ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

พังผืดใต้ลิ้นของหนู…รักษาได้ แม่จ๋าอย่ากังวล


พังผืดใต้ลิ้นของหนู…รักษาได้ แม่จ๋าอย่ากังวล


เจ้าพังผืดเล็กๆนี้ พบได้ในเด็กปกติทุกคน แต่ส่วนมากไม่ได้ยึดติดอย่างรุนแรงจึงไม่ต้องทำการผ่าตัด เฉพาะทารกที่มีพังผืดใต้ลิ้นชนิดปานกลางและรุนแรงเท่านั้น ที่ทำให้เกิดปัญหาลิ้นติด จึงควรเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด

พังผืดใต้ลิ้น กับ ผ่าตัดครั้งแรกของลูกน้อย

การผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้น (tongue tie revision) เป็นการผ่าตัดขนาดเล็กสามารถทำได้หลายวิธี เช่น กรรไกรปลอดเชื้อเล็กๆตัดขลิบใต้ลิ้น (snip), จี้ไฟฟ้า (electrocauterization), ยิงแสงเลเซอร์ (laser) หรือ ยิงแสงพลาสมา (plasma) เข้าไปในบริเวณพังผืดใต้ลิ้น ในเด็กทารกคุณหมอจะใช้ยาชาเฉพาะที่ซึ่งมีความปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียง ใช้เวลาในการผ่าตัดเพียง 1-2 นาที ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เพื่อถ่างลิ้น ลิ้นไม่ช้ำ และมีเลือดออกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คุณหมอจะให้ทารกกัดผ้าก๊อซห้ามเลือดประมาณ 10-30 นาที เหมือนการกัดผ้าก๊อซตอนไปถอนฟันกับทันตแพทย์ แต่ถ้าคุณแม่เลือกวิธีผ่าตัดโดยใช้จี้ไฟฟ้า, แสงเลเซอร์ หรือ แสงพลาสมา จะมีเลือดออกน้อยมากหรือไม่มีเลือดออกเลย เพื่อความปลอดภัยคุณหมอจะให้ทารกกัดผ้าก๊อซเพื่อห้ามเลือดให้สนิทประมาณ 0-15 นาที ทำให้หลังผ่าตัด ลูกสามารถดูดนมแม่ได้ทันที และสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน

หากมีภาวะลิ้นติดชนิดรุนแรง แนะนำให้ผ่าตัดแก้ไขภายใน 12-72 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อป้องกันภาวะตัวเหลืองในทารก แต่หากไม่สามารถผ่าตัดได้ อาจต้องป้อนนมด้วยช้อน/ถ้วย, ใส่สายให้อาหาร หรือ ให้ดูดขวดนมไปก่อน แต่การดูดขวดนมตั้งแต่แรกเกิด จะทำให้ลูกติดขวดนม และไม่ค่อยอยากดูดนมแม่ สำหรับภาวะลิ้นยึดติดชนิดปานกลาง ในทารกบางคนพังผืดจะสามารถยืดออกได้เองใน 1-2 สัปดาห์ถ้าคุณแม่หัวนมปกติ ในกรณีนี้สามารถนัดติดตามอาการได้ ถ้าไม่ยืดออกเอง จึงค่อยผ่าตัด เพราะ การผ่าตัดเป็นวิธีเดียวที่จะแก้สาเหตุของปัญหาได้

ในส่วนของเด็กโต แต่อายุต่ำกว่า 7 ขวบ การขลิบใต้ลิ้น อาจต้องดมยาสลบ ซึ่งมีทั้งวิธีที่ไม่ต้องใส่ท่อ และใส่ท่อช่วยหายใจ จากนั้นคุณหมอจะใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า ทำการผ่าตัด เวลาผ่าตัดประมาณ 1-5 นาที และพักฟื้น 2-4 ชั่วโมง ก็สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน

ในกรณีที่เด็กโตมาก หากสามารถอ้าปากค้างและอยู่นิ่งๆได้ (อายุ 7 ขวบขึ้นไป) คุณหมอจะใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับเครื่องจี้ไฟฟ้า ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1-5 นาที ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถกลับบ้านได้ทันที

แผลของลูกจะเป็นอย่างไร

ลักษณะแผลจะเหมือนแผลเวลาที่เรากัดปากหรือกระพุ้งแก้มตัวเอง เป็นแผลขาวๆใสๆคล้ายแผลร้อนใน ซึ่งแผลขลิบใต้ลิ้นจะสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องทานยาฆ่าเชื้อ โดยแผลในระยะแรกจะเป็นสะเก็ดสีขาวเหลือง (แตกต่างจากสะเก็ดแผลที่ผิวหนังซึ่งเป็นสีดำแดง) อันนี้ไม่ใช่หนอง ขอให้คุณแม่อย่าพยายามไปแกะหรือลอกสะเก็ดนี้ (พังผืดแบบหนาจะเกิดสะเก็ดมากกว่าพังผืดแบบบาง) จากนั้น ภายใน 2-4 สัปดาห์ สะเก็ดจะหลุดลอกหรือจางไปได้เอง เหลือเพียงแผลเป็นสีขาวใสๆ ซึ่งจะค่อยๆจางลงเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

อาการแบบนี้ ที่ต้องระวัง

หลังการผ่าตัดพังผืดใต้ลิ้น หากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ คุณแม่อย่าพึ่งตกใจ ให้รีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนี้

  • ทารกแหวะนม (regurgitation)
  • มักพบในทารกที่เพิ่งดูดนมก่อนผ่าตัด แนะนำให้งดนมลูกอย่างน้อย 30 นาทีก่อนผ่าตัด หากมีการแหวะนมให้จับทารกนอนตะแคงลงทันทีเพื่อลดการสำลักนมเข้าปอด

  • มีเลือดออกซ้ำที่แผล (rebleeding)
  • ซึ่งพบได้น้อยมาก เกิดจากลิ่มเลือดที่ปิดบาดแผล หลุดออกเร็วเกินไป ส่วนมักจะหยุดได้เอง แต่หากไม่หยุดให้คุณแม่ใช้ผ้าอ้อมพับมุม 2-4 ทบ ชุบน้ำดื่ม วางไว้เหนือลิ้นให้ลูกดูดเพื่อหยุดเลือด หากภายใน 10 นาที เลือดยังไม่หยุดให้พากลับมายังโรงพยาบาล ทั้งนี้ในวันแรกหลังผ่าตัด อาจมีเลือดจางๆปนมากับน้ำลายลูกได้ ซึ่งเป็นเลือดที่ค้างอยู่ในกระพุ้งแก้มขณะผ่าตัด

  • ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ
  • เช่น ภาวะหลอดลมตีบ (bronchospasm) หากลูกต้องได้รับการดมยาสลบ ภาวะแทรกซ้อนนี้อาจเกิดขึ้นได้ มักพบในเด็กที่มีภาวะหลอดลมไวเกิน โดยเด็กอาจมีโรคหอบหืด หรือ เคยพ่นยาขยายหลอดลมมาก่อน พ่อแม่ควรบอกประวัติเหล่านี้กับคุณหมอ ทั้งนี้หากลูกมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หวัด ไอน้ำมูก หรือ ไข้ ในวันที่คุณหมอนัดมาผ่าตัด ควรปรึกษาคุณหมอดมยาหรือเลื่อนการผ่าตัดออกไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์

  • การกลับมาติดซ้ำ (synnergia)
  • เกิดจากการไม่ขยับลิ้นเท่าที่ควร เนื่องจากยังชินกับพฤติกรรมเดิม ทำให้ร่างกายสมานแผลกลับไปเหมือนเดิม คุณแม่สามารถช่วยป้องกันหรือลดการติดซ้ำได้ โดย

    • ในทารก ให้กวาดนิ้วเบาๆ ทุก 3-5 ชั่วโมง ในทิศทางต่อไปนี้ 3 ท่า ท่าละ 3 ครั้ง

      • ท่าที่ 1 ใส่นิ้ว ปัดลิ้นไปซ้ายขวา (Side to side)

      • ท่าที่ 2 ใส่นิ้วให้ลูกดูด แล้วดึงออกเพื่อขยับลิ้นมาข้างหน้า (Forward)

      • ท่าที่ 3 จับคางสองข้างขยับเพื่อฝึกกล้ามเนื้อดูดกลืน (Swallow)

    • ในเด็กโต ให้ฝึกแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากบน แนะนำให้เลียไอศครีมเย็นๆจะช่วยลดความเจ็บปวดได้ และอาจทาน้ำผึ้งหรือน้ำหวานเพื่อกระตุ้นให้ลูกเอาลิ้นออกมาเลีย นอกจากนี้ยังควรฝึกให้ลูกพูด เสียง /ซ/ /ด/ /ต/ /ท/ /น/ /ร/ /ล/ ด้วย โดยทั่วไปจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของเสียง หลังการผ่าตัดอย่างน้อย 4-6 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ยิ่งเด็กโตมากเท่าไร การหัดพูดใหม่ก็จะทำได้ยากมากขึ้นตามไปด้วย

หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจมีพังผืดใต้ลิ้น สามารถนัดปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจเช็คและรักษาได้ครับ

 

 

นพ. วสันต์ นันทสันติ
ศัลยแพทย์เฉพาะทางเด็กและทารก
ประจำศูนย์ศัลยกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง
โรงพยาบาลพญาไท 3
นัดหมายแพทย์

Rate this article : พังผืดใต้ลิ้นของหนู…รักษาได้ แม่จ๋าอย่ากังวล

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง