|
การห้ามเลือด (Control
hemorrhage) หมายถึง การทำให้เลือดที่ไหลหยุดทันทีทันใด
การห้ามเลือดโดยทั่ว ๆ ไป จะกระทำได้ในรายที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งมีการตกเลือดภายนอกเป็นส่วนใหญ่
ๆ และอาจทำได้หลายวิธี แล้วแต่ตำแหน่งหรือการตกเลือดนั้นมีมากหรือน้อยเพียงใด
ในการห้ามเลือดแต่ละครั้ง อาจใช้วิธีการหลายอย่างเข้าด้วยกัน
เพื่อให้การห้ามเลือดประสบผลสำเร็จ
กลไกการห้ามเลือดของร่างกาย
ตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์มีวิธีการทำให้เลือดหยุดได้โดย
1. เลือดมีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งเมื่อมาอยู่นอกเส้นเลือดแล้วอาจแข็งตัวได้
(Clot) และการแข็งตัวของเลือดนี้เอง จะอุดช่องทางตรงที่เลือดออกได้
2. ความดันเลือดจะต่ำลงเองเมื่อร่างกายมีการตกเลือด
ซึ่งจะทำให้กระเเสเลือดไหลช้าลงด้วย ทำให้เลือดมีโอกาสแข็งตัวได้เอง
เพื่อปิดช่องทางที่เลือดออกได้ง่ายขึ้น
3. เส้นเลือดส่วนนั้นจะตีบตัวเล็กลงได้ เลือดก็จะออกน้อยลง
แม้ว่าเลือดจะหยุดเองได้ แต่ถ้าเป็นเส้นเลือดใหญ่
ๆ เลือดก็ไม่อาจหยุดออกเองได้ จำเป็นจะต้องได้รับการห้ามเลือดตั้งแต่ต้น
เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมากจนเป็นอันตรายต่อชีวิต
มีวิธีการต่างๆ ในการห้ามเลือด เมื่อเลือดไหลออกมาภายนอกและไม่หยุดไปเองโดยกลไกของร่างกายดังกล่าวแล้ว
จำเป็นต้องมีการห้ามเลือดซึ่งก่อนสัมผัสกับบาดแผลและเลือด
ผู้ปฐมพยาบาลต้องระวังการติดเชื้อจากผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วย
ด้วยการสวมถุงมือยาง หรือหาวัสดุใกล้ตัวเช่น ถุงพลาสติกสวมก่อนปฏิบัติ
การห้ามเลือดมีหลายวิธี ดังนี้คือ
การห้ามเลือดโดยวิธีกดแผล (Direct pressure and Elevation)
1.ใช้ฝ่ามือหรือนิ้วมือ กดลงบนแผลหรือตรงที่มีเลือดออก
ในกรณีที่เกิดบาดแผลที่บริเวณแขนหรือขาให้ยกส่วนนั้น
ๆ ให้สูงไว้เพื่อให้เลือดไหลมาสู่บริเวณนั้นน้อยและช้าลงวิธีนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเป็นบาดแผลเล็ก
ๆ
2.ถ้าบาดแผลกว้าง ให้ใช้ผ้าสะอาดพับวางบนบาดแผลแล้วจึงกด
การกดอย่ากดแรงเกินไป เพราะอาจจะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่เป็นไปตามปกติ
แล้วสังเกตดูว่าเลือดหยุดหรือไม่ ถ้าเลือดยังไม่หยุดและซึมผ้ามาก
อย่าปิดแผลเพื่อเอาผ้าทิ้ง ให้ใช้ผ้าใหม่ปิดและกดทับลงไปเพราะถ้าเอาผ้าซับทิ้งบ่อย
ๆ จะเป็นการรบกวนการแข็งตัวของเลือด ถ้าการห้ามเลือดด้วยการกดแผลได้ผลควรใช้ผ้าสะอาดพันทับแล้วผูกไว้
ข้อควรระวังคืออย่าผูกแน่นเกินไป ในรายที่มีกระดูกหักร่วมด้วยต้องทำให้ส่วนนั้นอยู่นิ่งมากที่สุด
3.ถ้ามีการตกเลือดจากบาดแผลที่ต่ำกว่าข้อพับข้อศอก
หรือข้อเข่า ให้ใช้ผ้าหรือสำลีม้วนวางที่ข้อพับของข้อศอกหรือข้อเข่า
พับข้อศอกหรือข่อเข้านั้นไว้แล้วใช้ผ้าพันรอบ ๆ ข้อพับนี้ไว้ให้แน่น
ทั้ง ๆ ที่ข้อพับนั้นยังพับอยู่ วิธีนี้เรียกว่าวิธีใช้
Pad and bandage
ก. สวมถุงมือป้องกันติดเชื้อ
ข. ใช้ผ้าก๊อซสะอาดวางบนแผลแล้วกด
ค. เลือดไม่หยุดใช้ผ้าชิ้นใหม่กดทับเพิ่มอีก
ง. พันผ้าแล้วผูกไว้ ยกอวัยวะให้สูงขึ้น
การห้ามเลือดโดยวิธีกดเส้นเลือดแดงเหนือแผล
(Indirect pressure) หรือวิธีกดจุด (Pressure point) ถ้าการตกเลือดรุนแรงจนกระทั่งใช้วิธีกดแผลไม่ได้ผล
ผู้ปฐมพยาบาลอาจต้องใช้วิธีกดเส้นเลือดเหนือแผล วิธีนี้กระทำโดยใช้ส้นมือหรือนิ้วมือกดลงไปบนเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยงบริเวณเหนือบาดแผลที่มีเลือดออก
และต้องกดลงไปยันกับกระดูกที่รองรับ จากนั้นให้สังเกตการไหลของเลือดถ้ากดได้ผลเลือดจะไหลออกจากแผลช้าลง
ตำแหน่งที่ใช้กดห้ามเลือด
1. บริเวณคอ บริเวณนี้มีเส้นเลือดแดงใหญ่ คือ เส้นเลือดแดงคอมมอนคาโรติค
(Common carotid artery) คลำดูด้านข้างคอจะเห็นว่าเต้นอยู่ทั้งสองข้าง
เส้นเลือดแดงใหญ่นี้ยังมีแขนงแยกออกไปอีก 3 เส้น คือ
บริเวณใต้คาง เรียก เส้นเลือดแดงเฟเชียล (Facial
artery) ที่ขมับเรียกเส้นเลือดแดงเทมปอราล (Temporal
artery) และตอนต้นคอเรียกเส้นเลือดแดงออกซิพิทัล (Occipital
artery) การกดเส้นเลือดแดงเทมปอราลและออกซิพิทัลไม่ค่อยได้ผล
เพราะเชื่อมกับเส้นเลือดอื่นอีกหลายเส้น
- บาดแผลบริเวณหนังศีรษะ กดเส้นเลือดแดงเทมปอราล
(Temporal artery) คือด้านข้างศีรษะ หน้าหู
- บาดแผลบริเวณใบหน้า กดเส้นเลือดแดงเฟเชียล (Facial
artery) คือ ตรงกลางระหว่างคางกับหูในแนวกรรไกร
- บาดแผลบริเวณศีรษะและคอ กดเส้นเลือดแดงคาโรติค
(Carotid artery) คือ ด้านข้างคอใต้ขากรรไกร
2. บริเวณแขน มีเส้นเลือดแดงใหญ่ 2 เส้นที่ไหลผ่านบริเวณแขน
คือ เส้นเลือดแดงใหญ่สับเคลเวี่ยน (Subclavian artery)
และเส้นเลือดแดงใหญ่เบรเคียล (Brachial artery)
- บาดแผลบริเวณหน้าอกและแขน กดเส้นเลือดแดงสับเคลเวี่ยน
(Subclavian artery) คือระหว่างกระดูกไหปลาร้ากับกระดูกซี่โครงที่หนึ่ง
- บาดแผลของแขน กดเส้นเลือดแดงเบรเคียล (Brachial
artery) คือตรงกลางแขนท่อนบนด้านใน
- บาดแผลที่ฝ่ามือ กดเส้นเลือดแดงเรเดียล-อุลน่าร์
(Radial Ulnar artery)
3. บริเวณขา มีเส้นเลือดแดงใหญ่ฟีมอรัล (Femoral
artery) ไหลไปเลี้ยงขาทั้งสองข้าง
- บาดแผลของขา กดเส้นเลือดแดงฟีมอรัล (Femoral
artery) โดยการวางฝ่ามือข้างหนึ่งตรงแนวกลางของขาหนีบ
อาจใช้มืออีกข้างช่วยเพิ่มน้ำหนักให้มีแรงกดมากขึ้น
โดยจับไว้ที่ข้อมือข้างที่วางไว้บนขา กดเส้นเลือดนี้ให้ติดกับกระดูกสะโพก
การห้ามเลือดโดยวิธีใช้สายรัด
(Tourniquet) รัดบริเวณเหนือแผลการห้ามเลือดวิธีนี้จะนำมาใช้เป็นวิธีสุดท้าย
เมื่อห้ามเลือดโดยวิธีอื่นไม่ได้ผล เป็นการใช้สายรัดเพื่อไม่ให้เลือดไหลไปสู่บริเวณบาดแผลที่มีเลือดออกนั้น
ใช้ได้ดีกรณีห้ามเลือดที่แขนและขาที่มีเลือดไหลไม่หยุด
สายรัดหรือ ทูนิเกต์
(Tourniquet) คือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใช้รัดรอบแขนหรือขาให้แน่น
เพื่อการห้ามเลือด ซึ่งวัตถุนั้นอาจเป็นผ้าเช็ดหน้า
ผ้าคลุมผม เน็คไท สายยาง เข็มขัด เชือก ป่านปอ
เถาวัลย์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้
วิธีใช้ การใช้ทูนิเกต์นั้น ต้องระมัดระวังและต้องมีความชำนาญใช้ทูนิเกต์รัดเหนือบาดแผลนั้น
แล้วผูกให้แน่นอย่างธรรมดา หรือใช้วิธีขันชะเนาะ
โดยการที่ทูนิเกต์ที่รัดเหนือบาดแผลพันเป็นเกลียว
2-3 รอบ แล้ววางเศษไม้เล็ก ๆ ข้างบนเกลียวทูนิเกต์
ผูกชายทูนิเกต์ทั้งสองเหนือเศษไม้นั้น ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการกดเส้นเลือดแดงใหญ่ที่มาเลี้ยงบริเวณนั้น
อาจเป็นเส้นเลือดแดงเบรเคียล (Brachial artery) ของแขนหรือเส้นเลือดแดงฟีมอรัล
(Femoral artery) ของขา ซึ่งแล้วแต่ว่าบาดแผลจะอยู่ที่ใด
ถ้าในกรณีที่วัตถุที่ใช้รัดนั้นไม่มีการยืดหยุ่น
เช่น ผ้าเช็ดหน้า เชือก หรือ เข็มขัด ควรจะพันรอบ
ๆ ปลายทั้งสองของไม้แล้วไปผูกเป็นปมไว้ข้างได้
ก. ใช้ผ้ารองก่อนรีด
ข. การขันชะเนาะ
ค. การผูกเป็นปม
ง. จับเวลาเพื่อคลายสายรัด
หลักการใช้ทูนิเกต์ มีหลักสำคัญดังต่อไปนี้ คือ
1. อย่ารัดทูนิเกต์ลงบนผิวหนังโดยตรง ควรใช้ผ้าหรือสำลีหุ้มรอบแขนหรือขาเสียก่อนเพราะการรัดทูนิเกต์ลงบนผิวหนังโดยตรงจะทำให้เกิดความเจ็บปวด
และถ้ารัดทิ้งไว้นาน ๆ จะทำให้เกิดเป็นแผลได้
2. อย่ารัดให้แน่นหรือหลวมจนเกินไป เพราะการรัดหลวมช่วยห้ามเลือดไม่ได้
รัดแน่นเกินไปจะทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนนั้นไม่ได้
ถ้ารัดนานเกินควรอาจทำให้เนื้อส่วนนั้นตายได้
3. อย่ารัดทิ้งไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง เมื่อครบ 2 ชั่วโมงควรคลายทูนิเกต์ออกพักหนึ่ง
ให้เลือดไหลผ่านไปเลี้ยงส่วนล่างได้บ้าง ถ้าเลือดไม่หยุดให้รัดใหม่
4. นำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ระหว่างทางควรคลายทูนิเกต์ทุก
15 นาที ว่าเลือดหยุดไหลหรือไม่ ถ้าไม่หยุดก็รัดกระชับเข้าไปใหม่
จนกว่าจะส่งถึงมือแพทย์
สรุปอันตรายจากการตกเลือดสามารถป้องกันได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการห้ามเลือด
ซึ่งการจะใช้ห้ามเลือดโดยวิธีใดนั้น ให้พิจารณาดูตามความเหมาะสมของบาดแผลและสภาพการณ์ของผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วย
รวมทั้งผู้ปฐมพยาบาลเองต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง
ป้องกันการติดเชื้อโดยการสวมถุงมือยางก่อนสัมผัสกับบาดแผล
เลือดของผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วย อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์สำคัญของการห้ามเลือดพอสรุปได้ดังนี้
1. การห้ามเลือดมีหลายวิธี บางกรณีการห้ามเลือดต้องใช้วิธีต่าง
ๆ ร่วมกัน
2. วิธีห้ามเลือดง่าย ๆ และได้ผลดีคือ ถ้ามีเลือดออกที่ใดก็ให้กดห้ามเลือดบริเวณนั้นและยกอวัยวะนั้นให้สูงขึ้น3.
ถ้าร่างกายมีการตกเลือดหลายแห่ง ให้ห้ามเลือดในบริเวณที่มีเลือดออกไหลพุ่งแรงก่อน
4. การห้ามเลือดแบบทูนิเกต์ใช้ได้กับบริเวณแขน
ขาเท่านั้น และใช้ในกรณีเลือดออกมากโดยใช้ร่วมกับการห้ามเลือดวิธีอื่น
ๆ
|