ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ผ่าตัดลดน้ำหนัก อีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด


ผ่าตัดลดน้ำหนัก อีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด


เราเชื่อว่าคนที่มีน้ำหนักเกินหรือคนอ้วนหลายคนอยากลดน้ำหนัก แต่การจะลดน้ำหนักนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงทำให้หลายคนมองหาตัวช่วยในการลดน้ำหนัก ซึ่งการ “ผ่าตัดลดน้ำหนัก” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ ปลอดภัย และลดได้หลายสิบกิโลกรัมในเวลาไม่กี่เดือน

เพราะความอ้วนนอกจากจะส่งผลต่อบุคลิกภาพภายนอกแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีโรคแทรกซ้อนมากมาย แถมจำนวนโรคที่รอมาเยือนก็มากด้วย เพราะฉะนั้นอะไรจะน่ากลัวกว่ากัน การผ่าตัด VS มีโรคแทรกซ้อนหลายโรคจากความอ้วน

หากคุณได้คำตอบในใจแล้ว ก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจไป เราไปทำความเข้าใจวิธีการลดน้ำหนักก่อน ว่าเพราะเหตุใดการผ่าตัดลดน้ำหนักจึงเป็นวิธีที่ดีและมีประสิทธิภาพที่แพทย์แนะนำ

อ้วนมากอยากลดน้ำหนักทำอย่างไร

ไปฟังข้อมูลดีๆ แบบเข้าใจง่ายๆ กับ พญ.เบญจพร นันทสันติ ศัลยแพทย์ ศูนย์ศัลยกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง  โรงพยาบาลพญาไท 3 อธิบายถึงวิธีการลดน้ำหนักที่แพทย์แนะนำให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งได้ผลและสามารถทำได้จริง 3 วิธี คือ

  1. การควบคุมอาหาร สามารถลดได้ประมาณ 6-9 % ของน้ำหนักส่วนเกิน
  2. การออกกำลังกาย สามารถลดได้ประมาณ 6-9 % ของน้ำหนักส่วนเกิน
  3. การผ่าตัดลดน้ำหนัก สามารถลดได้ประมาณ 50-80 % ของน้ำหนักส่วนเกิน

บางคนอาจคิดว่าแล้ว “ยา” ล่ะ! การใช้ยาเพื่อลดน้ำหนักไม่ใช่วิธีที่บุคคลทั่วไปจะใช้ได้ ต้องให้แพทย์เฉพาะทางเป็นผู้ควบคุม และใช้ในระยะสั้น อีกทั้งยาที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยมีเพียงไม่กี่ชนิด จึงสามารถบอกได้เลยว่า “ยาลดน้ำหนักที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดอันตรายทั้งหมด ขอให้เลิกคิดที่จะซื้อยาลดน้ำหนักมาทาน ถ้าไม่อย่างเสี่ยง เพราะอันตรายถึงชีวิตเลยนะคะ”  

ผ่าตัดลดน้ำหนักสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้มาก อยากผ่าตัดต้องทำเช่นไร

ก่อนอื่นต้องบอกว่าไม่ใช่ใครอยากผ่าตัดก็เข้ารับการผ่าตัดได้หมด เพราะแพทย์จะผ่าตัดลดน้ำหนักให้กับผู้ใด นั่นหมายความว่าผู้นั้นจะต้องมีข้อบ่งชี้ต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่

  • ต้องพยายามออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างเต็มที่
  • ไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด เช่น ห้ามดมยาสลบ หรือมีโรคประจำตัวที่รุนแรง เช่น มะเร็ง
  • ค่า BMI > 37.5 หรือ ค่า BMI > 32.5 ร่วมกับมีโรคร่วมมากกว่าสองโรค หรือเป็นโรคเบาหวาน  โดยโรคร่วมภาวะอ้วน ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจ, นอนกรน, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, โรคปอด, โรคข้อเสื่อมหรือปวดข้อที่รองรับน้ำหนัก (สะโพก,หลัง,เข่า,ข้อเท้า) โรคหัวใจ, โรคไขมันเกาะตับ, โรคเส้นเลือด/หลอดเลือด, โรคประจำเดือนมาผิดปกติ เป็นต้น

ทำไมจึงควรผ่าตัดลดน้ำหนัก

การผ่าตัดลดน้ำหนักคือตัวช่วยที่ดีในการลดโอกาสเกิดโรคร่วมแทรกซ้อนจากความอ้วน หรือช่วยให้มีโรคร่วมน้อยลง และสำหรับกรณีที่มีโรคร่วมแล้วย่อมมีโอกาสหายจากโรคร่วมที่เกิดขึ้นหรืออาการอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ ผู้รับการผ่าตัดจะได้มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่มีสุขภาพดี

วิธีการผ่าตัดลดน้ำหนักเป็นเช่นไร

สำหรับการผ่าตัดลดน้ำหนัก มี 3 หลักการที่สำคัญ คือ

  1. การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร
  2. การผ่าตัดเพื่อลดการดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกาย
  3. การปรับเปลี่ยนฮอร์โมนช่วยให้หิวน้อย, อิ่มเร็ว, ฮอร์โมนโรคเบาหวาน รักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด

ปัจจุบันวิธีการผ่าตัดมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมี 2 วิธี ได้แก่

  • Laparoscopic Sleeve Gastrectomy หรือนิยมเรียกสั้นๆ ว่า การผ่าตัดแบบ Sleeve เป็นการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารให้เล็กลงด้วยวิธีการส่องกล้อง ซึ่งจะมีแผลบริเวณหน้าท้องขนาดเล็กประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร 4-6 จุด สัดส่วนการตัดกระเพาะอาหารออกจากร่างกายอยู่ที่ประมาณ 80% แต่ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมกับขนาดกระเพาะอาหารของแต่ละบุคคลเป็นหลัก และสิ่งที่แพทย์บอกคนไข้เสมอ คือ ความต้องการอาหารของคนเราเฉลี่ย 1,000-1,500 แคลอรี่/วัน ดังนั้น ขนาดกระเพาะอาหารที่ยังคงอยู่หลังผ่าตัดจึงเพียงพอกับการรองรับอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน

  • บางคนอาจกังวลว่าในระยะยาวจะขาดสารอาหารหรือไม่?...สามารถบอกได้เลยว่าไม่ขาดสารอาหาร เพียงแต่อาจมีการขาดวิตามินบางตัวที่สร้างหรือดูดซึมจากกระเพาะอาหาร แต่สามารถทานวิตามินทดแทนได้

    ประโยชน์ของการผ่าตัดด้วยวิธี Sleeve ได้แก่

    • ทำให้อิ่มเร็ว
    • หิวน้อย เพราะฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกหิวจะอยู่ในส่วนของกระเพาะที่ถูกตัดออกไป
    • อาหารผ่านลงมาได้น้อยจึงทำให้ร่างกายดูดซึมได้น้อย
    • สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินเฉลี่ย  50-80% ของน้ำหนักส่วนเกิน โดยเฉพาะใน 6 เดือน-1 ปีแรก โดยอาจลดถึงสัปดาห์ละ 10 กิโลกรัม ในช่วงแรกหลังผ่าตัดทันที  เรียกว่า การผ่าตัดเป็นตัวช่วยในการเริ่มต้นลดความอ้วนที่ดี
    • ทำให้โรคร่วมดีขึ้นหรือหายได้ 60-70%

  • Laparoscopic Gastric Bypass คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร และทําทางเดินอาหารใหม่โดยนำกระเพาะอาหารมาต่อเข้ากับลำไส้เล็กส่วนปลายโดยตรง ทําให้มีการดูดซึมอาหารลดลง วิธีนี้เรียกสั้น ๆ ว่า บายพาส (Bypass) เป็นการผ่าตัดที่ใช้เวลาในการผ่าตัดมากกว่าแบบ Sleeve และมีข้อดีเมื่อเทียบกับแบบ Sleeve คือ สามารถลดโรคร่วมแทรกซ้อนจากความอ้วนได้ดีกว่า และลดน้ำหนักส่วนเกินได้มากกว่า

การผ่าตัดลดความอ้วนทั้งสองวิธีนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด  อย่างเช่น  Sleeve ใช้เวลาผ่าตัดเพียง 1-2 ชั่วโมงและพักฟื้น 2-3 วันก็กลับบ้านได้ เป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง แผลเล็กฟื้นตัวไว โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด จึงนับว่าปลอดภัยและเป็นมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดทั้งสองวิธีช่วยให้ผู้ป่วยน้ำหนักลดลงได้ และโรคร่วมจากความอ้วนมีอาการที่ดีขึ้น หรือในบางครั้งหายขาดได้ แต่การเลือกวิธีการผ่าตัดแพทย์จะพิจารณาร่วมกับผู้รับการผ่าตัดโดยพิจารณาจากความเหมาะสมของผู้รับการผ่าตัด เช่น น้ำหนักส่วนเกิน โรคร่วมจากความอ้วน และโรคประจำตัวอื่น ๆ เป็นต้น  ภาวะผิดปกติและโรคต่างๆ จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง รวมถึงกิจวัตรประจำวันและการใช้ชีวิตที่ปรับไปสู่การควบคุมน้ำหนักและสุขภาพที่ดีต่อเนื่องระยะยาว

การดูแลอย่างต่อเนื่องกับทีมสหสาขา

ภายหลังการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร นอกจากน้ำหนักจะลดลงเพราะการผ่าตัดแล้ว ไม่เพียงแต่แพทย์ผู้ผ่าตัดจะตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง ยังมีทีมบุคลากรทางแพทย์สหสาขา เช่น นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด คอยให้การดูแลและคำแนะนำในการปฏิบัติตัว เพื่อให้ผู้รับการผ่าตัดสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี และมีสุขภาพที่ดีตลอดไป

เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมีปัญหาความอ้วน ควรเข้ารับคำปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อลดน้ำหนักอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพราะความอ้วน...ไม่ใช่แค่...อ้วน แต่คือที่มาของปัญหาสุขภาพที่น่ากลัว...เริ่มต้นลดน้ำหนัก เพื่อสุขภาพที่ดีกันเถอะ




พญ.เบญจพร  นันทสันติ
ศัลยแพทย์เฉพาะทางผ่าตัดส่องกล้อง
ศูนย์ศัลยกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง โรงพยาบาลพญาไท 3

Rate this article : ผ่าตัดลดน้ำหนัก อีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง