ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

รับมือ “พี่อิจฉาน้อง”...ปัญหาหนักอกของคุณแม่ตั้งครรภ์


รับมือ “พี่อิจฉาน้อง”...ปัญหาหนักอกของคุณแม่ตั้งครรภ์


พี่อิจฉาน้องคืออะไร? ทำไมถึงเป็นปัญหาของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

พฤติกรรมพี่อิจฉาน้อง เป็นพฤติกรรมที่พบได้ปกติสำหรับพี่ที่มีน้องใหม่ค่ะ โดยอาจแสดงออกในรูปแบบการมีพฤติกรรมกลับไปเป็นเด็กลง มีอาการดื้อ ก้าวร้าว ติดผู้เลี้ยงดูมากขึ้น เพิกเฉยกับน้อง พูดว่าไม่ชอบน้อง ไม่อยากมีน้อง จนสุดท้ายอาจมีพฤติกรรมแกล้งน้องได้ สาเหตุที่เด็กมีพฤติกรรมเหล่านี้เกิดได้จากเหตุผลหลายประการด้วยกัน ดังนี้


  1. เนื่องจากเด็กรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียความสัมพันธ์ที่พิเศษมากๆไป โดยส่วนใหญ่เด็กมักจะสนิทกับคุณแม่มาก จากเดิมที่พี่เคยเป็นคนที่สำคัญที่สุดของคุณแม่ แต่เมื่อคุณแม่ต้องไปดูแลน้อง พี่ก็จะรู้สึกว่าตนเองกำลังสูญเสียความสัมพันธ์พิเศษนี้ไป แต่หากพี่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณพ่อมาก่อน ก็จะช่วยลดความรู้สึกตรงนี้ไปได้ค่ะ
  2. ระยะห่างของอายุพี่และน้อง อายุที่ห่างกันประมาณ 2 ปี มักมีปัญหามากที่สุด เนื่องจากเป็นวัยที่ยังติดคุณแม่ค่อนข้างมาก การที่คนพี่มีฝาแฝด หรือการที่พี่อายุห่างกว่าน้องตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป จะมีส่วนทำให้คนพี่ปรับตัวได้ง่ายขึ้นค่ะ
  3. พื้นอารมณ์ของพี่ พื้นอารมณ์เป็นลักษณะนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดซึ่งมีผลต่อการปรับตัวของเด็ก เด็กที่มีพื้นอารมณ์แบบง่าย (easy temperament) มักจะปรับตัวได้ดีกว่าเด็กที่มีพื้นอารมณ์แบบยาก (difficult temperament) หรือแบบค่อยเป็นค่อยไป ( slow- to- warm -up temperament )
  4. การจัดการของผู้ใหญ่ การที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เตรียมตัวพี่ในการมีน้องหรือจัดการไม่ถูก จะมีผลให้พี่มีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นได้มากขึ้นค่ะ

รับมืออย่างไรเมื่อพี่อิจฉาน้อง ตั้งแต่ตอนที่คุณแม่ตั้งครรภ์

วิธีที่จะช่วยป้องกันหรือผ่อนหนักเป็นเบาขึ้นอยู่กับการจัดการของคุณพ่อคุณแม่เป็นหลักค่ะ สิ่งสำคัญคือควรเตรียมตัวพี่ตั้งแต่แรกเริ่ม โดย


  • พูดกับพี่แต่ในสิ่งดีๆที่จะมีน้อง ไม่ควรมีใครพูดแหย่ให้พี่ไม่สบายใจในเรื่องที่เค้าอาจถูกลดความสำคัญลงไปเมื่อมีน้อง เช่น “เดี๋ยวมีน้องพ่อแม่เค้าก็ไม่สนใจเราละ” (น้ำเสียงพูดเล่น) เพราะบางครั้งเด็กยังแยกแยะไม่ออกและอาจคิดว่าผู้ใหญ่พูดเรื่องจริง ทำให้อิจฉาน้องได้ค่ะ
  • ให้พี่ได้มีโอกาสสัมผัส คุยกับน้องขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือคุณแม่อาจลองอุ้มเด็กเล็กให้พี่เห็นแล้วสังเกตปฏิกิริยาของพี่ หรือชวนพี่เล่นกับน้องที่คุณแม่อุ้มอยู่ วิธีนี้จะช่วยให้พี่ค่อยๆเตรียมใจได้ง่ายขึ้นค่ะ เวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะซื้อของเตรียมให้น้องหรือจัดห้องให้น้องควรให้พี่มีโอกาสร่วมตัดสินใจด้วย พี่จะได้รู้สึกเหมือนว่าตนเองมีส่วนร่วมในการต้อนรับสมาชิกใหม่ ที่สำคัญหากพี่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรหรือความเป็นอยู่ เช่นเปลี่ยนคนเลี้ยง เข้าโรงเรียน หรือเปลี่ยนคนนอนด้วย ก็ควรทำก่อนที่น้องจะคลอดอย่างน้อยประมาณ 2-3 เดือน เพื่อที่พี่จะได้ไม่รู้สึกว่าชีวิตเค้าเปลี่ยนไปเพราะน้อง หรือถ้าไม่ทันจริงๆ แนะนำให้เลื่อนไปหลังจากน้องคลอดและสถานการณ์คงที่แล้ว ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนเช่นกันค่ะ

ถ้าพี่อิจฉาน้องระหว่างที่คุณแม่ต้องไปคลอดน้องล่ะ

ถ้าพี่ไม่สามารถไปด้วยได้ ให้บอกพี่ล่วงหน้าว่าใครจะดูแลพี่ในช่วงที่คุณแม่ไปคลอด และให้โอกาสพี่ได้เห็นน้อง อาจจะผ่านทางรูปภาพ หรือสื่ออิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ แต่ถ้าพี่ไปด้วยได้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้พี่ได้มีโอกาสได้ดู และสัมผัสน้อง พี่จะได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมตั้งแต่แรกค่ะ


เมื่อคุณแม่และน้องกลับบ้าน ต้องทำอย่างไร

ถ้าพี่ไม่ได้ไปรับคุณแม่และน้องกลับมาด้วย อย่าลืมให้ความสำคัญกับพี่เป็นอับดับแรก โดยช่วงเวลาที่คุณแม่เข้าบ้าน อาจให้คนอื่นช่วยคุณแม่อุ้มน้องก่อน เพราะหากภาพแรกที่พี่เห็นคุณแม่หลังจากที่ไม่ได้เจอกันหลายวัน คือภาพที่คุณแม่อุ้มน้องเข้ามาในบ้าน อาจทำให้พี่รู้สึกไม่ดีได้ค่ะ


หลังจากนั้น เวลามีคนมาที่บ้าน อย่าลืมให้ความสำคัญกับพี่ก่อน เพราะเดิมพี่เคยเป็นคนสำคัญคนแรก แต่คนส่วนใหญ่เวลามาเยี่ยมหรือแม้แต่เวลาที่คุณพ่อกลับมาจากที่ทำงานเองก็ตาม ถ้ามีน้องเล็กมักจะเข้าไปหาก่อนโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหมอแนะนำให้ทักพี่ก่อนนะคะ แล้วให้พี่พาไปหาน้อง ถ้ามีคนมาเยี่ยมและมีของเยี่ยมมาด้วยอาจต้องบอกล่วงหน้าว่าให้ช่วยเตรียมของเล็กๆ น้อยๆ มาแสดงความยินดีกับพี่ที่มีน้องใหม่ด้วย หรือถ้าคนมาเยี่ยมไม่ได้เตรียมมา คุณพ่อคุณแม่ก็อาจเตรียมไว้เอง แต่แอบกระซิบให้คนเยี่ยมเอามาให้พี่เพื่อแสดงความยินดีก่อนแล้วให้พี่เป็นคนพาไปหาน้องค่ะ


นอกจากนี้ควรให้พี่ได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงน้อง อนุญาตให้พี่ อุ้ม กอด หอมน้อง โดยอยู่ภายใต้การดูแลของคุณพ่อคุณแม่ ชมเค้าเวลาเค้าทำดีกับน้อง และบอกพฤติกรรมที่ดีด้วยค่ะ เช่น "พี่น่ารักมากเลย เอานมมาให้น้องด้วย ดูสิน้องชอบใหญ่เลย พ่อภูมิใจในตัวลูกมากนะครับที่ช่วยดูแลน้อง" เป็นต้นค่ะ ที่สำคัญพี่ควรมีเวลาส่วนตัวกับผู้ปกครองที่เค้าสนิทด้วยและทำกิจกรรมด้วยกัน อย่างน้อยวันละ 20-30 นาที เค้าจะได้ไม่รู้สึกว่าน้องมาแย่งเวลาดีๆ ของเค้าไปจนหมด


ในกรณีที่พี่พูดคุยได้เก่งแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจหาวันที่มีเวลา บรรยากาศดีๆ ลองถามความรู้สึกของพี่ที่มีต่อน้องดูค่ะ ถ้าพี่พูดในแง่ไม่ชอบหรือไม่อยากมีน้อง ไม่ควรตำหนิ แต่ควรเปิดโอกาสให้พี่ได้อธิบายเหตุผลว่าเพราะอะไรจึงคิดเช่นนั้น แล้วค่อยๆ หาวิธีแก้ไขค่ะ ที่สำคัญไม่ควรบังคับให้พี่ต้องทำอะไรเพื่อน้อง เช่น บอกว่า “หนูเป็นพี่หนูต้องให้น้อง” เพราะการสอนให้น้องด้วยวิธีนี้เป็นการบังคับ พี่จะให้ด้วยความไม่เต็มใจ และจะรู้สึกไม่ดีต่อการให้ค่ะ ดังนั้นการสอนแบ่งปันที่ดีควรให้พี่ตัดสินใจการให้เอง และชมเมื่อพี่ทำได้ การทำเช่นนี้ พี่จะรู้สึกดีต่อการให้ และอยากที่จะให้อีกในครั้งต่อๆไปด้วยความเต็มใจค่ะ


ทั้งหมดนี้แม้คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว พี่ก็อาจจะยังมีอาการอิจฉาน้องหรือหวงคุณพ่อคุณแม่ได้อยู่บ้างนะคะ แต่การที่คุณพ่อคุณแม่จัดการได้ถูกต้อง เหมาะสม อาการดังกล่าวมักจะเป็นไม่นานและหายไปในที่สุด แต่หากพี่มีอาการเกิน 2-3 เดือน หรือมีอาการที่แย่ลงเรื่อยๆ หรือคุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถจัดการได้ แนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือจิตแพทย์เด็กเพื่อทำการแก้ไข เพราะการที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไป พี่อาจมีความรู้สึกไม่ดีต่อน้องมากมากขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งทำให้การแก้ไขยากขึ้นค่ะ


มาทำความเข้าใจความรู้สึกของ “พี่” เมื่อต้องสูญเสียคนรัก


  • วัย 0-2 ปี : วัยนี้ยังไม่เข้าใจความสูญเสียอย่างแท้จริง แต่เด็กจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของคนรอบๆตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอารมณ์ การดูแล หรือความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และรับรู้ถึงการไม่อยู่ของคนที่จากไป
  • วัย 3-5 ปี : วัยนี้เริ่มรับรู้เกี่ยวกับการสูญเสีย แต่จะคิดว่าเป็นสิ่งที่สามารถกลับคืนมาได้ ไม่ได้เป็นการจากที่ถาวร เด็กวัยนี้จึงมักมีคำถามต่างๆ เกี่ยวกับผู้ที่เสียชีวิต เช่น “พ่อจะกลับมาเมื่อไหร่” “คุณตาจะหิวไหมคะ” “คุณปู่ถูกฝังแล้วจะหายใจได้ไหมคะ” วัยนี้อาจเชื่อมโยงสาเหตุการเสียชีวิตด้วยความคิดของตัวเองแบบตรงๆ เช่น เพราะตัวเองไม่ดื่มนมตามที่คุณพ่อบอก คุณพ่อจึงเสียชีวิต หรือบางครั้งอาจใช้จินตนาการในการอธิบายการเสียชีวิต
  • วัย 6-8 ปี : วัยนี้เริ่มเข้าใจว่าการเสียชีวิตเป็นสิ่งที่ถาวร ไม่สามารถกลับคืนมา แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน โดยมักคิดว่าความตายจะเกิดกับเฉพาะบางคนเท่านั้น เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วย เป็นต้น อาจเชื่อมโยงการเสียชีวิตกับความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งผู้ใหญ่ควรอธิบายเพิ่มเติม

รับมือให้เหมาะสมตามช่วงวัย


  • วัย 0-2 ปี : หากผู้ที่จากไปเป็นคนที่ดูแลเด็กเป็นหลัก ให้พยายามหาคนที่ทำหน้าที่มาดูแลเด็กแทนอย่างรวดเร็วที่สุด ไม่ควรปล่อยให้ล่วงเลยไปหรือแบ่งงานกันทำ เพราะความคงที่และสม่ำเสมอ เป็นหัวใจหลักในการดูแลของวัยนี้ พยายามคงการปฏิบัติต่อเด็กให้เหมือนเดิมให้ได้มากที่สุด และไม่ควรตามใจเด็กมากจนเกินไปเพราะคิดว่าจะชดเชยการสูญเสียของเด็กได้ การทำเช่นนี้กลับจะยิ่งทำให้เด็กปรับตัวได้ยากขึ้น
  • วัย 3-5 ปี : เนื่องจากเด็กในวัยนี้ยังมีความคิดว่าการเสียชีวิตไม่ใช่สิ่งถาวร เด็กจึงยังคงคาดหวังที่จะติดต่อกับผู้ที่เสียชีวิตอยู่ เช่น การสวดมนต์ถึงผู้ที่จากไป การเขียนจดหมายไปให้ หรือการพูดกับคนที่จากไป แม้จะเป็นการพูดคุยเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม การปฏิบัติต่อเด็กวัยนี้จึงควรอธิบายแบบตรงไปตรงมา เช่น “คุณปู่เสียชีวิตแล้วนะคะ ร่างกายของคุณปู่จะไม่ทำงานอีกแล้ว คุณปู่จะมองไม่เห็น ไม่เคลื่อนไหว ไม่ได้ยินแล้ว” ยังไม่ควรอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณและเลี่ยงการใช้คำพูด เช่น “ คุณปู่หลับแล้วนะคะ” “คุณปู่ไปอยู่กับเทวดาแล้ว” รวมถึงเลี่ยงการพูดถึงสวรรค์โดยทำให้เป็นเรื่องน่าสนุก เช่น “คุณตามีนางฟ้ามาพาไปแล้ว” เพราะอาจทำให้เด็กสับสนได้ เด็กวัยนี้อาจมีคำถามซ้ำๆ ผู้ปกครองจึงควรใจเย็น และตอบตรงไปตรงมาทุกครั้ง เมื่อเด็กค่อยๆโตขึ้นก็จะถามลดลงและเริ่มเข้าใจได้ในที่สุด
  • วัย 6-8 ปี : แม้เด็กวัยนี้จะเข้าใจเกี่ยวกับการเสียชีวิตมากขึ้น แต่เด็กก็จะเกิดความกังวลเพิ่มเติมในเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิต ผู้ใหญ่จึงควรให้ความมั่นใจแก่เด็ก เช่น ในกรณีที่คุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดียว เมื่อเด็กทราบว่าคุณแม่ของเพื่อนเสียชีวิต เด็กอาจมีความกังวลมาก เพราะเค้ามีแม่เพียงคนเดียว เค้าอาจจะถามว่า “คุณแม่ของเพื่อนเสียชีวิต แล้วคุณแม่จะเสียชีวิต ด้วยไหมคะ ถ้าคุณแม่เสียชีวิตแล้วใครจะดูแลหนูคะ” การตอบเด็กควรตอบแบบตรงไปตรงมา ไม่ควรตอบแบบเลี่ยงๆ เช่น “แม่ไม่เป็นไรหรอกหนูสบายใจได้” หรือ “แม่ยังแข็งแรงอยู่เลย ไม่เป็นอะไรไปง่ายๆ หรอก” เพราะไม่ได้ทำให้เด็กคลายความกังวล คำถามเดิมจะยังคงวนเวียนอยู่ ดังนั้นจึงควรตอบตรงๆ เช่น “ทุกคนต้องเสียชีวิตในวันใดวันหนึ่งอยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่จะเสียชีวิตตอนแก่มากๆๆๆ เลยค่ะ และถ้าแม่เสียชีวิต หนูก็จะมีคุณน้า ที่พร้อมจะดูแลหนูไปจนหนูโตเลยค่ะ” นอกจากนี้เด็กอาจมีความต้องการที่จะทราบว่าชีวิตของเขา จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น เด็กอาจถามหลังจากที่พี่ชายเสียชีวิตว่า “หนูจะได้เกมของพี่ไหม” แม้ในสายตาผู้ใหญ่อาจมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรถาม แต่ในความรู้สึกของเด็ก เค้าเพียงแค่ต้องการทราบว่าโลกของเค้าจะเปลี่ยนไปหรือไม่เท่านั้นเอง และในบางครั้งเด็กอาจมีคำถามเกี่ยวกับการเสียชีวิตมากมาย ผู้ใหญ่จึงควรยึดหลักการตอบแบบตรงไปตรงมาด้วยอารมณ์ที่สงบ พร้อมทั้งกอดเพื่อให้เด็กรู้สึกมั่นใจ อบอุ่นและปลอดภัย การเลี่ยงที่จะไม่ตอบ จะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ห้ามพูดถึง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความรู้สึกไม่มั่นคง ปลอดภัย และอาจทำให้สภาพจิตใจเด็กแย่ลงไปอีกได้

ให้ “พี่” ไปร่วมพิธีทางศาสนาได้ไหม

ควรให้เด็กไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนา โดยอาจมีคนที่เด็กสนิทด้วยคอยดูแลและตอบคำถามแบบตรงไปตรงมา เพราะการที่ไม่ให้เด็กไปร่วมในพิธีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่อายุ มากกว่า 4 ปี จะยิ่งทำให้เด็กเครียด กังวล และอาจวาดภาพงานพิธีน่ากลัวกว่าความเป็นจริงได้


และที่สำคัญ! อย่าบอกให้เด็กอดทน ห้ามร้องไห้ ห้ามเสียใจ เพราะจะยิ่งทำให้เด็กเก็บกด และอาจมีปัญหาทางอารมณ์หรือพฤติกรรมได้ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกตามที่เด็กต้องการและตอบสนองเด็กอย่างเหมาะสม เมื่อเวลาผ่านไปเด็กก็จะค่อยๆปรับตัวได้ในที่สุด






พญ.ณัฐวรรณ จารุวรพลกุล
กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก
ศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.พญาไท 3
นัดหมายแพทย์

Rate this article : รับมือ “พี่อิจฉาน้อง”...ปัญหาหนักอกของคุณแม่ตั้งครรภ์

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง