ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

พ่อแม่ควรรู้! เมื่อหนูเป็นไมเกรน


พ่อแม่ควรรู้! เมื่อหนูเป็นไมเกรน


คุณพ่อคุณแม่รู้ไหม ว่าเด็กๆก็สามารถเป็นไมเกรนได้เหมือนกับผู้ใหญ่ โดย ภาวะปวดศีรษะจากโรคไมเกรน หรือมักรู้จักกันในนามโรคปวดหัวข้างเดียว เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคปวดศีรษะเรื้อรังที่พบบ่อย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถป้องกันและควบคุมอาการของโรคได้ ลักษณะมักจะปวดหัวรุนแรงข้างใดข้างหนึ่งแบบตุบๆ คล้ายจังหวะการเต้นของหัวใจ บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย สำหรับวัยเด็กอาการปวดหัวจะยาวนานกว่า 1 ชั่วโมง


อุบัติการณ์ของโรคค่อนข้างแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สืบเนื่องจากสภาพสังคมเศรฐกิจที่ต่างกันรวมถึงเชื้อชาติ โดยพบความชุกของโรคทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 โดยโรคนี้มีพยากรณ์โรคค่อนข้างดี


ปวดอย่างไร..เรียกว่าไมเกรน

การวินิจฉัยโรคไมเกรนในเด็ก ใช้จากประวัติอาการและการตรวจร่างกาย ซึ่งบางครั้งเด็กๆ ก็มักบอกอาการที่แน่นอนไม่ได้ ต้องใช้การซักประวัติอย่างละเอียด เพราะอาการปวดหัวสามารถเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ไข้หวัด ไซนัสอักเสบ ปวดฟัน สายตาสั้น ไข้สมองอักเสบ เนื้องอกในสมอง เป็นต้น


อาการปวดของโรคไมเกรนค่อนข้างทรมาน โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นกับเด็กวัยเรียน ที่เขาเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสังคมในโรงเรียน ความเครียดส่งผลให้เด็กปวดหัวเป็นโรคไมเกรน ทำให้เด็กต้องการนอนพัก ไม่อยากพูด ไม่อยากทำงาน ถ้าเป็นบ่อยครั้งอาจส่งผลต่อการเรียน เช่น เรียนไม่ทันเพื่อน สุขภาพร่างกายแย่ลง


วิธีสังเกตเมื่อลูกปวดหัวไมเกรน

  1. ลูกมักบ่นปวดหัว ทั้งที่ลูกมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและ ไม่มีปัญหาเรื่องสายตา
  2. ปวดหัวบริเวณขมับ หรือหน้าผาก แต่ละครั้งนานเกิน 1 ชม.
  3. กบอกว่ามองเห็นแสงเป็นเส้นๆ หรือได้กลิ่นบางอย่าง ก่อนที่จะมีอาการปวดหัว
  4. สมาชิกในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคไมเกรน

ปัจจัยเสี่ยง

  • การอยู่ในที่ชุมชนแออัด เสียงดัง 
  • ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว เช่น อยู่ในที่ร้อนแล้วไปสู่ที่มีอากาศเย็นอย่างฉับพลัน 
  • การนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งเด็กๆ ควรนอน 10-12 ชั่วโมงต่อวัน
  • การไม่ได้รับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุด
  • การบประทานอาหารบางชนิด เช่น ชีส ช็อกโกแลต ผงชูรส ของหมัก-ดอง กาแฟ 
  • ภาวะความเครียดของเด็ก เช่น อยู่ในช่วงการสอบ ถูกตำหนิ มีปัญหาที่โรงเรีย

ดูแลลูกเมื่อลูกปวดหัวไมเกรน

เบื้องต้นให้หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงดัง อากาศร้อน และให้พักโดยเร็ว หากยังมีอาการปวดอีกให้ใช้ยาแก้ปวดที่มีความปลอดภัยสูง เช่น ยาพาราเซตามอล หากยังไม่ดีขึ้นให้พิจารณานำส่งโรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุอีกครั้ง หากอาการปวดหัวเป็นบ่อยจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์จะพิจารณาใช้ยาป้องกันตามความเหมาะสมอีกครั้ง


การดูแลลูกที่เป็นไมเกรนเมื่ออยู่ที่บ้าน

  • ถ้าลูกปวดหัวไม่รุนแรงนัก ให้เขานอนพักในห้องปรับอากาศหรืออากาศเย็นสบาย แล้วประคบน้ำแข็งบริเวณศีรษะ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้โดยไม่ต้องกินยาค่ะ
  • ถ้าลูกมีอาการปวดหัวมากและปวดเป็นประจำ อาจให้ยาบรรเทาอาการปวดตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควร ซื้อยากินเองหรือกินยาเกินขนาน
  • ควรมีสมุดบันทึกประจำตัวคอยสังเกตกิจกรรมที่ลูกทำในแต่ละวัน เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงหรือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ลูกมีอาการ ปวดหัวไมเกรน เช่น เครียดจากการสอบ การกินอาหาร การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น
  • เมื่อลูกมีอาการที่ผิดปกติ เช่น ปวดหัวแล้วมีอาการชาตามร่างกาย หมดสติ หรือสิ่งผิดปกติอื่นๆ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างทันท่วงที

การดูแลเด็กที่เป็นไมเกรนเมื่ออยู่ที่โรงเรียน

  • คุณพ่อคุณแม่ควรแจ้งให้คุณครูที่โรงเรียนทราบว่าลูกเป็นโรคไมเกรน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรม หรือเหตุที่จะทำให้ลูกมีอาการปวดหัวไมเกรน
  • เมื่อเด็กๆ รู้สึกปวดหัว คุณครูควรพาไปนอนพักในห้องเงียบๆ ถ้าเด็กปวดหัวมากอาจให้กินยาพาราเซตามอล หรือยาระงับ อาการปวดที่เด็กพกติดตัวมาโรงเรียน
  • เฝ้าสังเกตเด็กๆ ที่มีอาการปวดหัวเป็นประจำ แล้วแจ้งผู้ปกครองทราบ เพื่อค้นหาสาเหตุและวิธีรักษาต่อไป รวมทั้งคอยติดตามอาการของเด็กที่เป็นโรคนี้จากสมุดบันทึกประจำตัวของเด็ก หรือจากคำบอกเล่าของคุณพ่อคุณแม่


ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงชิดชนก เธียรผาติ

ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2

กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท
โทร. 02 617-2444 ต่อ 3219-3220

นัดหมายแพทย์


Rate this article : พ่อแม่ควรรู้! เมื่อหนูเป็นไมเกรน

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง