ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (PFO)


รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (PFO)


เลือดก็เหมือนน้ำมันเครื่อง… ที่ต้องปราศจากของเสียปะปนจึงช่วยให้ร่างกายขับเคลื่อนได้ดี ซึ่งตามกลไกธรรมชาติแล้ว “ปอด” คืออวัยวะที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองของเสียเหล่านั้น แต่หากรูเปิด Foramen ovale ไม่ปิดโดยสมบูรณ์ แทนที่เลือดเสียจากส่วนต่างๆ ของร่างกายจะไหลผ่านทางหัวใจห้องบนขวาเพื่อส่งไปฟอกยังปอด กลับทำให้เลือดมีโอกาสเล็ดลอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายโดยไม่ผ่านปอด ก่อนเข้าสู่สมองจนทำให้เกิด “โรคเส้นเลือดสมองตีบ” ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม...เราควรตรวจหาโรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (PFO) นี้

โรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว หรือ PFO (patent foramen ovale) คืออะไร?

ด้วยกลไกตามธรรมชาติแล้ว ระบบไหลเวียนเลือดในหัวใจของทารกในครรภ์จะ “แตกต่าง” กับทารกนอกครรภ์ คือเมื่อหลอดเลือดดำไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาจะมีรูเปิด Foramen ovale สำหรับเป็นทางผ่านให้เลือดไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย ทำให้ไม่ต้องผ่านหัวใจห้องล่างขวาและวงจรไหลเวียนของเลือดผ่านปอด...เหมือนกับทารกหลังคลอด ก่อนจะไหลเข้าสู่หัวใจห้องล่างซ้ายและผ่านหลอดเลือดแดง aorta เพื่อไปเลี้ยงอวัยวะ ซึ่งรูเปิด Foramen ovale นี้จะปิดโดยสมบูรณ์ภายใน 3 เดือนหลังคลอด แต่หากรูเปิด Foramen ovale ไม่ยอมปิด...ก็จะเกิดภาวะผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่วชนิดที่เกิดจาก foramen ovale ไม่ปิด หรือที่เรียกว่า PFO (patent foramen ovale)

เช็กให้ชัวร์! ว่ามีภาวะผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (PFO) หรือไม่...ด้วยการตรวจนี้

สำหรับผู้ที่เกิดภาวะเส้นเลือดสมองตีบแบบเป็นแล้วเป็นอีก หรือในทางการแพทย์ เรียกว่า โรคหลอดเลือดสมองตีบแบบไม่ทราบสาเหตุ หรือมักมีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อยๆ และไม่แน่ใจว่าตนเองมีภาวะ PFO นี้ซ่อนอยู่หรือไม่ การตรวจวินิจฉัยเพื่อค้นหาภาวะ PFO สามารถทำได้โดยการทำ saline bubble test หรือการฉีดฟองอากาศ (Micro bubble) เข้าทางเส้นเลือดดำ เพื่อดูว่ามีฟองอากาศเล็ดลอดจากหัวใจห้องบนขวาไปยังหัวใจห้องบนซ้ายหรือไม่

ขั้นตอนการทำ saline bubble test มีอะไรบ้าง?

การทำ saline bubble test คือ การฉีดฟองอากาศเล็กๆ (micro bubble) เข้าทางหลอดเลือดดำ โดยพยาบาลจะทำการเจาะเลือดแล้วใส่สายยางตรงบริเวณข้อพับแขน จากนั้นเสียบข้อต่อสวมสายยางแบบ 2 ทาง เนื่องจากในการตรวจนี้ต้องใช้ไซริงค์จำนวน 2 อัน โดยไซริงค์อันที่ 1 จะมีน้ำเกลืออยู่ 9 ซีซี. จากนั้นจะทำการดูดเลือดคนไข้ขึ้นมาประมาณ 1 ซีซี. เพื่อผสมกับน้ำเกลือ ในขณะที่ไซริงค์อันที่ 2 จะมีฟองอากาศทั่วไปประมาณ 1 ซีซี. เมื่อเตรียมพร้อมแล้วก็จะทำการกดอัดไซริงค์ทั้ง 2 อันสลับไปมาจนเกิดฟองอากาศ

จากนั้นจะเริ่มทำการฉีดฟองอากาศเข้าไป โดยฟองอากาศจะไหลไปตามแขนเพื่อไปยังหัวใจซีกขวา ในระหว่างนั้นแพทย์จะให้คนไข้ออกแรงเบ่งลมหายใจออกเพื่อเพิ่มแรงดันให้กับหัวใจซีกขวา เมื่อแรงดันในหัวใจซีกขวาสูงขึ้น ก็จะดันให้รูเปิด Foramen ovale เปิดออก (กรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะ PFO) แล้วฟองอากาศจากหัวใจซีกขวาก็จะเล็ดลอดไปยังหัวใจซีกซ้าย ซึ่งแพทย์จะสามารถมองเห็นปริมาณฟองอากาศได้จากจอแสดงผล

สำหรับการตรวจหาภาวะ PFO แพทย์จะทำการทดสอบซ้ำประมาณ 5 ครั้ง ซึ่งนอกจากการสแกนฟองอากาศบริเวณหัวใจแล้ว แพทย์อาจทำการสแกนบริเวณลำคอเพื่อตรวจดูว่ามีฟองอากาศหลุดไปยังสมองหรือไม่ เพื่อให้ได้ผลการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด

การฉีด micro bubble หรือฟองอากาศเข้าร่างกาย..จะมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่?

หากพูดถึงการฉีดฟองอากาศเข้าร่างกาย หลายคนอาจเกิดคำถามขึ้นว่า “วิธีการนี้จะมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่?” ซึ่ง นพ.อมร จงสถาพงษ์พันธ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาล พญาไท 2 ได้อธิบายว่า..ฟองอากาศเหล่านี้เมื่อเข้าไปในร่างกายของคนเราจะสามารถสลายไปเองได้ จึงไม่ก่อให้เกิดอันตราย

หากเลือกได้ คงไม่มีใครอยากให้ตัวเองเป็นผู้ป่วยโรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (PFO) แต่เมื่อตรวจพบว่ามีภาวะนี้ซ่อนอยู่ สิ่งหนึ่งที่คุณเลือกได้… คือ “เข้ารับการรักษา” ซึ่งในการปิดรูรั่วนี้จะให้ผลการรักษาแบบหายขาด 100% เลยทีเดียว

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์หัวใจ ชั้น 12 อาคาร A โรงพยาบาลพญาไท 2
โทร. 02-617-2444 ต่อ 4735-6


Rate this article : รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคผนังกั้นหัวใจห้องบนรั่ว (PFO)

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง