ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ผ่าตัดลดน้ำหนัก ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด


ผ่าตัดลดน้ำหนัก ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด


เราเชื่อว่าคนที่มีน้ำหนักเกินหรือคนอ้วนหลายคนอยากลดน้ำหนัก แต่พยายามทำจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงทำให้หลายคนท้อแท้ จนมองหาตัวช่วยลดน้ำหนัก หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการ “ผ่าตัดลดน้ำหนัก” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ลดได้มาก และยั่งยืนกว่าวิธีอื่นๆ อีกทั้งยังปลอดภัยจนเป็นมาตราฐานการรักษาโรคอ้วนทางการแพทย์ในปัจจุบัน

เพราะความอ้วนนอกจากจะส่งผลต่อบุคลิกภาพภายนอกแล้ว ยังเป็นมีโรคร่วมได้มากมายจากไขมันไปสะสมที่อวัยวะต่างๆ หลายโรครุนแรงจนเสียชีวิตได้เช่น โรคหัวใจ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงเสี่ยงต่อโรคที่กำลังจะมาเยือนถ้ายังคงอ้วนต่อไป เพราะฉะนั้นการลดความอ้วนจึงเป็นการตัดต้นตอปัญหา ป้องกันโรค และนำสุขภาพดีกลับมาได้ด้วย

หากคุณได้คำตอบในใจแล้ว ก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจไป เราไปทำความเข้าใจวิธีการลดน้ำหนักก่อน ว่าเพราะเหตุใดการผ่าตัดลดน้ำหนักจึงเป็นวิธีที่ดีและมีประสิทธิภาพที่แพทย์แนะนำ

อ้วนมากอยากลดน้ำหนักทำอย่างไร

วิธีการลดน้ำหนักที่แพทย์แนะนำให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งได้ผลและปลอดภัยในปัจจุบันมี 3 วิธี คือ

  1. การควบคุมอาหาร โดยรับประทานไม่เกิน 800-1200 Kcal/วัน หรือใช้สูตรการลดอาหารที่เป็นที่ยอมรับอย่างถูกวิธี เช่น Atkins, Low carbohydrate, Intermittent fasting, Mediterranean diet สามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 6-9 %

  2. การออกกำลังกาย ระดับปานกลาง, zone 2 ขึ้นไป, หรือให้ได้ 60-80% ของ Maximal heartrate เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5วันต่อสัปดาห์ สามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 6-9 %

  3. การผ่าตัดลดน้ำหนัก สามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 18-40% ซึ่งมากพอจะลดโรคร่วมจากความอ้วนที่เกิดขึ้นแล้วได้ 60-93% และป้องกันโรคร่วมจากไขมันในร่างกายสูงสะสมได้หลายโรครวมถึงมะเร็งบางชนิด

บางคนอาจคิดว่าแล้ว “ยา” ล่ะ! การใช้ยาเพื่อลดน้ำหนักไม่ใช่วิธีที่บุคคลทั่วไปจะใช้ได้ ยากลุ่มนี้มักกระตุ้นเมตาบอลิซึมบางอย่างให้เกินปกติ การใช้ยาต้องทราบสภาวะร่างกายและโรคประจำตัวก่อน ยาที่ได้ผลจริงมีเพียงไม่กี่ชนิด และต้องอยู่ในมือแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ขายทั่วไป “จึงไม่มียาลดน้ำหนักที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดที่ปลอดภัยทางการแพทย์ ขอให้เลิกคิดที่จะซื้อยาลดน้ำหนักมาทานเอง ถ้าไม่อยากมีอันตรายถึงชีวิต”

ผ่าตัดลดน้ำหนักสามารถลดน้ำหนักได้มาก อยากผ่าตัดต้องทำเช่นไร

ไม่ใช่ใครอยากผ่าตัดก็เข้ารับการผ่าตัดได้หมด จะต้องมีข้อบ่งชี้ต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่

  • อายุ ระหว่าง 18-65 ปี

  • ค่า BMI > 37.5 kg/m²

  • ค่า BMI 32.5-37.49 kg/m² ร่วมกับเป็นเบาหวาน หรือมีโรคร่วมจากความอ้วน 2โรคขึ้นไป

  • พยายามออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้ผล

  • ไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด เช่น โรคมะเร็ง ภาวะติดสุรา/สารเสพย์ติด โรคทางจิตเวช ผู้ที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้หลังผ่าตัด

โรคร่วมจากความอ้วน ได้แก่ เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจ, นอนกรน, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, โรคปอด, หอบหืด, โรคข้อเสื่อมหรือปวดข้อรองรับน้ำหนัก (สะโพก,หลัง,เข่า,ข้อเท้า), โรคหัวใจ, ไขมันเกาะตับ, นิ่วถุงน้ำดี/ท่อน้ำดี, เส้นเลือดขอด, ประจำเดือนมาผิดปกติ, มีบุตรยาก เป็นต้น

การผ่าตัดลดน้ำหนักได้อย่างไร

การผ่าตัดลดน้ำหนัก ลดได้จาก 3 หลักการ คือ

  1. ลดปริมาณอาหารเข้าสู่ร่างกาย โดยลดขนาดกระเพาะอาหาร ทำให้กินไม่มาก ก็อิ่มไว

  2. ลดการดูดซึมอาหาร โดยเปลี่ยนแปลงทางเดินอาหารให้อาหารที่เข้ามา มีระยะพบน้ำย่อยและดูดซึมลดลง

  3. ปรับฮอร์โมน ช่วยให้ร่างกายหิวน้อย, อิ่มเร็ว, อวัยวะทำงานดีขึ้น เช่น ฮอร์โมนรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด

ทุกข้อส่งผลให้ร่างกายมีแคลลอรี่เข้าลดลงได้มากกว่าปัจจุบันที่พยายามลดด้วยตนเอง ร่างกายสลายไขมันสะสมส่วนเกินออกจากอวัยต่างๆ ทำให้น้ำหนักลด ระบบต่างๆทำงานดีขึ้น หลายคนหายจากโรคร่วมไปเลย

ปัจจุบันวิธีการผ่าตัดมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มี 2 วิธี ได้แก่

  • Laparoscopic Sleeve Gastrectomy หรือเรียกสั้นๆ ว่า “สลีฟ (sleeve)” เป็นการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารให้เล็กลง โดยขนาดกระเพาะอาหารที่ยังคงอยู่หลังผ่าตัดเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย กระเพาะส่วนที่ตัดออกยังเป็นส่วนผลิตฮอร์โมนให้หิว จึงมีผลทั้งเรื่องลดปริมาณอาหารเข้าสู่ร่างกาย และปรับฮอร์โมน

  • Laparoscopic Gastric Bypass วิธีนี้เรียกสั้น ๆ ว่า “บายพาส (Bypass)” คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารร่วมกับทําทางเบี่ยงทางเดินอาหาร ข้ามกระเพาะอาหารส่วนใหญ่และลำไส้เล็กส่วนที่ดูดซึมสูงไป โดยไม่มีการตัดส่วนใดออกจากร่างกาย ทําให้นอกจากลดปริมาณแคลลอรี่เข้าสู่ร่างกาย ปรับฮอร์โมน แล้วยังลดการดูดซึม เป็นการผ่าตัดที่มีขั้นตอนมาก ใช้เวลาในการผ่าตัดมากกว่า แต่ลดน้ำหนักได้มากกว่า และลดโรคร่วมจากความอ้วนได้ดีกว่า โดยเฉพาะเบาหวาน

บางคนอาจกังวลว่าเอ๊ะ! แล้วในระยะยาวล่ะ! จะขาดสารอาหารหรือไม่?...สามารถบอกได้เลยว่าไม่ขาดสารอาหาร แต่ต้องมีการกินวิตามินและแร่ธาตุบางตัวเสริมหลังผ่าตัด

หลังผ่าตัดน้ำหนักลดถึงสัปดาห์ละเกือบสิบกิโลกรัมในช่วงแรก และลดได้ต่ำที่สุดที่ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีแรก น้ำหนักลดมากสุดเฉลี่ย 50-80% ของน้ำหนักส่วนเกิน หรือ 18-40% ของน้ำหนักปัจจุบัน จากนั้นน้ำหนักจะขึ้นกว่าจุดต่ำสุดได้เล็กน้อย และจะคงระดับหรือขึ้นลง ตามความสามารถควบคุมพฤติกรรมแต่ละคนในระยะยาว จึงเรียกได้ว่าการผ่าตัดเป็นตัวช่วยในการเริ่มต้นลดความอ้วนที่ดีที่สุด

การผ่าตัดทั้งสองวิธีนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง ภายใต้การดมยาสลบ แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ใช้เวลาผ่าตัดเพียง 1-2 ชั่วโมง ในสลีฟ และ 3-5 ชั่วโมงในบายพาส พักฟื้นที่โรงพยาบาล 2-3 วันก็กลับบ้านได้

ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนต่ำ ประมาณ 0-7% การเลือกวิธีการผ่าตัดแพทย์จะพิจารณาร่วมกับผู้รับการผ่าตัด ตามเหมาะสมของแต่ละคน หลังผ่าตัดควรพักฟื้นต่อที่บ้านประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อปรับตัวกับทางเดินอาหารใหม่ น้ำหนักที่ลดอย่างรวดเร็ว ภาวะผิดปกติและโรคต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้น ยาโรคประจำตัวมักสามารถลดลง มีการติดตามเป็นระยะๆ

การดูแลอย่างต่อเนื่องกับทีมสหสาขา

การผ่าตัดเป็นเพียงตัวช่วยเริ่มลดน้ำหนักทำให้คุมอาหารได้ง่ายขึ้น มีประโยชน์ในคนอ้วนมากหรือมีโรคร่วมแล้ว ซึ่งลดเองได้ยาก ความสามารถในการลดและควบคุมน้ำหนักไม่ให้กลับมาอ้วนอีก ต้องอาศัยความตั้งใจในการดูแลตนเองต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละคนมีสุขภาพร่างกาย วิถีชีวิต ความชอบต่างกัน ทีมบุคลากรทางแพทย์สหสาขา เช่น แพทย์เฉพาะทางต่างๆ นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด จะคอยให้การดูแลและคำแนะนำในการปฏิบัติตัว ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ช่วงผ่าตัด และหลังผ่าตัด

เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมีปัญหาความอ้วน ควรเข้ารับคำปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางโรคอ้วน เพื่อลดน้ำหนักอย่างถูกต้องและปลอดภัยกับร่างกายแต่ละคน เพราะความอ้วน...ไม่ใช่แค่...อ้วน แต่คือที่มาของปัญหาสุขภาพที่น่ากลัว...เริ่มต้นลดน้ำหนัก เพื่อสุขภาพที่ดีกันเถอะ




พญ.เบญจพร  นันทสันติ
ศัลยแพทย์เฉพาะทางผ่าตัดส่องกล้อง
ศูนย์ศัลยกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง โรงพยาบาลพญาไท 3

Rate this article : ผ่าตัดลดน้ำหนัก ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง