รู้ก่อนสาย! ชาซีกซ้าย เป็นๆ หายๆ ลางบอกเหตุร้ายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ

รู้ก่อนสาย! ชาซีกซ้าย เป็นๆ หายๆ
ลางบอกเหตุร้ายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ

“เริ่มมีอาการชาแขนซ้าย ลามไปจนถึงอวัยวะซีกซ้ายทั้งหมด เป็นๆ หายๆ อยู่ครึ่งชั่วโมง คิดว่าต้องมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายแล้วล่ะ”

ปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุคือเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะบางทีสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ เช่น การชา หรือ เจ็บอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง อาจเกิดจากโรคร้ายที่ซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับกรณีของคุณมณี ธรรมเทียร อายุ 65 ปี ที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดที่คอ (Carotid) ซึ่งถือเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง เพราะหากเข้ารับการรักษา ไม่ทันท่วงที ก็อาจทำให้กลายเป็นโรค อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้


โรคหลอดเลือดหัวใจ

สัญญาณของโรคจากอาการชาครึ่งซีก

ผมมีอาการชาแขนซ้าย ลามไปเรื่อยๆ จนถึงอวัยวะซีกซ้ายเกือบทั้งหมดและศีรษะ ชาอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็หาย แต่คิดว่าคงต้องมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายแล้วล่ะ จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใกล้ๆ บ้าน พอไปถึงพยาบาลก็ตรวจเลือดตามปกติ แล้วให้เรานั่งรอแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองทั้งวันจนถึงเย็น ซึ่งระหว่างนั้นก็มีอาการชาเป็นพักๆ ครั้งละ 10-15 นาที ทุก 3-4 ชั่วโมง จนผมเริ่มรู้สึกว่าแบบนี้ท่าจะไม่ดีแล้วล่ะ เลยย้ายไปตรวจที่โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์


ตรวจร่างกายอย่างละเอียดกับแพทย์เฉพาะทาง

พอไปถึงปุ๊บ เจ้าหน้าที่ก็ให้บริการอย่างยอดเยี่ยม ได้ตรวจใหม่อย่างละเอียด ตั้งแต่ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยเครื่อง MRI ฉีดสีตรวจหัวใจ และได้ปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือดโดยตรง หมอก็อธิบายว่าอาการชาของเราเกิดจากเส้นเลือดที่คอมีไขมันเกาะเยอะ จึงมีลิ่มเลือดหลุดเข้าไปที่สมอง ถ้าสลายทันก็จะหายจากอาการชาเป็นพักๆ แบบที่เป็นอยู่ แต่ถ้าลิ่มเลือดเกิดอุดตันแล้วผ่าตัดไม่ทัน ก็อาจทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ จึงตัดสินใจว่าผ่าตัดให้หายตั้งแต่เนิ่นๆ น่าจะดีกว่า ทางโรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ จึงได้ส่งตัวผมย้ายมาทำการผ่าตัดที่โรงพยาบาลพญาไท 2 เนื่องจากมีแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือดและเครื่องมือมีความพร้อม


“โดยส่วนใหญ่แพทย์มักใช้เส้นเลือดเทียมมาเปลี่ยนแทนเส้นเลือดที่มีไขมันเกาะเยอะ แต่คุณหมอกิตติชัยแนะนำว่า ถ้าใช้เส้นเลือดของเราเองได้ก็จะดีกว่าเพราะมันอยู่ได้คงทนถาวร”

โรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจ

เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือด

ผมได้ผ่าตัดกับ รศ.นพ.กิตติชัย เหลืองทวีบุญ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยศาสตร์โรคหัวใจ หลอดเลือดและทรวงอก ของโรงพยาบาลพญาไท 2 ซึ่งมีประสบการณ์การรักษามากว่า 50 ปี เรียกว่าเป็นมืออันดับต้นๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ทำให้ผมและครอบครัวรู้สึกเชื่อมั่นว่าที่นี่มีความพร้อมทั้งด้านเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์เต็มที่ ระหว่างรอผ่าตัดจึงไม่ได้กังวลอะไรมาก

การรักษาโรคลักษณะนี้ ส่วนใหญ่แพทย์มักใช้เส้นเลือดเทียมมาเปลี่ยนแทนเส้นเลือดที่มีไขมันเกาะเยอะ แต่คุณหมอกิตติชัยแนะนำว่า ถ้าใช้เส้นเลือดของเราเองได้ก็จะดีกว่า เพราะมันอยู่ได้คงทนถาวร แต่ต้องตรวจสภาพเส้นเลือดก่อน ถ้าผมมีเส้นเลือดที่พร้อม จึงจะสามารถผ่าตัดด้วยวิธีนี้ได้ ซึ่งเส้นเลือดที่ใช้ก็จะมาจากเส้นเลือดบริเวณต้นขาที่มีอยู่ 3 เส้น คุณหมอบอกว่าจะตัดออกมาหนึ่งเส้นยาวประมาณ 6 นิ้ว เอาไปแทนที่เส้นเลือดบริเวณคอ เป็นการผ่าตัดเล็กใช้เวลาผ่าตัดเพียงชั่วโมงกว่าๆ แต่ผมไม่รู้สึกตัวหรอกเพราะหลับไปตั้งแต่สี่โมงเย็น มาฟื้นอีกทีเช้าวันรุ่งขึ้น หลังผ่าตัดก็ไม่ได้เจ็บมากจนถึงขั้นต้องขอยาแก้ปวด แค่รู้สึกคอแห้งมากๆ เท่านั้นเอง

หลังจากผ่าตัดแล้ว นับจากนี้ไปผมก็ต้องกินยาละลายลิ่มเลือด งดดื่มแอลกอฮอล์ และพยายามคุมเรื่องอาหารมากขึ้น รวมถึงลดอาหารประเภทที่มีไขมันด้วย หลังจากหายดีแล้ว ค่อยนัดมาตรวจเพิ่มเติมด้วยการเดินสายพานเพื่อเช็คสมรรถภาพหัวใจอีกที

ความประทับใจที่มีต่อโรงพยาบาลพญาไท 2

สิ่งสำคัญที่ผมประทับใจในการมารักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 คือที่นี่มีระบบการประสานงานและส่งต่อคนไข้ที่ดีมาก จากห้องฉุกเฉินจะส่งคนไข้ไปที่ไหนยังไง มีเจ้าหน้าที่มารับช่วงดูแลตลอด อุปกรณ์ต่างๆ ทันสมัย แม้แต่เครื่องวัดความดันก็ยังเป็นรุ่นใหม่ ทำให้ผมในฐานะคนไข้รู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะ เจ้าหน้าที่ก็บริการดี ทุกคนใส่ใจคนไข้และทำงานแอคทีฟดีมาก ผมสัมผัสได้เลยว่าเขาใส่ใจและเข้าใจความกังวลใจของคนไข้และญาติเป็นอย่างดี แพทย์ที่ตรวจมีการเข้ามาแนะนำตัว และอธิบายกระบวนการรักษาต่างๆ โดยละเอียด ทำให้รู้สึกไม่ผิดหวังเลยจริงๆ ที่เลือกมารักษาที่นี่

คำแนะนำในการดูแลคนไข้หลังผ่าตัด

หลังออกจากโรงพยาบาล ขณะนอนบนเตียงคนไข้ควรหาหมอนวางใต้ขา หรือถ้าจำเป็นต้องนั่งห้อยขาบนเก้าอี้นานๆ ก็ควรยกขาสูงด้วยการนำเก้าอี้อีกตัวมาวางยืดขา เพื่อป้องกันไม่ให้ปลายเท้าบวม เนื่องจากเราผ่าตัดโดยนำเส้นเลือดที่ขามาใช้ ถึงแม้จะเอามาใช้เพียงเล็กน้อย อาจไม่มีผลกระทบมาก แต่ก็ควรป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า และควรหมั่นทำกายภาพบำบัดด้วยการกระดกปลายเท้าช้าๆ อย่างสม่ำเสมอ

ส่วนการออกกำลังกาย สามารถทำได้ในอาทิตย์แรกหลังผ่าตัด คือวอร์มอัพและเดินช้าๆ สบายๆ เป็นเวลา 10 นาที และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงแดดจัด จากนั้น สัปดาห์ที่ 2 จึงค่อย ๆ เพิ่มเวลาเป็น 15 นาที โดยเน้นการเดินช้าๆ ไปก่อน เพราะตอนนี้คนไข้ยังไม่รู้สภาพหัวใจที่แท้จริง จนกว่าจะกลับมาตรวจสภาพหัวใจด้วยการเดินสายพานอีกครั้ง แล้วพบว่าผลการตรวจเป็นปกติ จึงจะกลับไปออกกำลังกายตามปกติ เช่น วิ่ง ขี่จักรยาน หรือตีกอล์ฟได้


คำแนะนำจากผู้ให้การรักษา

นพ.กิตติชัย  เหลืองทวีบุญ
นพ.กิตติชัย เหลืองทวีบุญ
ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยศาสตร์โรคหัวใจ หลอดเลือดและทรวงอก
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทรวงอก หลอดเลือดและหัวใจ
โรงพยาบาลพญาไท 2 อินเตอร์เนชันแนล

“หากเคร่งเกินไปแล้วรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความสุข ก็สามารถยืดหยุ่นได้บ้าง ในกรณีที่คนไข้ไม่ได้อาการหนักมากนัก เช่น กินขาหมูโดยเลือกกินเฉพาะส่วนเนื้อแดงแต่หลีกเลี่ยงมัน กินซีฟู้ดเดือนละหนึ่งครั้ง หรือดื่มไวน์วันละหนึ่งแก้ว ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และสิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือห้ามเครียด เพราะถ้าควบคุมทุกอย่าง อย่างเคร่งครัดแต่เครียดตลอดเวลา แบบนี้ก็ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่ดี พอเลิกงานต้องพยายามปล่อยวาง หาวิธีผ่อนคลายตามความชอบและความถนัด และพาตัวเองไปอยู่กับธรรมชาติบ้าง หรือถ้าถึงวัยเกษียณแล้วก็ควรหางานอดิเรกทำ เพราะบางทีว่างเกินไปก็อาจเป็นสาเหตุของความเครียดได้”