ค้นหา...บทความทางการแพทย์

ศูนย์การแพทย์

ชายรุ่นใหญ่ ปัสสาวะบ่อยแค่ไหน? เสี่ยงต่อมลูกหมากโต


ชายรุ่นใหญ่ ปัสสาวะบ่อยแค่ไหน? เสี่ยงต่อมลูกหมากโต


ต่อมลูกหมาก เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย รูปร่างคล้ายลูกเกาลัดอยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะและหุ้มรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น ปกติจะมีขนาดประมาณ 15-20 กรัม ต่อมลูกหมากมีหน้าที่สร้างสารที่เป็นของเหลวเพื่อใช้เป็นตัวหล่อลื่น และนำส่งเชื้ออสุจิในขณะที่มีการหลั่งของน้ำอสุจิออกมา โดยทั่วไปต่อมลูกหมากจะหยุดเจริญเติบโตหลังจากอายุ 20 ปี จนกระทั่งอายุประมาณ 45 ปี จากนั้นอาจจะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่อมลูกหมากโตนั่นเอง

โรคต่อมลูกหมากโต หรือ BPH (Benign Prostatic Hyperplasia) คือ ภาวะที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่ผิดปกติ จนไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง มักพบในผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป พบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในชายสูงวัยอายุ 80 ปีขึ้นไปจะพบมากถึง 80% เลยทีเดียว

ต่อมลูกหมากโต เกิดขึ้นได้อย่างไร

  • ยังไม่มีหลักฐานยืนยันถึงสาเหตุที่แน่ชัด
  • อาจสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศชาย โดยพบว่า ฮอร์โมน testosterone และ dihydro-testosterone จะกระตุ้นให้เซลล์ต่อมลูกหมากแบ่งตัวมากขึ้น และมีผลให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างสมบูรณ์ของต่อมลูกหมาก
  • พันธุกรรม

อาการแบบไหน เข้าข่ายต่อมลูกหมากโต

อาการของโรคต่อมลูกหมากโตจะแตกต่างกันไป บางคนมีอาการน้อย เช่น ความแรงของปัสสาวะลดลงบ้าง แต่ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ในขณะที่บางคนอาจมีอาการหนักหรือภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นปัสสาวะไม่ออก ซึ่งเรามีภาวะต่อมลูกหมากโตหรือไม่นั้น อาจสังเกตได้จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้

  1. ถ่ายปัสสาวะบ่อย
  2. ปัสสาวะไหลไม่แรง
  3. เวลาปวดปัสสาวะต้องรีบเข้าห้องน้ำ รอไม่ได้
  4. ถ่ายปัสสาวะเสร็จแล้วรู้สึกไม่สุด
  5. ปัสสาวะไหลๆ หยุดๆ
  6. ต้องเบ่งช่วยเวลาถ่ายปัสสาวะ
  7. ถ่ายปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน มากกว่า 1-2 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมีอาการที่เป็นภาวะแทรกซ้อนจากต่อมลูกหมากโต เช่น ปัสสาวะไม่ออก, ทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ, นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ, ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม รวมไปถึงปัสสาวะเป็นเลือด ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ตรวจอย่างไรให้รู้ว่าเป็น…ต่อมลูกหมากโต

  1. แพทย์จะซักประวัติ สอบถามอาการ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ และอาจให้ผู้ป่วยทำแบบสอบถามเกี่ยวกับอาการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ (International prostate symptom score : IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ
  2. ตรวจทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก การประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก
  3. การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดเชื้อ หรือ มีเม็ดเลือดผิดปกติหรือไม่
  4. การตรวจเลือด PSA ( Prostatic Specific Antigen) และค่าไต (Creatinine )
  5. การตรวจความแรงในการไหลของปัสสาวะ (Uroflowmetry) ร่วมกับการตรวจปัสสาวะที่เหลือค้างหลังจากปัสสาวะ เพื่อประเมินความรุนแรง ภาวะแทรกซ้อน และติดตามการรักษา
  6. การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อพบความผิดปกติในการตรวจปัสสาวะ แต่ปัจจุบันเป็นที่นิยมส่งตรวจกันมากขึ้น เนื่องจากปลอดภัยและให้ประโยชน์สูง
  7. การตรวจอื่นๆ เช่น การส่องกล้อง การตรวจยูโรพลศาสตร์ ซึ่งจะทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เพื่อวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง

รักษาอย่างไร เมื่อเป็นต่อมลูกหมากโต

  • รักษาโดยไม่ใช้ยา : ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อย และไม่มีผลต่อคุณภาพชีวิต อาจใช้การรักษาโดยการเฝ้าติดตามอาการ โดยแพทย์จะแนะนำให้ปรับพฤติกรรม เช่น ในรายที่ปัสสาวะบ่อยกลางคืน แนะนำให้ลดการดื่มน้ำ น้ำชา กาแฟ หรืองดดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไปโดยเฉพาะในเวลาเย็นหรือก่อนนอน ซึ่งหากอาการดีขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา
  • รักษาด้วยยา แบ่งออกได้ 3 กลุ่มดังนี้
    1. ยากลุ่ม อัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว และออกฤทธิ์ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบในต่อมลูกหมากและกล้ามเนื้อหูรูดที่คอกระเพาะปัสสาวะ จึงช่วยถ่ายปัสสาวะได้คล่องขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปัสสาวะสะดวกขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ถ้าหยุดยา อาการก็อาจจะกลับมา
    2. ยากลุ่ม ยับยั้งเอนไซม์แอลฟารีดักเตส (Alpha Reductase Inhibitors) มีฤทธิ์ยับยั้งไม่ให้ฮอร์โมน testosterone เปลี่ยนเป็น Dihydrotestosterone ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดต่อมลูกหมากโต โดยยาจะทำให้ต่อมลูกหมากเล็กลงได้ประมาณ 30% แต่ยาชนิดนี้เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า ต้องใช้เวลา 3-6 เดือนจึงจะเห็นผล มีประโยชน์เฉพาะผู้ป่วยที่มีต่อมลูกหมากค่อนข้างโต และโตมาก
    3. ยาสมุนไพร มีอยู่หลายชนิด เช่น Saw palmetto แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน
  • รักษาโดยการผ่าตัด
    1. การผ่าตัดผ่านกล้อง หรือที่รู้จักในชื่อ TURP เป็นมาตรฐานการผ่าตัดที่นิยมใช้ในขณะนี้ โดยการผ่าตัดจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตมีภาวะแทรกซ้อน หรือการทานยาไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แพทย์ผ่าตัดจะสอดท่อที่มีกล้องขนาดเล็กพร้อมอุปกรณ์ผ่าตัดแบบชนิดขูดผ่านเข้าสู่ท่อปัสสาวะ และขูดตัดเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากส่วนที่กดทับท่อปัสสาวะไว้ ซึ่งก็จะช่วยให้ผู้ป่วยปัสสาวะได้คล่องมากยิ่งขึ้น
    2. ผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยเลเซอร์พีวีพี (Photoselective Vaporization of the Prostate: LASER PVP) เป็นการผ่าตัดโดยสอดท่อที่มีกล้องขนาดเล็กผ่านทางท่อปัสสาวะเหมือนการผ่าตัดส่องกล้อง TURP แต่เปลี่ยนจากใช้ที่ขูดเป็นแสงเลเซอร์แทนเพื่อเข้าไปละลายต่อมลูกหมาก ข้อดีคือไม่เสียเลือด เหมาะกับผู้สูงอายุมากๆ หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจร่วมด้วย
    3. รักษาด้วยความร้อน (การใช้ความร้อนกับเนื้อเยื่อของต่อมลูกหมาก) สามารถใช้เพื่อลดอาการของต่อมลูกหมากโตได้ ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีการนี้ ก็คือสามารถดำเนินการรักษาในขณะที่เป็นผู้ป่วยนอกได้ โดยจะมีการใช้พลังงานจากคลื่นไมโครเวฟหรือคลื่นความถี่วิทยุจำนวนเล็กน้อยในการรักษา เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและเล็กลง ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดวิธีทั่วไป
    4. ผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ซึ่งจะพิจารณาใช้ในกรณีที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่มากผิดปกติเกินกว่าที่จะรักษาด้วยการผ่าตัดวิธีอื่น จึงจำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องเพื่อนำเอาเนื้อเยื่อส่วนเกินออกมา




    นพ.ธนัท เธียรสุคนธ์
    ศัลยแพทย์ด้านระบบทางเดินปัสสาวะ
    ศูนย์ระบบทางเดินปัสสาวะและโรคนิ่ว
    โรงพยาบาลพญาไท 3 นัดหมายแพทย์

Rate this article : ชายรุ่นใหญ่ ปัสสาวะบ่อยแค่ไหน? เสี่ยงต่อมลูกหมากโต

Posted by : Phyathai Hospital

    Review :

แพทย์

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง