ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่
HEALTH TOPIC
ภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ
โรค [แยกตามระบบร่างกาย]
อวัยวะและระบบร่างกาย
การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ
MEDICAL LAWS
กฎหมายวิชาชีพด้านการแพทย์
   และสาธารณสุข
PHYATHAI JOURNALS
MEDICAL ARTICLES

:: การห้ามเลือด (Control hemorrhage)

 

การห้ามเลือด   (Control hemorrhage)    หมายถึง  การทำให้เลือดที่ไหลหยุดทันทีทันใด   การห้ามเลือดโดยทั่ว  ๆ ไป    จะกระทำได้ในรายที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งมีการตกเลือดภายนอกเป็นส่วนใหญ่  ๆ และอาจทำได้หลายวิธี  แล้วแต่ตำแหน่งหรือการตกเลือดนั้นมีมากหรือน้อยเพียงใด  ในการห้ามเลือดแต่ละครั้ง  อาจใช้วิธีการหลายอย่างเข้าด้วยกัน    เพื่อให้การห้ามเลือดประสบผลสำเร็จ 

กลไกการห้ามเลือดของร่างกาย
ตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์มีวิธีการทำให้เลือดหยุดได้โดย 

1.  เลือดมีคุณสมบัติพิเศษ    ซึ่งเมื่อมาอยู่นอกเส้นเลือดแล้วอาจแข็งตัวได้ (Clot)  และการแข็งตัวของเลือดนี้เอง   จะอุดช่องทางตรงที่เลือดออกได้ 

2.  ความดันเลือดจะต่ำลงเองเมื่อร่างกายมีการตกเลือด    ซึ่งจะทำให้กระเเสเลือดไหลช้าลงด้วย  ทำให้เลือดมีโอกาสแข็งตัวได้เอง    เพื่อปิดช่องทางที่เลือดออกได้ง่ายขึ้น 

3.  เส้นเลือดส่วนนั้นจะตีบตัวเล็กลงได้   เลือดก็จะออกน้อยลง 

แม้ว่าเลือดจะหยุดเองได้    แต่ถ้าเป็นเส้นเลือดใหญ่ ๆ   เลือดก็ไม่อาจหยุดออกเองได้   จำเป็นจะต้องได้รับการห้ามเลือดตั้งแต่ต้น   เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมากจนเป็นอันตรายต่อชีวิต 

มีวิธีการต่างๆ  ในการห้ามเลือด    เมื่อเลือดไหลออกมาภายนอกและไม่หยุดไปเองโดยกลไกของร่างกายดังกล่าวแล้ว   จำเป็นต้องมีการห้ามเลือดซึ่งก่อนสัมผัสกับบาดแผลและเลือด   ผู้ปฐมพยาบาลต้องระวังการติดเชื้อจากผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วย   ด้วยการสวมถุงมือยาง   หรือหาวัสดุใกล้ตัวเช่น  ถุงพลาสติกสวมก่อนปฏิบัติ  การห้ามเลือดมีหลายวิธี   ดังนี้คือ 

การห้ามเลือดโดยวิธีกดแผล  (Direct pressure and Elevation)
1.ใช้ฝ่ามือหรือนิ้วมือ  กดลงบนแผลหรือตรงที่มีเลือดออก  ในกรณีที่เกิดบาดแผลที่บริเวณแขนหรือขาให้ยกส่วนนั้น ๆ   ให้สูงไว้เพื่อให้เลือดไหลมาสู่บริเวณนั้นน้อยและช้าลงวิธีนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเป็นบาดแผลเล็ก ๆ 

2.ถ้าบาดแผลกว้าง   ให้ใช้ผ้าสะอาดพับวางบนบาดแผลแล้วจึงกด   การกดอย่ากดแรงเกินไป   เพราะอาจจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่เป็นไปตามปกติ    แล้วสังเกตดูว่าเลือดหยุดหรือไม่   ถ้าเลือดยังไม่หยุดและซึมผ้ามาก    อย่าปิดแผลเพื่อเอาผ้าทิ้ง    ให้ใช้ผ้าใหม่ปิดและกดทับลงไปเพราะถ้าเอาผ้าซับทิ้งบ่อย ๆ  จะเป็นการรบกวนการแข็งตัวของเลือด    ถ้าการห้ามเลือดด้วยการกดแผลได้ผลควรใช้ผ้าสะอาดพันทับแล้วผูกไว้  ข้อควรระวังคืออย่าผูกแน่นเกินไป   ในรายที่มีกระดูกหักร่วมด้วยต้องทำให้ส่วนนั้นอยู่นิ่งมากที่สุด 

3.ถ้ามีการตกเลือดจากบาดแผลที่ต่ำกว่าข้อพับข้อศอก  หรือข้อเข่า ให้ใช้ผ้าหรือสำลีม้วนวางที่ข้อพับของข้อศอกหรือข้อเข่า   พับข้อศอกหรือข่อเข้านั้นไว้แล้วใช้ผ้าพันรอบ ๆ  ข้อพับนี้ไว้ให้แน่น  ทั้ง ๆ ที่ข้อพับนั้นยังพับอยู่   วิธีนี้เรียกว่าวิธีใช้ “Pad and bandage” 
ก.        สวมถุงมือป้องกันติดเชื้อ
ข.       ใช้ผ้าก๊อซสะอาดวางบนแผลแล้วกด
ค.       เลือดไม่หยุดใช้ผ้าชิ้นใหม่กดทับเพิ่มอีก
ง.        พันผ้าแล้วผูกไว้    ยกอวัยวะให้สูงขึ้น 

การห้ามเลือดโดยวิธีกดเส้นเลือดแดงเหนือแผล  (Indirect pressure)     หรือวิธีกดจุด (Pressure point) ถ้าการตกเลือดรุนแรงจนกระทั่งใช้วิธีกดแผลไม่ได้ผล   ผู้ปฐมพยาบาลอาจต้องใช้วิธีกดเส้นเลือดเหนือแผล  วิธีนี้กระทำโดยใช้ส้นมือหรือนิ้วมือกดลงไปบนเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยงบริเวณเหนือบาดแผลที่มีเลือดออก   และต้องกดลงไปยันกับกระดูกที่รองรับ  จากนั้นให้สังเกตการไหลของเลือดถ้ากดได้ผลเลือดจะไหลออกจากแผลช้าลง 

ตำแหน่งที่ใช้กดห้ามเลือด
1.  บริเวณคอ  บริเวณนี้มีเส้นเลือดแดงใหญ่  คือ  เส้นเลือดแดงคอมมอนคาโรติค (Common carotid artery)   คลำดูด้านข้างคอจะเห็นว่าเต้นอยู่ทั้งสองข้าง   เส้นเลือดแดงใหญ่นี้ยังมีแขนงแยกออกไปอีก 3 เส้น  คือ  บริเวณใต้คาง   เรียก  เส้นเลือดแดงเฟเชียล (Facial artery)   ที่ขมับเรียกเส้นเลือดแดงเทมปอราล (Temporal artery) และตอนต้นคอเรียกเส้นเลือดแดงออกซิพิทัล (Occipital artery)   การกดเส้นเลือดแดงเทมปอราลและออกซิพิทัลไม่ค่อยได้ผล   เพราะเชื่อมกับเส้นเลือดอื่นอีกหลายเส้น
-  บาดแผลบริเวณหนังศีรษะ  กดเส้นเลือดแดงเทมปอราล  (Temporal artery)  คือด้านข้างศีรษะ  หน้าหู
-  บาดแผลบริเวณใบหน้า   กดเส้นเลือดแดงเฟเชียล  (Facial artery)  คือ   ตรงกลางระหว่างคางกับหูในแนวกรรไกร
-  บาดแผลบริเวณศีรษะและคอ    กดเส้นเลือดแดงคาโรติค (Carotid artery)   คือ  ด้านข้างคอใต้ขากรรไกร 

2.   บริเวณแขน    มีเส้นเลือดแดงใหญ่ 2 เส้นที่ไหลผ่านบริเวณแขน คือ เส้นเลือดแดงใหญ่สับเคลเวี่ยน (Subclavian artery)    และเส้นเลือดแดงใหญ่เบรเคียล (Brachial artery)
-  บาดแผลบริเวณหน้าอกและแขน   กดเส้นเลือดแดงสับเคลเวี่ยน (Subclavian artery)  คือระหว่างกระดูกไหปลาร้ากับกระดูกซี่โครงที่หนึ่ง
-  บาดแผลของแขน  กดเส้นเลือดแดงเบรเคียล (Brachial artery)    คือตรงกลางแขนท่อนบนด้านใน
-  บาดแผลที่ฝ่ามือ    กดเส้นเลือดแดงเรเดียล-อุลน่าร์ (Radial Ulnar artery) 

3.   บริเวณขา  มีเส้นเลือดแดงใหญ่ฟีมอรัล (Femoral artery)     ไหลไปเลี้ยงขาทั้งสองข้าง
-  บาดแผลของขา    กดเส้นเลือดแดงฟีมอรัล (Femoral artery)    โดยการวางฝ่ามือข้างหนึ่งตรงแนวกลางของขาหนีบ    อาจใช้มืออีกข้างช่วยเพิ่มน้ำหนักให้มีแรงกดมากขึ้น    โดยจับไว้ที่ข้อมือข้างที่วางไว้บนขา   กดเส้นเลือดนี้ให้ติดกับกระดูกสะโพก 

การห้ามเลือดโดยวิธีใช้สายรัด (Tourniquet)  รัดบริเวณเหนือแผลการห้ามเลือดวิธีนี้จะนำมาใช้เป็นวิธีสุดท้าย   เมื่อห้ามเลือดโดยวิธีอื่นไม่ได้ผล    เป็นการใช้สายรัดเพื่อไม่ให้เลือดไหลไปสู่บริเวณบาดแผลที่มีเลือดออกนั้น    ใช้ได้ดีกรณีห้ามเลือดที่แขนและขาที่มีเลือดไหลไม่หยุด 

สายรัดหรือ ทูนิเกต์ (Tourniquet)    คือ  สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใช้รัดรอบแขนหรือขาให้แน่น   เพื่อการห้ามเลือด  ซึ่งวัตถุนั้นอาจเป็นผ้าเช็ดหน้า  ผ้าคลุมผม  เน็คไท  สายยาง   เข็มขัด   เชือก  ป่านปอ  เถาวัลย์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ 

วิธีใช้  การใช้ทูนิเกต์นั้น    ต้องระมัดระวังและต้องมีความชำนาญใช้ทูนิเกต์รัดเหนือบาดแผลนั้น    แล้วผูกให้แน่นอย่างธรรมดา    หรือใช้วิธีขันชะเนาะ โดยการที่ทูนิเกต์ที่รัดเหนือบาดแผลพันเป็นเกลียว  2-3 รอบ    แล้ววางเศษไม้เล็ก  ๆ ข้างบนเกลียวทูนิเกต์   ผูกชายทูนิเกต์ทั้งสองเหนือเศษไม้นั้น    ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการกดเส้นเลือดแดงใหญ่ที่มาเลี้ยงบริเวณนั้น   อาจเป็นเส้นเลือดแดงเบรเคียล (Brachial artery)  ของแขนหรือเส้นเลือดแดงฟีมอรัล (Femoral artery)   ของขา ซึ่งแล้วแต่ว่าบาดแผลจะอยู่ที่ใด    ถ้าในกรณีที่วัตถุที่ใช้รัดนั้นไม่มีการยืดหยุ่น   เช่น   ผ้าเช็ดหน้า   เชือก  หรือ  เข็มขัด  ควรจะพันรอบ ๆ  ปลายทั้งสองของไม้แล้วไปผูกเป็นปมไว้ข้างได้
ก. ใช้ผ้ารองก่อนรีด                                  
ข.  การขันชะเนาะ
ค.  การผูกเป็นปม                     
ง.  จับเวลาเพื่อคลายสายรัด 

หลักการใช้ทูนิเกต์  มีหลักสำคัญดังต่อไปนี้  คือ
1. อย่ารัดทูนิเกต์ลงบนผิวหนังโดยตรง   ควรใช้ผ้าหรือสำลีหุ้มรอบแขนหรือขาเสียก่อนเพราะการรัดทูนิเกต์ลงบนผิวหนังโดยตรงจะทำให้เกิดความเจ็บปวด  และถ้ารัดทิ้งไว้นาน  ๆ จะทำให้เกิดเป็นแผลได้ 

2. อย่ารัดให้แน่นหรือหลวมจนเกินไป   เพราะการรัดหลวมช่วยห้ามเลือดไม่ได้   รัดแน่นเกินไปจะทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนนั้นไม่ได้   ถ้ารัดนานเกินควรอาจทำให้เนื้อส่วนนั้นตายได้ 

3. อย่ารัดทิ้งไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง  เมื่อครบ 2 ชั่วโมงควรคลายทูนิเกต์ออกพักหนึ่ง  ให้เลือดไหลผ่านไปเลี้ยงส่วนล่างได้บ้าง  ถ้าเลือดไม่หยุดให้รัดใหม่ 

4. นำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด    ระหว่างทางควรคลายทูนิเกต์ทุก 15 นาที      ว่าเลือดหยุดไหลหรือไม่ ถ้าไม่หยุดก็รัดกระชับเข้าไปใหม่  จนกว่าจะส่งถึงมือแพทย์ 

สรุปอันตรายจากการตกเลือดสามารถป้องกันได้    วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการห้ามเลือด    ซึ่งการจะใช้ห้ามเลือดโดยวิธีใดนั้น   ให้พิจารณาดูตามความเหมาะสมของบาดแผลและสภาพการณ์ของผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วย    รวมทั้งผู้ปฐมพยาบาลเองต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง    ป้องกันการติดเชื้อโดยการสวมถุงมือยางก่อนสัมผัสกับบาดแผล   เลือดของผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วย   อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์สำคัญของการห้ามเลือดพอสรุปได้ดังนี้
1.        การห้ามเลือดมีหลายวิธี  บางกรณีการห้ามเลือดต้องใช้วิธีต่าง ๆ ร่วมกัน
2.        วิธีห้ามเลือดง่าย ๆ และได้ผลดีคือ    ถ้ามีเลือดออกที่ใดก็ให้กดห้ามเลือดบริเวณนั้นและยกอวัยวะนั้นให้สูงขึ้น3.        ถ้าร่างกายมีการตกเลือดหลายแห่ง   ให้ห้ามเลือดในบริเวณที่มีเลือดออกไหลพุ่งแรงก่อน
4.        การห้ามเลือดแบบทูนิเกต์ใช้ได้กับบริเวณแขน  ขาเท่านั้น   และใช้ในกรณีเลือดออกมากโดยใช้ร่วมกับการห้ามเลือดวิธีอื่น ๆ