ต้อหิน สาเหตุโรคตาบอดถาวรอันดับหนึ่งของไทยและของโลก
ต้อหิน เป็นกลุ่มโรคชนิดหนึ่งของดวงตาที่เกิดความผิดปกติบริเวณขั้วประสาทตา (ภาพที่ 1) และเกี่ยวข้องกับความดันภายในลูกตา ซึ่งอาจจะสูงหรือเป็นปกติก็ได้ และโดยทั่วไปความดันตาที่สูงเกินกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าน่าจะผิดปกติ
ลักษณะการเกิดโรคต้อหิน
การดำเนินโรคของต้อหิน เป็นลักษณะของการเสื่อมที่มีการทำลายขั้วประสาทตา และเส้นประสาทตาที่อยู่ภายในตาอย่างค่อยเป็นค่อยไป (ภาพที่ 2) มีผลทำให้ลานสายตาหรือความกว้างของการมองเห็นแคบลงและตามัวลง ลานสายตาที่เสียในต้อหินนี้มีรูปแบบเฉพาะ มักเริ่มจากด้านข้างหรือขอบนอกของการมองเห็นก่อน และค่อยๆ ขยายเข้ามาสู่ด้านใน
ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยส่วนมากจึงมักไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคต้อหิน จนกระทั่งความผิดปกตินั้นเข้ามาใกล้หรือถึงตรงกลางของการมองเห็นแล้ว อย่างไรก็ตาม มีต้อหินบางประเภทที่เริ่มทำลายบริเวณตรงกลางของการมองเห็นก่อน กรณีนี้อาจทำให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์เร็วขึ้นเนื่องจากสังเกตเห็นความผิดปกติด้วยตนเองได้ตั้งแต่ต้น
แม้ว่าโรคต้อหินจะมักพบในผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถเป็นได้ทุกช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งหากไม่ทำการรักษา รักษาช้า หรือตรวจพบแล้วแต่รักษาไม่ต่อเนื่อง รวมถึงควบคุมโรคได้ไม่ดีก็จะทำให้สูญเสียการมองเห็น สายตาพิการ และนำไปสู่ภาวะตาบอดถาวรในที่สุด

ภาพที่ 1
ภาพซ้าย แสดงขั้วประสาทตา (optic disc)
ของคนปกติ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นประสาทตา อยู่ด้านหลังและด้านในของลูกตา มีลักษณะกลมหรือรี สีส้มอมชมพู มีแอ่งหรือหลุมขนาดเล็กตรงกลาง เห็นเป็นบริเวณที่มีสีซีดกว่าเนื้อประสาทตาที่อยู่โดยรอบ
ภาพขวา ขั้วประสาทตาของคนไข้ต้อหิน ซึ่งมีแอ่งตรงกลางกว้างและ ลึก ร่วมกับเนื้อประสาทตาที่ลดลงจากกระบวนการเสื่อมของโรค และเห็นเป็นขอบด้านข้างที่บางลง

ภาพที่ 2
ภาพซ้ายแสดงเลนส์ชนิดพิเศษที่ใช้ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์ตรวจตา เพื่อวินิจฉัยและติดตามการเปลี่ยนแปลงของขั้วประสาทตาที่อยู่ด้านหลังสุดของดวงตาผ่านรูม่านตา ดังแสดงในภาพขวา
ชนิดของโรคต้อหิน
โรคต้อหิน แบ่งแยกย่อยได้อีกหลายประเภท แต่ละประเภทมีอาการ ลักษณะ ความรุนแรง การดำเนินโรค แนวทางและความคาดหวังของการรักษามากน้อยแตกต่างกันไป จึงส่งผลให้วิธีการรักษาต้อหินมีความจำเพาะกับแต่ละบุคคลด้วย
เมื่อพิจารณาตามลักษณะของมุมตา (ภาพที่ 3) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่อยู่ในช่องหน้าลูกตา มีหน้าที่ระบายของเหลวหรือสารน้ำ (aqueous humor) ที่สร้างภายในตาให้ไหลออกสู่ภายนอกดวงตาอย่างต่อเนื่อง จะสามารถแบ่งต้อหินออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่
- ต้อหินชนิดมุมเปิด เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการมีความดันในตาสูงและเพิ่มทีละน้อยเป็นเวลานานโดยผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ เมื่อเส้นประสาทตาถูกทำลายไปแล้วประมาณ 40-50% จึงจะเริ่มแสดงอาการ
- ต้อหินชนิดมุมปิด พบน้อยกว่าชนิดแรก เกิดจากการที่มุมระหว่างม่านตากับกระจกตาแคบ ทำให้เกิดการอุดตันของทางระบายสารน้ำภายในลูกตา ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น หากเป็นแบบเรื้อรังมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน ความดันตาจะเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว และมีอาการปวดตาที่รุนแรง อาการอื่นที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ ตามัว คลื่นไส้ อาเจียน และเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบไปพบจักษุแพทย์
สาเหตุของโรคต้อหินและกลุ่มเสี่ยง
การเกิดโรคต้อหินโดยทั่วไปมักไม่ทราบสาเหตุ ในรายที่ทราบสาเหตุนั้นมักเกิดจากโรคตาอื่นๆ เช่น การอักเสบภายในลูกตา เนื้องอกหรือมะเร็งในลูกตา หรือหลังการทำหัตถการที่ตาบางอย่าง กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคต้อหิน ได้แก่
- อายุ 40 ปีขึ้นไป
- ประวัติครอบครัวและญาติใกล้ชิดเป็นโรคต้อหิน
- ระดับความดันในลูกตาสูง
- สายตาสั้นมากหรือยาวมาก
- เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิตสูง
- มีความผิดปกติของเลือดหรือเส้นเลือด ซึ่งจะส่งผลให้เลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณขั้วประสาทตาไม่ดี
- มีประวัติใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะในรูปแบบใด เช่น ยาหยอดตา ยากิน ยาฉีด ยาทาหรือยาพ่น โดยไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือใช้เกินกว่าที่แพทย์กำหนด
- เคยผ่าตัดตา ยิงเลเซอร์ในตา หรือมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ตาอย่างรุนแรงมาก่อน
- ทำอาชีพหรือกิจกรรมบางประเภทที่เพิ่มความดันบริเวณคอและใบหน้า อาจทำให้ความดันตาสูงขึ้นและควบคุมโรคต้อหินได้ยาก เช่น นักดนตรีประเภทเป่า นักร้องโอเปรา นักยกนํ้าหนักหรือกีฬาที่ต้องมีการวางศีรษะต่ำกว่าตัว เช่น โยคะ เป็นต้น
- มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจ (obstructive sleep apnea) เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งอาจมีเนื้อเยื่อผนังคอที่หนาจนทำให้ทางเดินหายใจแคบลง การมีโพรงจมูกอุดตัน เช่น ในโรคไซนัสอักเสบ จมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้
วิธีรักษาโรคต้อหิน
การรักษาโรคต้อหินทุกชนิดมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเพื่อลดหรือควบคุมความดันตา ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวที่ควบคุมได้ให้อยู่ในระดับที่ปกติและ/หรือชะลอไม่ให้โรคลุกลามรุนแรงมากขึ้น การลดความดันภายในตามี 3 วิธีหลัก คือ
- การใช้ยา มีทั้งชนิดหยอดตาเฉพาะที่ ชนิดเม็ดหรือนํ้ารับประทาน และชนิดฉีด ซึ่งใช้ในบางกรณีเท่านั้น
- ยิงเลเซอร์ โดยมีเลเซอร์หลายประเภทให้เลือกใช้ เช่น
- เลเซอร์สำหรับยิงที่ม่านตา ใช้รักษาภาวะต้อหินเฉียบพลันหรือป้องกันต้อหินเฉียบพลันในผู้ป่วยที่มีมุมตาแคบ มักใช้ร่วมกับยาลดความดันตา
- เลเซอร์สำหรับยิงที่มุมตา ใช้ในต้อหินบางประเภทเพื่อช่วยเพิ่มการระบายออกของสารน้ำในตา และทำให้ความดันตาลดลง
- การผ่าตัด เพื่อสร้างทางระบายสารนํ้าจากช่องหน้าลูกตาออกมาสู่ภายนอกลูกตา หรือการผ่าตัดที่มุมตาเพื่อช่วยเพิ่มการไหลออกของสารน้ำตามกระบวนการทางธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการฝังอุปกรณ์พิเศษเพื่อช่วยระบายสารนํ้าภายในตาหรือออกจากลูกตา สารน้ำที่ออกจากลูกตาจะอยู่ใต้ต่อเยื่อตา และปรากฏให้เห็นเป็นถุงน้ำบนผิวลูกตาที่ภายนอก
เนื่องจากต้อหินมีความเกี่ยวข้องกับทั้งดวงตาและสมอง รวมถึงโรคทางกาย ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเส้นประสาทตา มีลักษณะเฉพาะทั้งในแง่ของโครงสร้างและการทำงาน นอกจากการตรวจตาโดยจักษุแพทย์แล้ว ยังต้องใช้เครื่องมือ (ภาพที่ 4 และ 5) และอุปกรณ์พิเศษหลายชนิด เช่น เลนส์สัมผัสชนิดพิเศษ (ภาพที่ 3) แตะที่ผิวกระจกตาเพื่อตรวจดูมุมตา ช่วยในการวินิจฉัยและติดตามการรักษา บางภาวะเมื่อตรวจพบและรักษาเนิ่นๆ เช่น มุมตาแคบ อาจช่วยป้องกันการเกิดต้อหินเฉียบพลันได้ ในปัจจุบันไม่มีวิธีการใดที่สามารถรักษาต้อหินให้หายหรือดีขึ้นได้ เนื่องจากลักษณะโรคเป็นแบบทรงตัวหรือทรุดลง
เป็นความจริงที่ว่า แม้การมองเห็นดีก็อาจมีโรคซ่อนอยู่ในดวงตา ดังนั้นการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจึงมีความสำคัญที่ไม่เพียงช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที แต่ยังช่วยป้องกันและเก็บรักษาการมองเห็นอันมีค่าของเราไว้ ให้คงอยู่ได้นานที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้

ภาพที่ 3
ภาพซ้ายแสดงเลนส์ตรวจมุมตา (goniolens) ซึ่งใช้ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์ตรวจตาเพื่อประเมินความ กว้างของโครงสร้างที่อยู่ด้านหน้าและด้านในของดวงตา เป็นตำแหน่งสำคัญในการไหลออกของของเหลวหรือสารน้ำ (aqueous humor) ที่สร้างจากภายในตา ดังแสดงในภาพขวา

ภาพที่ 4
ภาพซ้าย แสดงเครื่องวิเคราะห์ขั้วประสาทตา จุดรับภาพชัดและชั้นของจอตา (optical coherence tomography, OCT) โดยใช้แสงเลเซอร์สแกนถ่ายภาพตามขวางเพื่อดูชั้นต่างๆ ของจอตาและความลึกของขั้วประสาทตา ดังแสดงผลในภาพขวา เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่สำคัญต่อการวินิจฉัยและการติดตามโรคต้อหินในระยะยาว

ภาพที่ 5
ภาพซ้ายแสดงเครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจลานสายตา (visual field analyzer) เป็นการประเมินความสามารถในการทำงานของเส้นประสาทตา และความกว้างของการมองเห็นของตาแต่ละข้าง ทั้งบริเวณตรงกลาง (จุดรับภาพชัด) และบริเวณด้านข้างที่อยู่โดยรอบ เมื่อตรวจเสร็จจะแสดงผลดังภาพขวา
