ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

พาร์กินสัน เกิดเพราะเซลล์สมองเสื่อม


พาร์กินสัน เกิดเพราะเซลล์สมองเสื่อม


โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) คืออะไร

พาร์กินสัน เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในเซลล์สมองบริเวณแกนสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้สร้างสารสื่อประสาท ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อสารสื่อประสาทในสมองเสียสมดุล จึงทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติไป เกิดเป็นอาการสั่น เกร็ง และกระตุกของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น แขน ขา คอ เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงโรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน พบได้มากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมักพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงในสัดส่วน 1.1:1 ทั้งยังพบว่าในประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยพาร์กินสันราว 1 คนต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งพบได้บ่อยขึ้นเป็นอันดับ 2 รองจากโรคอัลไซเมอร์ และพบมากในภาคกลางมากกว่าภาคอื่นๆ

นอกจากปัจจัยด้านอายุแล้ว ผู้ที่ใช้ยาทางจิตเวชบางประเภท, ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุ, ผู้ที่เคยได้รับแรงกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะมาก่อน โดยเฉพาะนักกีฬาที่ต้องมีการปะทะบ่อยๆ (นักมวย,นักฟุตบอล) ที่อาจมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปได้ด้วย เช่น โมฮัมหมัด อาลี หรือ แคสเซียส เคลย์ อดีตนักมวยแชมป์โลกที่ป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยด้านพันธุกรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดโรคพาร์กินสันได้ด้วย

อาการของโรคพาร์กินสัน

หลายคนอาจคิดว่าผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีเฉพาะอาการที่แสดงให้เห็นจากการสั่น และมีความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ ก้าวขาลำบาก หรือก้าวเท้าสั้นๆ การทรงตัวไม่ดี แต่แท้ที่จริงยังมีอาการแสดงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น

  • มีการนอนละเมอ ฝันร้ายบ่อยๆ

  • มีภาวะท้องผูกเรื้อรัง

  • มีภาวะซึมเศร้า

  • มีการพูดที่ผิดปกติ เสียงเบาลง พูดได้ช้าลง

  • มีปัญหาการกลืนลำบาก สำลักบ่อย ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก

ผลกระทบจากโรคพาร์กินสัน

  • เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายทำได้ลำบาก การทำกิจวัตรประจำวันจึงทำได้ยากขึ้น คุณภาพชีวิตจึงแย่ลง

  • เสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บจากการหกล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุต่างๆ

  • บุคลิกที่เสียไป อาจทำให้ความมั่นใจลดลงจนไม่กล้าเข้าสังคมจนมีภาวะซึมเศร้าหรือเก็บตัว

  • ในรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดการสื่อสารมากๆ อาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลง

  • กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการป่วยระดับรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากสมาชิกในครอบครัวเป็นพิเศษ

  • หากเป็นมากจะต้องได้รับการดูแลจากคนในครอบครัว หากครอบครัวไม่มีความพร้อมก็ส่งผลกระทบหลายด้าน

  • ผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายในการรักษา

การตรวจวินิจฉัย

เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจอาการ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท และทำการเอกซเรย์สมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Brain) เพื่อวินิจฉัยให้ตรงโรค เนื่องจากยังมีโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายพาร์กินสันแต่มีความรุนแรงที่มากกว่า การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องจึงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนการตรวจ PET Brain F-Dopa จะเป็นการตรวจการทำงานของสมองเพื่อหาความผิดปกติของสารสื่อประสาท ซึ่งแพทย์จะพิจารณาการตรวจในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นเท่านั้น

การรักษาโรคพาร์กินสัน

แม้ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคพาร์กินให้หายขาด แต่ในทางแพทย์ยังสามารถให้การรักษาตามอาการของโรคเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ดังนี้

  • การรักษาด้วยยา

  • การรักษาด้วยยาปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง เป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ แต่ไม่สามารถทำให้เซลล์สมองที่เสื่อมไปแล้วกลับฟื้นตัวขึ้นมาได้ การรักษาแบบนี้ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพิจารณาปรับยาตามเหมาะสม บวกกับอาการและลักษณะการใช้ชีวิตของผู้ป่วยร่วมด้วย

  • การทำกายภาพบำบัด

  • นอกจากจะให้ยาปรับสมดุลแล้ว ผู้ป่วยควรได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย เช่น การฝึกเดิน การฝึกพูด การฝึกกลืน และออกกำลังกายด้วยการวิธีต่างๆ ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขั้นตอนของการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายยังขึ้นอยู่กับพื้นฐานร่างกาย ระดับอาการป่วย อายุ ไปจนถึงความพร้อมของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation, DBS)

ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีให้ยา หากผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้วเกิดอาการดื้อยา คือยาที่ใช้เริ่มไม่มีผลต่อการรักษาหรือมีอาการข้างเคียง แพทย์จะพิจารณาปรับยาที่ใช้ในการรักษา หากผลการรักษาเป็นไปในทางที่ดีขึ้นแพทย์จะยังคงให้ตัวยาชนิดนั้นต่อไป กลับกันหากพบว่าผลการรักษาไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษาใหม่ โดยใช้วิธีผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation, DBS) ให้กับผู้ป่วย

การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมองส่วนลึก แพทย์จะทำการเจาะรูเล็กๆ ที่บริเวณกะโหลกศีรษะ 2 รู เพื่อใส่สายไฟไว้ในสมอง โดยมีสายเชื่อมต่อผ่านใต้หนังศีรษะผ่านลงมาที่คอและหน้าอก เชื่อมเข้ากับตัวเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ฝังไว้บริเวณหน้าอก ซึ่งทำหน้าที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกไปกระตุ้นสมอง

ในขณะผ่าตัดเจาะรูกะโหลกนั้น แพทย์จะให้ยาที่ทำให้ผู้ป่วยหลับในช่วงแรก ต่อมาผู้ป่วยจะรู้สึกตัวขึ้นในระหว่างขั้นตอนการฝังเครื่อง เพื่อให้แพทย์ทดสอบว่าหากปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นแล้วอาการผู้ป่วยดีขึ้นจริงหรือไม่ ก่อนที่จะทำการเย็บปิดแผล ข้อดีของการผ่าตัดแบบนี้คือแพทย์สามารถปรับตั้งเครื่องหลังจากผ่าตัดไปแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วยต่อไปได้

การดูแลผู้ป่วยพาร์กินสัน

เพราะอาการของโรคพาร์กินสัน มักส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว ทำให้การทำกิจวัตรประจำวันมีความยากลำบากมากขึ้น สมาชิกในครอบครัว หรือผู้ดูแลผู้ป่วยจึงมีความสำคัญต่อการช่วยดูแล และประคับประคองสภาวะทางกายและทางใจของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก หรือแม้แต่การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านให้เหมาะสม เช่น

  • การเลือกรองเท้าที่พื้นรองเท้าไม่ลื่น เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

  • การเลือกใช้อุปกรณ์ จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำที่ตกไม่แตก และมีหูจับถนัดมือ

  • การจัดหาอาหารที่เคี้ยวง่าย ตักพอดีคำ ทานช้าๆ รอให้กลืนหมดก่อนจึงป้อนคำใหม่

  • ทำราวจับในห้องน้ำและบริเวณที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำ

  • ควรให้ผู้ป่วยนอนที่ชั้นล่างของบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได

  • หมั่นให้ผู้ป่วยทำกายภาพและบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การเดินช้าๆ การยกเท้าสูง การก้าวยาวๆ

  • ให้ผู้ป่วยรับประทานยาตรงเวลา และพาไปพบแพทย์ตามนัดหมาย

  • ให้กำลังใจผู้ป่วย ชวนพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกัน

  • ไม่ควรมีสิ่งกีดขวางทางเดิน และติดอุปกรณ์ให้แสงสว่างอย่างเพียงพอ

โรคพาร์กินสันป้องกันได้หรือไม่

แม้ในทางการแพทย์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุการเกิดความเสื่อมของเซลล์สมองในโรคนี้อย่างชัดเจน แต่มีการสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ซึ่งเราสามารถหลีกเลี่ยง รวมถึงการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงลงได้ เช่น

  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

  • พักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอ

  • ไม่เคร่งเครียดมากเกินไป พักผ่อนจิตใจด้วยการทำสมาธิ

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสิ่งแวดล้อมและอากาศที่มีมลพิษ

ท้ายที่สุด การเอาใจใส่และหมั่นสังเกตตนเองหรือสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงวัยว่ามีอาการผิดปกติทางร่างกายใดๆ หรือไม่ และไม่ว่าอาการเหล่านั้นจะเข้าข่ายโรคพาร์กินสัน หรือโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกันหรือไม่ การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มมีอาการใหม่ๆ จะช่วยให้การรักษาได้ผลดีกว่าเมื่ออาการลุกลามไปมากแล้ว



ชื่อแพทย์ นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ
 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา,
โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ

ศูนย์สมองและระบบประสาท
โรงพยาบาลพญาไท 1 อาคาร 3 ชั้น 5
โทร. 02-201-4600 ต่อ 2688, 2690

Rate this article : พาร์กินสัน เกิดเพราะเซลล์สมองเสื่อม

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง