ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

น้ำไขข้อเทียม VS เกล็ดเลือด แบบไหนรักษาข้อเสื่อมได้ดีกว่ากัน?


น้ำไขข้อเทียม VS เกล็ดเลือด แบบไหนรักษาข้อเสื่อมได้ดีกว่ากัน?


โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่ผู้สูงวัยทุกคนมีความเสี่ยง เนื่องจากการใช้งานร่างกายมาเป็นระยะเวลานาน โดยปกติแล้วในข้อเข่าคนเราจะมี น้ำไขข้อ หรือ น้ำเลี้ยงข้อที่มีหน้าที่หล่อลื่นข้อต่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก ไม่ฝืดขัด

รู้จัก “น้ำไขข้อ”

น้ำไขข้อ (Synovial fluid) หรือ น้ำเลี้ยงข้อทำหน้าที่หล่อลื่นข้อต่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก ไม่ฝืดขัด ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญ คือไฮยาลูโรเนท (Hyaluronate หรือ Hyaluronic Acid:HA) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคเข่าเสื่อม ที่เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อเสียสภาพไป มีการแตกร้าว และหลุดลอกออก ส่งผลให้น้ำไขข้อ มีปริมาณและคุณภาพที่ลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าไม่ดีเท่าที่ควร

สร้างความยืดหยุ่น หน้าที่ของ“น้ำไขข้อ”

โดยปกติแล้วน้ำไขข้อมีหน้าที่สร้างความหนืดและความยืดหยุ่นในข้อ มีส่วนช่วยลดแรงกระแทกต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ ( Cartilage ) ทั้งยังช่วยหล่อลื่นผิวข้อ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ในน้ำไขข้อมีโปรตีนที่ช่วยในการสร้างผิวข้อแทนส่วนที่สึกเหรอ โดยการนำสารอาหารและออกซิเจนมาเลี้ยงกระดูกอ่อน ซึ่งปกติแล้วน้ำไขข้อในเข่าจะมีเพียงปริมาณเพียง 5-6 ซีซี เท่านั้น

ในคนไข้โรคข้อเข่าเสื่อม น้ำไขข้อจะมีการเปลี่ยนไปดังนี้

  1. ปริมาณลดลง หรือที่มักเรียกกันว่า “น้ำไขข้อแห้ง”แต่ในคนไข้ที่เป็นเข่าเสื่อมและขณะนั้นมีการอักเสบมาก จะตรงข้ามกัน คือปริมาณน้ำในข้อจะเพิ่มขึ้น แต่เป็นน้ำไขข้อที่ไม่ดี ไม่สามารถหล่อลื่นได้เหมือนปกติ

  2. ความหนืดและความยืดหยุ่นลดลง ทำให้เกิดการทำลายของกระดูกอ่อนผิวข้อมากขึ้น

รักษาน้ำไขข้อเทียมด้วย Hyaluronic acid

Hyaluronic acid (HA) เป็นสารที่ได้จากการสกัดจากธรรมชาติ มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำไขข้อของคนปกติมากที่สุด การฉีด HA เข้าไปจะช่วยให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น มีฤทธิ์ลดการอักเสบทำให้อาการปวดข้อลดลง นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยยืนยันว่าสามารถช่วยชะละการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเทียมไปอีก 3-5 ปีทีเดียว ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับคนไข้ที่กลัว หรือยังไม่พร้อมที่จะได้รับการผ่าตัด

โดยในการฉีด Hyaluronic acid จะมีการแบ่งน้ำเลี้ยงข้อเทียมตามขนาดโมเลกุลของของยาฉีด ถ้าเป็นขนาดเล็กแพทย์มักจะฉีด 3 - 5 เข็มทุกอาทิตย์ติดต่อกัน แต่ถ้าเป็นขนาดโมเลกุลใหญ่จะฉีดเป็นครั้งเดียว คลอบคลุมอาการได้นาน 6 เดือน - 1 ปี

รักษาด้วยเกล็ดเลือด ( Platelet Rich Plasma , PRP )

การรักษาด้วยการใช้เกล็ดเลือดเป็นการนำเลือดคนไข้มาปั่นด้วยเครื่องปั้นเลือด และนำเฉพาะส่วนเกล็ดเลือดนำกลับไปฉีดในข้อเข่า ซึ่งในปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้มากมายมากกว่า 10 ปี แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าได้ผล โดยเฉพาะกับข้อเข่าที่สึกเหรอในระดับความรุนแรงเกรด 3 หรือ 4 , ส่วนในระดับ 1 และ 2 การวิจัยพบว่าผลการรักษาไม่แตกต่างกับการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม

ผลการรักษาต่างกันมากน้อยแค่ไหน

โดยทั่วไปแล้วผลการรักษาในทั้ง 2 ประเภท อาจจะแตกต่างกันไปในคนไข้แต่ละราย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะข้อโรคข้อเข่าเสื่อม หากมีข้อเสื่อมมาก หรือเป็นระยะ 3 , 4 ( ระยะที่ 4 คือระยะสุดท้ายของข้อเข่าเสื่อม) ผลการรักษามักจะไม่ค่อยได้ผล

ท้ายสุดนี้หมออยากให้คนไข้เข้าใจว่าทั้ง น้ำไขข้อเทียม และเกล็ดเลือดยังไม่สามารถหยุดการเป็นไปข้อโรคและยังไม่สามารถรักษาข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้ และไม่สามารถทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อที่เสื่อมไปแล้วนั้นกลับมาดีได้เหมือนเดิม เพียงแต่ช่วยป้องกันกระดูกอ่อนผิวข้อไม่ให้ถูกทำลายมากขึ้น หรือเป็นการชะลออาการเสื่อมของข้อได้นั่นเอง



พ.ต.อ.นพ.จิรันธนิน รัตนวารินทร์ชัย
แพทย์ประจำศูนย์ทางการแพทย์คลินิกโรคกล้ามเนื้อ กระดูก
สถาบันกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ
โรงพยาบาลพญาไท 3 ชั้น 1
เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 - 22.00 น.
Phyathai Call Center 1772 หรือ
โทร. 0-2467-1111 ต่อ 3100 และ 3112
เบอร์มือถือ 081-9008085

Rate this article : น้ำไขข้อเทียม VS เกล็ดเลือด แบบไหนรักษาข้อเสื่อมได้ดีกว่ากัน?

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง