เรื่องราว(วินาที)ชีวิต...เมื่อจู่ๆ “กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน”


“กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” เหตุการณ์ที่หลายคนคาดไม่ถึง เหมือนเช่น ‘คุณสุรพล โอภาสเสถียร’ หนึ่งในผู้โชคดีที่มีโอกาสรอดชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน...หลังหัวใจของเขาหยุดเต้นไปแล้วถึง 2 นาที และนี่คือเรื่องราวระหว่างนาทีชีวิตที่เขาอยากแบ่งปัน เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับใครอีกหลายๆ คน ที่ยังให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่า “การดูแลใส่ใจสุขภาพตนเอง”

เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติ...จึงไม่รอช้า

วันนั้นผมรู้สึกถึงความผิดปกติหลังจากดื่มไวน์เข้าไปได้ประมาณนึงระหว่างงานเลี้ยงหลังจากประชุมร่างกฏหมายที่ สนช. เสร็จ ตอนนั้นมีอาการแน่นหน้าอกขึ้นมา จึงได้ดื่มน้ำเปล่าเข้าไปประมาณ 2 แก้ว แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จากนั้น..อาการแน่นหน้าอกยังคงเพิ่มขึ้น เริ่มมีเหงื่อออกมาก พูดไม่เป็นคำ และอาการที่สังเกตได้ชัดคือ รู้สึกชาตามนิ้วมือนิ้วเท้าจนผมรับรู้ได้ว่าต้องมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายตัวเองแน่ๆ ผมตัดสินใจเดินออกจากงานเลี้ยงในตอนนั้นเลย โดยบอกเพื่อนว่าขอไปหาหมอ..เพราะหัวใจคงเต้นผิดปกติจากการสันนิษฐานของเราเอง ผมไม่ได้เรียกรถประจำตำแหน่งเลยตอนนั้น คิดแค่ว่ามีสองทางเลือก คือนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับนั่งรถตุ๊กๆ และเป็นจังหวะที่รถตุ๊กๆ มาถึงพอดีผมจึงเรียกให้หยุด ผมให้เงินไป 300 บาทแล้วบอกคนขับว่าไป รพ.พญาไท 2 และให้วิ่งไปอย่าหยุด!! ซึ่งตอนนั้นผมอยู่ในงานเลี้ยงที่โรงแรมเรเนซองส์ แถวแยกพระพรหม

สถานะการณ์วิกฤต..ทุกวินาทีคือ “ชีวิต”

ระหว่างที่ผมเดินทางมากับรถตุ๊กๆ อาการก็แย่ลงเรื่อยๆ ผมเองทำสารพัดวิธีเพื่อให้ตัวเองหายใจได้ ตั้งแต่การไอ จาม แรงๆ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า เค้นให้ตัวเองหายใจได้ ในระหว่างนั้นผมคิดถึงแต่ครอบครัว ผมกลัวเหลือเกินว่าจะไม่ได้พบพวกเขาอีก วันนั้นผมใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาทีก็มาถึง รพ.พญาไท 2 แต่รถตุ๊กๆ ที่โดยสารมาจอดผิดอาคาร คือไปจอดที่อาคาร 2 แทนที่จะเป็นอาคาร 1 ทำให้ต้องเดินย้อนกลับไปที่อาคาร 1 ตรงฝ่ายต้อนรับเอง ระยะทางที่ต้องเดินแค่ไม่กี่สิบเมตรแต่ตอนนั้นผมกลับรู้สึกว่ามันเหนื่อยมาก...เหมือนเดินระยะทางไกลเป็นกิโล

หลังประคองตัวเองมาจนถึงแผนกต้อนรับก็มีคนใช้บริการอยู่ ผมจึงได้บอกกับทางเจ้าหน้าที่ตรงนั้นไปว่า “ผมไม่ไหวแล้ว หายใจไม่ออก ผมจะหมดสติแล้ว” เจ้าหน้าที่ก็รีบเอาเตียงมารับแล้วรีบพาไปยังห้องฉุกเฉินในทันที

พอเข้าห้องฉุกเฉิน..คุณหมอก็เข้ามาตรวจเช็กอาการ พยาบาลรีบนำสายต่างๆ เข้ามาเต็มตัวเลย (เหมือนเวลาที่เราดูหนัง ER) คุณหมอเช็กอาการเบื้องต้นแล้วก็พูดว่า “Red code” หรืออะไรซักอย่างครับ ซึ่งผมเข้าใจได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณว่ามันน่าจะร้ายแรงมาก จากนั้นคุณหมอก็เริ่มกระตุ้นเพื่อไม่ให้ผมหลับหรือหมดสติไป คุณหมอพยายามชวนคุยไปเรื่อยๆ ทั้งที่มีหน้ากากออกซิเจนครอบปากของผมไว้ ตอนนั้นคุณหมอให้ผมพยายามหายใจแรงๆ ผมเลยบอกคุณหมอไปว่า..ผมเหนื่อยครับ เหนื่อยมากๆ แล้วทางคุณพยาบาลก็เข้ามาถามผมว่า “คุณสุรพล มากับใคร...” ผมก็ตอบไปว่า “ผมมากับรถตุ๊กๆ ครับ” แล้วผมก็ขอมือถือเขามากดเบอร์ภรรยาเพื่อส่งให้พยาบาลก่อนจะวูบไปครับ ซึ่งหลายๆ คนถามผมว่ามี flash black อะไรตอนนั้น ผมตอบตรงๆ เลยว่ามีแต่หน้าลูกและภรรยาตอนที่เขาอยู่ในห้องคลอด

ผมมารู้สึกตัวอีกทีตอนที่ คุณหมอ อมร เข้ามาสวนหลอดเลือดและฉีดสีเข้าไปในร่างกาย ตอนนั้นผมมีความรู้สึกร้อนไปทั้งตัวครับ ทราบอีกทีว่ามีการทำ CPR เพื่อกระตุ้นหัวใจก่อนจะกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง ระหว่างที่คุณหมออมรทำการรักษาไปได้ซักพัก จนคุณหมอบอกว่า flow แล้ว อาการที่เคยรู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนกระสอบข้าวสารกดทับก็เริ่มทุเลาลง และค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ คุณหมอบอกกับผมว่า..ผมโชคดีมาก เพราะมันบล็อค(อุดตัน) ไปมากกว่า 90% แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร

บทเรียนสำคัญ...นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเอง

หลังจากที่กลับมาได้ ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษา และผมได้ทราบภายหลังจากการสันนิษฐานว่า..อาการนี้เกิดจากการที่เรามีไขมันในเลือดมากเกินไป ไขมันเข้าไปเกาะตัวกับเกร็ดเลือดหุ้มไว้และกลายเป็นลิ่มเลือด แล้วเข้าไปอุดตันภายในเส้นเลือดครับ ทั้งหมดก็เกิดจากพฤติกรรมการกินการใช้ชีวิตของเราเอง พอกินเข้าไป..มันก็ไปสะสมในร่างกาย ประกอบกับเราไม่ได้ใส่ใจดูแลตัวเองและทำงานหนัก

ทุกวันนี้กลับมาเข้มงวดกับตัวเองครับ หันกลับมาดูแลตัวเอง คุมอาหาร ไม่ทานหวาน ทานของมันๆ น้อยลง แล้วก็ออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัดครับ เพราะชีวิตของตัวเองเหมือนตายไปแล้ว 2 นาที หลังจากที่ผมช็อกแล้วหมดสติ หัวใจก็หยุดเต้นไป “โดยทางคุณหมอเองมีความกังวลว่าเมื่อผมฟื้นขึ้นมาความจำผมจะเป็นปกติหรือไม่ เนื่องจากใน 2 นาทีนั้น โอกาสมัน 50/50”  นับว่าผมเองเป็นคนที่โชคดีมาก โชคดีกว่าหลายๆ คน เพราะหลังจากฟื้นขึ้นมาแล้วยังเหมือนเดิม สมองยังจำสิ่งต่างๆ ได้หมดทุกอย่าง

“ความไว้วางใจ” เหตุผลสำคัญที่ทำให้เลือก..โรงพยาบาลพญาไท 2

ก่อนอื่นเลยครอบครัวผมรักษากับ รพ.พญาไท 2 ทั้งบ้าน ผมมีลูก 3 คน คลอดที่นี่ทั้งหมด และผมรู้สึกว่าผมติดหนี้ รพ.พญาไท 2 จริงๆ เราให้โรงพยาบาลนี้ดูแลเรามาทั้งชีวิต มีเพื่อนๆ ถามผมเยอะมากว่าอยู่โรงแรมเรเนซองส์ ทำไมไม่ไป รพ.จุฬา, รพ.บำรุงราษฎร์, หรือ รพ.ตำรวจ ทั้งที่ห่างกันแค่ 2 บล็อค ผมจึงบอกเขาเหล่านั้นว่า เข้าใจคำว่า Customer Experience และ Brand Royalty ไหม มันคือความไว้วางใจที่มีต่อ รพ. มันคือความไว้วางใจที่เรามีให้กับคุณหมอ คือที่เดียวที่เราคิดถึงในวินาทีแรก เพราะเขาคือคนที่เราไว้วางใจมากที่สุดในช่วง lifetime ของเรา

อยากฝากเป็นอนุสติสำหรับทุกๆ ท่านเลยครับว่า “ในตอนที่เรานอนและตอนที่เราไม่มีลมหายใจ ไม่มีใครมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงกว่ากัน ไม่มีใครรวย-ใครจนมากกว่ากัน ไม่มีใครลำบากกว่ากัน สูงเท่าเสมอกันยามที่เรานอนและตอนที่ไม่มีลมหายใจ” เพราะฉะนั้นถ้ายังปรับปรุงตัวได้ให้รีบทำครับ เรื่องกินเรื่องใหญ่สุด ออกกำลังกายคือเรื่องรองลงมา เหมือนกับที่คุณหมอเตือนเสมอครับว่า น้ำส้ม แป๊บซี่ และน้ำเปล่า เราก็รู้ว่าน้ำแป๊บซี่ไม่ดีต่อร่างกาย เราก็ยังกินแป๊บซี่มากกว่าน้ำเปล่า เพราะฉะนั้นขอให้เรื่องของผมเป็นตัวอย่างของคนที่โชคดีที่รอดมาได้นะครับ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นกับหลายๆท่าน หรือเกิดขึ้นกับผมครั้งที่ 2 อีก ผมคงไม่โชคดีและไม่มีวันโชคดีอีกแล้วครับ มันเป็นหนึ่งในแสน หนึ่งในล้านจริงๆ ครับ

 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์หัวใจ ชั้น 12 อาคาร A โรงพยาบาลพญาไท 2
โทร. 0-2617-2444 ต่อ 4735-4736 หรือ 0-2617-2469