ศูนย์ทางการแพทย์

ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ


โรงพยาบาลพญาไท 3 ชั้น 18 | Phyathai 3 Hospital, 18th Floor
อาทิตย์ และ จันทร์ เวลา 7.00-16.00 น. | Sunday and Monday from 07.00 am. - 04.00 pm.

อังคาร-ศุกร์ เวลา 7.00-17.00 น.   | Tuesday - Friday from 07.00 am. - 05.00 pm.
0-2467-1111 ต่อ 1839-40 | +662467-1111 Ext. 1839-40


ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ
Diabetes Thyroid and Endocrine Center

แนวคิดของศูนย์

ให้บริการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป รวมถึงกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสจะเป็นโรคเบาหวาน ในอนาคต ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินคัดกรองจากการตรวจวินิจฉัย สืบค้นโรค และให้การรักษาโดยทีมแพทย์พร้อมทีมบุลคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญด้านเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจรักษาอย่างถูกต้อง และปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ป่วย มีการติดตามผลการตรวจรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมถึงผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยอย่างเข้าใจซึ่งจะส่งผลให้การดูแล รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในอนาคต


การบริการทางการแพทย์

ให้บริการตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาโรคด้านเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ พร้อมประเมินภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย และครอบครัว หรือผู้ดูแล อาทิ

  • • การประเมินภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน วินิจฉัย และรักษาโรคเบาหวาน


    • • การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ เช่น ความผิดปกติของต่อมหมวกไต พาราไทรอยด์ และต่อมใต้สมอง

    • • บริการให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีภาวะอ้วน หรือกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน เช่น โภชนาการ และร่วมปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยทีมโภชนาการอย่างใกล้ชิด

    • • การประเมินภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังจากโรคเบาหวาน เช่น ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา และภาวะแทรกซ้อนทางไต เป็นต้น

    • • บริการให้คำแนะนำในการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีภาวะอ้วน หรือกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

    • • บริการตรวจวินิจฉัยและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

    • • บริการให้คำแนะนำในการรับประทานยาสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีภาวะอ้วน หรือกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน






    โภชนาการสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน


    ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตประกอบด้วย การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ การออกกำลังกายที่เหมาะสม การไม่ดื่มสุรา การไม่สูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่ หลักการควบคุมอาหารมีดังนี้


    • • ผู้ป่วยเบาหวานควรมีน้ำหนักตัวและรอบเอวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนจำเป็นต้องลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5 ของน้ำหนักตั้งต้น โดยการลดปริมาณพลังงานและไขมันที่รับประทาน และเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ

    • • รับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสม แม้จะไม่มีข้อกำหนดของปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารที่แน่นอน แต่โดยทั่วไปแนะนำให้บริโภคคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 50 ของพลังงานรวมในแต่ละวัน และไม่ควรน้อยกว่า 130 กรัม/วัน โดยแหล่งของคาร์โบไฮเดรตควรมีส่วนที่ได้จากผัก ธัญพืช ถั่ว ผลไม้ และนมจืดไขมันต่ำ ทั้งนี้เทคนิคการนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตและการใช้อาหารแลกเปลี่ยนเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้การเลือก อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (low glycemic index) จะช่วยให้ glycemic load ต่ำ อาจได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น หากต้องการปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย หรือน้ำผึ้ง สามารถทำได้ด้วยการแลกเปลี่ยนกับคาร์โบไฮเดรตอื่นในมื้ออาหารนั้น โดยทั้งวันไม่เกิน 3 – 6 ช้อนชา หรืออาจพิจารณาใช้น้ำตาลเทียมหรือน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น sorbitol, xylitol และ mannitol ในปริมาณที่จำเป็นโดยเทียบความหวานเท่ากับน้ำตาลที่ใช้ได้ต่อวัน

    • • บริโภคไขมันไม่เกินร้อยละ 30 – 35 ของพลังงานรวมในแต่ละวัน เลือกบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่ง (MUFA) ซึ่งพบมากในถั่วเปลือกแข็ง น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลาเป็นหลัก โดยจำกัดปริมาณไขมันอิ่มตัว ซึ่งพบมากในกะทิ และไขมันจากสัตว์ ไม่เกินร้อยละ 7 และจำกัดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) ไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานรวมในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังต้องลดปริมาณคอเลสเตอรอลในอาหารให้น้อยกว่า 300 มก./วัน และจำกัดไขมันทรานส์ซึ่งพบในมาการีน เนยขาว และขนมอบกรอบ ไม่เกินร้อยละ 1 ของพลังงานรวม

    • • บริโภคไขมันไม่เกินร้อยละ 30 – 35 ของพลังงานรวมในแต่ละวัน เลือกบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่ง (MUFA) ซึ่งพบมากในถั่วเปลือกแข็ง น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลาเป็นหลัก โดยจำกัดปริมาณไขมันอิ่มตัว ซึ่งพบมากในกะทิ และไขมันจากสัตว์ ไม่เกินร้อยละ 7 และจำกัดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) ไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานรวมในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังต้องลดปริมาณคอเลสเตอรอลในอาหารให้น้อยกว่า 300 มก./วัน และจำกัดไขมันทรานส์ซึ่งพบในมาการีน เนยขาว และขนมอบกรอบ ไม่เกินร้อยละ 1 ของพลังงานรวม

    • • เลือกอาหารที่มีใยอาหารสูง อย่างน้อย 14 กรัม ต่ออาหาร 1000 กิโลแคลอรี โดยเลือกบริโภคผัก ธัญพืช ผลไม้ และถั่ว อย่างไรก็ตามถั่วเปลือกแข็ง เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แมคคาดิเมีย อัลมอนด์ ถั่วปากอ้า ถั่วลิสง มีไขมันสูง ควรบริโภคไม่เกิน 30 กรัม/วัน และแลกเปลี่ยนกับไขมัน 2 ช้อนชา และข้าว/แป้ง 1 ทัพพี

    • • บริโภคโปรตีนร้อยละ 15 – 20 ของพลังงานทั้งหมด ถ้าการทำงานของไตปกติ โดยเลือกปลาและเนื้อไก่เป็นหลัก หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ใหญ่ เนื้อสัตว์แปรรูป และเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง ทั้งนี้ควรบริโภคปลาอย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อให้ได้กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 แต่หากมีภาวะไตเสื่อม ควรบริโภคโปรตีนตามที่แพทย์แนะนำ

    • • บริโภคเกลือโซเดียมไม่เกิน 2300 มก./วัน สามารถช่วยควบคุมความดันโลหิตได้


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

(โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)
ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง

อย่าปล่อยให้ อายุน้อยร้อยโรคเพราะ "เบาหวาน"

เบาหวานทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปหมดโดยไม่รู้ตัว ถ้าน้ำตาลเหล่านี้มากเกินไป น้ำตาลที่ย่อยไม่หมดก็แปรสภาพไป สารที่แปรสภาพนี้ก็ทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ แล้วเกิดเป็นโรคแทรกซ้อนตามมา

เรื่องของ ‘ไข้หวัดใหญ่’ กับคนไข้ ‘เบาหวาน’

ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่มีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวานซึ่งติดเชื้อได้ง่าย

เป็นเบาหวานควรดูแลตัวเองอย่างไร? ในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19

ตอนนี้ยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับรักษาและป้องกัน COVID-19 โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยที่มีโรคร่วมเช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหอบหืด มีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อ COVID-19 ได้รุนแรงกว่า

เบาหวาน เบาใจ รู้ระดับน้ำตาลได้ 24 ชั่วโมงด้วย CGM

จะดีแค่ไหนหากเราสามารถรู้ระดับน้ำตาลตลอด 24 ชม. โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ที่เคยมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) หรือภาวะน้ำตาลสูง (Hyperglycemia) ซึ่งอาการดังกล่าวอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต