ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่
HEALTH TOPIC
ภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ
โรค [แยกตามระบบร่างกาย]
อวัยวะและระบบร่างกาย
การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ
MEDICAL LAWS
กฎหมายวิชาชีพด้านการแพทย์
   และสาธารณสุข
PHYATHAI JOURNALS
MEDICAL ARTICLES

:: การปฐมพยาบาล

 

การปฐมพยาบาล คือ การให้การพยาบาลช่วยเหลือขั้นต้นโดยรีบด่วน แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน เพื่อช่วยให้ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยได้รับอันตรายน้อยที่สุด ก่อนที่จะถึงมือแพทย์ การปฐมพยาบาลเป็นการให้การพยาบาลโดยรีบด่วนแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุหรือจากการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนที่แพทย์จะให้การรักษาได้ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย แม้ว่าจะรู้หลักและวิธีการปฐมพยาบาล แต่เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้นกับตนเอง บางครั้งก็ไม่สามารถจะช่วยเหลือตนเองหรือผู้ที่ใกล้ชิดตนได้ อาจเนื่องมาจากความตื่นเต้นตกใจอย่างรุนแรง ดังนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลจึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง สำหรับทุกคนซึ่งการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล มิเพียงแต่ว่าควรรู้และควรทำสิ่งใดบ้างเท่านั้น แต่ต้องรู้ด้วยว่าอะไรที่ไม่ควรทำ เช่น การยกและเคลื่อนย้ายผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ/ผู้ป่วย ถ้าไม่จำเป็นอย่างที่สุดแล้วก็ไม่ควรและเคลื่อนย้ายในทันที ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฐมพยาบาลคือได้มีโอกาสช่วยตนเองและผู้อื่น หรือสามารถแนะนำผู้อื่นได้ นอกจากนี้การปฐมพยาบาลยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความปลอดภัยอยู่เสมอ

ข้อมูลทั่วไป :


การบาดเจ็บจากของแข็งกระแทกตา

หลักทั่วไปในการปฐมพยาบาล 
1.   ในสถานที่ที่มีผู้ได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย   ให้ผู้ปฐมพยาบาลสังเกตการณ์และสิ่งแวดล้อม   ไม่ควรให้คนมุงแน่นและไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยทันทีโดยไม่จำเป็น ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน เช่น  ไฟไหม้  รถชนกลางถนน   หรือตึกถล่ม    จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกจากที่เกิดเหตุ    เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายเพิ่มขึ้นได้ 

2.  จัดท่าให้ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยนอนพักนิ่ง ๆ   ในท่าที่สบายหรือท่าที่เหมาะแก่การปฐมพยาบาลและบอกให้ทราบว่า ผู้ปฐมพยาบาลจะดำเนินการช่วยเหลืออะไรบ้าง   พร้อมทั้งซักถามผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยด้วย เพื่อให้ทราบอาการ และเป็นการดูระดับสติ    ความรู้สึก    ปฏิกิริยาโต้ตอบ    ให้ใช้คำถามสั้น ๆ  ใช้เวลาเพียง  2-3 วินาทีเท่านั้น 

3.  ประเมินสภาพผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยว่าได้รับบาดเจ็บรุนแรง  จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลเร่งด่วนมากน้อย    หรือไม่เพียงใด    โดยสังเกตอาการบาดแผลต่าง   ๆ  ชีพจร    และการหายใจ 

4.  รีบให้การปฐมพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยฉุกเฉิน   ที่มีภาวะคุกคามชีวิต   (Life threatening)   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับทางเดินหายใจ    การหายใจ  และระบบไหลเวียนเลือด    ถ้าพบว่าผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยหยุดหายใจ    และหัวใจหยุดเต้น   ต้องทำการช่วยฟื้นคืนชีพ (CRP)    ทันที 

5.  ถ้าจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยต้องกำหนดให้ถูกต้องว่าจะยก  เคลื่อนย้ายเพื่อส่งต่อในลักษณะใด  เช่น    พยุง   อุ้ม    เปลหามเพื่อให้ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยปลอดภัยไม่ทำให้เกิดอันตรายซ้ำซ้อนขึ้นและอยู่ในท่าที่สบายที่สุด 

6.  อุบัติเหตุและการเจ็บป่วยบางอย่างจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จากผู้เชี่ยวชาญเมื่อให้การปฐมพยาบาลแล้ว   รีบนำส่งไปรับการรักษาต่อทันที 

7.  การนำผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยส่งต่อเพื่อรับการรักษาควรมีบันทึก   รายงานเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์   สถานที่    อาการ   การบาดเจ็บ   และการปฐมพยาบาลที่ได้กระทำไปแล้ว   เพื่อเป็นการสะดวกแก่แพทย์ที่ทำการรักษาต่อไป  

สถานการณ์ที่ต้องให้การปฐมพยาบาล 

1.  เลือดออก   การบาดเจ็บมักมีบาดแผลเลือดออกเสมอ   เลือดอาจจะออกมาภายนอกหรือตกอยู่ภายในก็ได้    เลือดออกอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้  การห้ามเลือดจึงต้องกระทำอย่างรวดเร็ว

2.  หยุดหายใจ  มักทำให้ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยเสียชีวิต    แต่ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยบางรายหยุดหายใจแล้ว แต่หัวใจยังทำงานอยู่    โอกาสเช่นนี้อาจมีชีวิตรอดได้   ถ้ามีผู้ให้การปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องและทันท่วงที    เช่น    คนจมน้ำหรือท่อทางเดินหายใจอุดตันจากสิ่งแปลกปลอม   เช่น   เมล็ดผลไม้  (ในเด็ก)   ต้องทำให้ทางเดินหายใจโล่งเสียก่อน(Clear air way)     แล้วรีบทำการช่วยหายใจ  และถ้าหัวใจหยุดเต้นต้องกระตุ้นหัวใจด้วย

3.  กระดูกหัก    ต้องปฐมพยาบาลโดยการเข้าเฝือกชั่วคราว   เพื่อบรรเทาการเจ็บปวดและลดอันตรายแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

4.  หมดสติ   เป็นภาวะที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น   อาจมีสาเหตุจากสมองได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ     เส้นเลือดในสมองถูกอุดตันหรือหมดสติจากโรคเบาหวาน    โรคไต

5.  อัมพาต  เป็นลักษณะที่บาดเจ็บ/ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะ    เช่น  แขน   ขา  ได้ตามปกติ  ซึ่งหมายถึงผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วย    สูญเสียความรู้สึกและการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น

6.  อาการชัก  มีสาเหตุทั้งจากอุบัติเหตุและจากโรคภัยไข้เจ็บ    สิ่งสำคัญของการช่วยเหลือคือช่วยไม่ให้ผู้มีอาการชักได้รับอันตรายมากขึ้น   เช่น  กัดลิ้นตนเอง    ชักจนตกจากบ้านหรือตกน้ำหรือตกลงในกองไฟ   เป็นต้น

ประโยชน์ของการปฐมพยาบาล 
ประโยชน์ของการให้การปฐมพยาบาลในแง่ของการช่วยชีวิตและลดความพิการ  อาจกล่าวได้ 4 ประการคือ
1.  การปฐมพยาบาลช่วยรักษาชีวิตของผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยได้   เช่น  การช่วยหายใจในรายที่หยุดหายใจ  การช่วยกระตุ้นหัวใจในรายที่หัวใจหยุดเต้น    การห้ามเลือด    เป็นต้น     เป็นการช่วยเหลือเพื่อรักษาชีวิต    ความรวดเร็วในการช่วยปฐมพยาบาลโดยเฉพาะในเรื่องของการหยุดหายใจมีความสำคัญมาก  ถ้าผู้ปฐมพยาบาลมีความรู้    ความสามารถดีพอก็สามารถช่วยให้มีชีวิตต่อไปได้ 

2.   การปฐมพยาบาลช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยมีสภาพหนักกว่าเดิม    ช่วยป้องกันอันตรายแทรกซ้อนหลังเกิดอุบัติเหตุ    หรือเจ็บป่วย     การปิดบาดแผล  การป้องกันอัมพาตจากการเคลื่อนย้าย    ซึ่งจะเกิดมากขึ้นในรายกระดูกสันหลังหัก    การป้องกันลักษณะนี้ต้องระวังในการยกและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วย    โดยให้นอนราบบนไม้กระดานแข็ง     หรือการช่วยผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยที่หมดสติโดยการจัดท่านอนให้ตะแคงหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง    ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยสำลักเอาน้ำลายหรือเสมหะเข้าทางเดินหายใจ   ซึ่งอาจทำให้ทางเดินหายใจอุดตันได้ 

3.    การปฐมพยาบาลช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดและทรมาน เช่น    การเข้าเฝือกชั่วคราวในรายกระดูกหักก่อนส่งโรงพยาบาล     เป็นการช่วยบรรเทาความเจ็บปวด     การพันผ้าในรายที่ข้อเท้าแพลงเพื่อให้มีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด 

4.  การปฐมพยาบาลช่วยให้ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว   เช่น   การให้กำลังใจปลอบโยนผู้ป่วย    การให้ความอบอุ่น    ตลอดจากการเคลื่อนย้ายเพื่อส่งต่อผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยไปสู่สถานที่รักษาที่แท้จริง