โรคมือเท้าปากในเด็ก

ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 3 

        ความน่ารักและรอยยิ้มของเด็กๆ คือความสุขของทุกคนในครอบครัว แต่ถ้าเมื่อใดที่เจ้าตัวน้อยป่วย หัวใจของคนเป็นพ่อและแม่ย่อมร้อนรน แต่ใครจะห้ามได้! เพราะโรคภัยไข้เจ็บสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและกับทุกครอบครัว ไม่เว้นแม้แต่หนูน้อยวัยเตาะแตะของคุณพ่อหมอสัญชัย ประเสริฐเพชรมณี อายุรแพทย์ด้านโรคทางเดินอาหารและตับ ประจำศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลพญาไท 3 ที่ไม่สบายเป็นโรคมือ เท้า ปาก และด้วยหัวใจของความเป็นพ่อบวกกับอาชีพแพทย์ที่ต้องคอยดูแลรักษาให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี จึงมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวโรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดกับ (น้องคีน) ให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ ได้ทราบข้อมูล เพื่อจะได้เตรียมรับมือและระมัดระวังเจ้าโรคนี้ให้กับลูกๆ ได้อย่างทันท่วงที

เมื่อหนูน้อยป่วย
          สำหรับชีวิตในปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ต้องทำงานนอกบ้าน จึงต้องส่งลูกวัยเตาะแตะไปเนอสเซอรี่ ผมก็เช่นเดียวกันฝากน้องคีนให้เนอสเซอรี่ดูแล ซึ่งในห้องก็จะมีเด็กอยู่เพียง 4 คน และในวันหนึ่งที่ผมไปรับลูก คุณครูก็แจ้งว่ามีน้อง 1 คนมีไข้สูง ซึ่งขณะนั้นกำลังดูอาการพร้อมเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก (โดยโรคนี้เป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็กโดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 5 ปี มีการระบาดช่วงฤดูฝน เกิดจากเชื้อไวรัส กลุ่ม Coxsackies และกลุ่มเอนเตอโรไวรัส มีหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง กรณีที่มีสมองอักเสบร่วมด้วย มักเกิดจากเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 หรือ อีวี 71 มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้) หลังจากที่ได้ทราบว่ามีเด็กไม่สบาย ในวันรุ่งขึ้นผมกับครอบครัวก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศ และช่วงบ่ายคุณครูได้ส่งข้อความมาบอกว่าน้องคนนั้นมีผื่นขึ้นและคุณหมอได้วินิจฉัยว่าเป็นโรคมือ เท้า ปาก พอวันรุ่งขึ้นลูกก็เริ่มมีไข้ จึงให้ทานยาลดไข้ เพราะถ้ามีอาการไข้สูงอาจชักได้ ซึ่งพอลูกมีไข้ ผมก็เริ่มสงสัยว่าลูกติดโรคมือ เท้า ปาก มาจากเพื่อน ซึ่งผมก็ได้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด (โชคดีตอนที่ผมทราบว่ามีเด็กในเนอสเซอรี่ป่วย ได้โทรปรึกษากับแพทย์หญิงวรีรัตน์ ยมจินดา ถึงอาการของโรคมือ เท้า ปาก ว่าเป็นเช่นไร จึงนำไม้กดลิ้นติดตัวไปด้วย และก็ได้ใช้จริงๆ) หลังจากมีไข้ได้ 1 วัน ใช้ไม้กดลิ้นตรวจดูภายในปาก พบตุ่มที่คอ 1-2 จุด ลูกเริ่มไม่รับประทานอาหารและงอแง พอผ่านไปไม่ถึง 12 ชั่วโมง ผื่นขึ้นที่บริเวณขาทั้ง 2 ข้าง และวันต่อมาผื่นบางจุดก็เป็นตุ่มมีน้ำใสๆ คล้ายๆ โรคสุกใส

เฝ้าระวัง สังเกตอาการ รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
          หลังจากที่เห็นอาการลูกก็บอกได้เลยว่า มือ เท้า ปากแน่แล้ว!! สิ่งที่กังวลต่อไปก็คือ โรคนี้เกิดได้จากเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 และ Coxsackie A16 ซึ่งเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 นั้น สามารถขึ้นสมองได้และมักจะมีอาการกระสับกระส่าย สะดุ้ง หรือผวาร่วมด้วย ประกอบกับในระหว่างที่ผมอุ้มลูก รู้สึกว่าลูกมีสะดุ้ง ผวานิดๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าจะใช่หรือไม่? หลังจากนั้นก็เดินทางกลับประเทศไทยช่วงเย็นๆ รุ่งขึ้นก็พาลูกไปพบคุณหมอวรีรัตน์ ที่โรงพยาบาลพญาไท 3 ซึ่งท่านก็ระบุว่าใช่แน่ๆ แต่ขึ้นสมองหรือไม่ต้องตรวจอย่างละเอียด และให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล และผลตรวจที่ออกมา คือ มีเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71 เป็นบวก จึงเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งลูกมีอาการกระตุกนิดๆ

          ในช่วงเวลาที่น้องคีนไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกในฐานะของคนเป็นพ่อ ไม่ใช่ในฐานะหมอนะครับคือโชคดีที่ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 3 มีความพร้อมทุกด้านจริงๆ น้องคีนจึงได้รับการรักษาแบบสหสาขา ทั้งคุณหมอวรีรัตน์ ยมจินดา กุมารแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมด้วยคุณหมออิสระ สังฆวะดี กุมารแพทย์ด้านระบบประสาทและสมอง ซึ่งท่านมาช่วยดูแลเรื่องโอกาสที่อาจแทรกซ้อนขึ้นสมอง และคุณหมอได้แนะนำว่าเมื่อไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่เชื้ออาจจะขึ้นสมองได้ก็ไม่ต้องรอ เพราะถ้าขึ้นสมองแล้วจะส่งผลให้เนื้อสมองอักเสบ จึงพิจารณาให้ Intravenous Immunoglobulin (IVIG) ซึ่งเป็นสารภูมิคุ้มกันแอนติบอดีที่เป็นอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือด ซึ่งมีรายงานว่าอาจช่วยลดการลุกลามของปัญหาแทรกซ้อนและลดอัตราเสียชีวิต เนื่องจากภูมิคุ้มกันโดยรวมที่ได้จากอิมมูโนโกลบูลินเหล่านี้ จะมีบางส่วนที่เป็นภูมิคุ้มกันจำเพาะ ที่สามารถหยุดยั้งการดำเนินโรคที่เกิดจากเชื้อเอนเตอโรไวรัส 71

          “สำหรับการรักษาที่ดีนั้น การตัดสินใจของแพทย์และผู้ปกครองคือสิ่งสำคัญ ผมปรึกษากับภรรยาว่าเราจะไม่รอดูอาการ ให้คุณหมอสั่งยาเลย เหตุผลที่คุณหมอต้องปรึกษากับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดเรื่องการใช้ยาตัวนี้ เพราะราคาค่อนข้างสูง แต่สำหรับเรามองว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับลูก การจ่ายในครั้งนี้อย่างไรก็คุ้มค่าอย่างแน่นอน และผลข้างเคียงของยาก็มีไม่มาก ภายหลังจากได้รับยาโชคดีไม่มีอาการแพ้ใดๆ มีเพียงอาการไข้ขึ้นเล็กน้อย อาการผื่นที่เป็นอยู่ก็ยุบไปด้วย และในวันถัดมาลูกก็ดูร่าเริงรับประทานได้ ทุกอย่างดูดีไปหมดคุณหมอจึงให้กลับบ้านได้ ทุกคนก็ยิ้มได้ มีความสุข”

เพียงแค่ใส่ใจให้มากขึ้น
          ความผิดปกติของลูก คือ เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจ เพราะถ้าเราใส่ใจในรายละเอียดของลูก เมื่อมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อยเราก็จะทราบได้ทันที และยิ่งในกรณีที่ลูกไปโรงเรียนหรือเนอสเซอรี่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสรับเชื้อโรคได้ง่าย อีกทั้งควรรับฟังข้อมูลจากคนรอบข้าง ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นในโรงเรียนหรือมีความผิดปกติใดเกิดขึ้นกับลูกๆ ของคนอื่นบ้างหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เฝ้าระวังได้ดีมากขึ้น และหากมีอาการผิดปกติก็ควรพบแพทย์ และให้ความสำคัญดูแลในเรื่องอาการเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย


นพ.สัญชัย ประเสริฐเพชรมณี
คุณพ่อของน้องคีน