าสู่สมองโดยไม่ผ่านการกรองจากปอดได้ ซึ่งไม่ใช่แค่อันตรายต่อสมองเท่านั้น...แต่ยังอาจสร้างความเสียหายต่อระบบการมองเห็นได้อีกด้วย

คงไม่มีสิ่งไหนสร้างความสุขได้เท่ากับการได้ทำในสิ่งที่ชอบ แต่หากความสุขนั้นอาจนำพาอันตรายมาสู่ตัวเรา คงจะดีกว่า…ถ้าวันนี้เราสามารถกำหนดไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ ด้วยการตรวจร่างกายและรับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อให้ชีวิตได้สนุกไปกับทุกกิจกรรมโดยไม่ต้องกังวล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์หัวใจ ชั้น 12 อาคาร A โรงพยาบาลพญาไท 2


Rate this article : 5 โรคที่ควรเลี่ยงกิจกรรม

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง