(1.) โรคตะกอนในหูชั้นใน โรคตะกอนในหูชั้นใน ผู้ป่วยมักมีอาการเวียนศีรษะในท่าต่างๆ
เช่น บ้านหมุนจะเป็นขึ้นทันทีเวลาจะนอน เงยหน้า หยิบของบนชั้น
หรือสระผมที่ร้านเสริมสวย ในขณะที่เป็นจะรู้สึกรอบๆ
ตัวหมุนไปหมด คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ต้องนอนนิ่งๆ
ซักพักถึงจะดีขึ้น แต่ถ้าขยับศีรษะก็จะมีอาการบ้านหมุนขึ้นมาใหม่
เป็นๆหายๆ เป็นวันหรือสัปดาห์ ศัพท์แพทย์ที่ใช้ตามลักษณะของโรคโดยตรง
คือ Benign Paroxysmal Positional Vertigo (BPPV)
โรคเวียนศีรษะเวลาเปลี่ยนท่า
สำหรับสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดแต่พบบ่อยในผู้ป่วยที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางศีรษะมาก่อน
เคยติดเชื้อในหูชั้นใน และที่สำคัญ คือมีอายุมากกว่า
40 ปีขึ้นไป
ในหูชั้นในประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ
1. อวัยวะรูปก้นหอย
(cochlea) มีหน้าที่รับการได้ยิน
2. อวัยวะรูปครึ่งวงกลม
(semicircular canal) เชื่อมต่อกันสามชิ้น มีหน้าที่ควบคุมการทรงตัว
ในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการตกตะกอนของสารที่อยู่ข้างใน
หรือมีหินปูนหลุดจากอวัยวะข้างเคียงเข้ามาอยู่ในส่วนครึ่งวงกลมดังกล่าว
ทำให้เวลาที่ผู้ป่วยขยับศีรษะเกิดการสั่นของตะกอนในหูข้างที่มีปัญหา
สัญญาณที่ส่งจากหูทั้งสองข้างไปยังสมองส่วนกลางจึงไม่เท่ากัน
ทำให้เกิดความรู้สึกบ้านหมุนขึ้นมา โดยทั่วไปอาการเวียนศีรษะในครั้งแรกจะรุนแรง
ต่อมาจะค่อยๆ ลดความรุนแรงลง อาการบ้านหมุนสามารถเป็นได้หลายๆ
ครั้งต่อวัน จากนั้นอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นอาจจะนานเป็นสัปดาห์
หรือเป็นเดือน ในบางรายอาการจะกลับเป็นซ้ำได้อีกในเวลาเป็นเดือน
หรือเป็นปี แต่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการหูอื้อไม่มีเสียงผิดปกติหรือหูไม่ได้ยิน
และไม่พบอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวตลอดเวลา
ไม่มีอาการหมดสติ
การรักษา
การทำกายภาพบำบัด (Vestibular exercise)
ในปัจจุบันเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับและได้ผลดีมาก
แบ่งได้ 2 วิธี
วิธีแรก ทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเวียนศีรษะเท่านั้น
ซึ่งจะต้องประเมินก่อนว่า ผู้ป่วยมีข้อห้ามในการทำด้วยวิธีดังกล่าวหรือไม่
เช่น มีหมอนรองกระดูกคอเสื่อม เส้นเลือดแดงใหญ่ที่คอตีบ
(Carotidartery Stenosis) หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบชนิดไม่คงที่
(Unstable Angina) โดยแพทย์จะหมุนศีรษะผู้ป่วย เพื่อให้ตะกอนเคลื่อนที่ออกมาจากอวัยวะรูปครึ่งวงกลมที่คุมเรื่องการทรงตัว
วิธีนี้ ได้ผลประมาณ 50-70% หลังจากทำครั้งแรก หากทำซ้ำอีกจะได้ผลถึง
90% ทีเดียว
วิธีที่สอง ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำที่บ้านเองได้
ด้วยการทำซ้ำๆ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น โดยให้ผู้ป่วยนั่งข้างเตียง
แล้วล้มตัวด้านข้างจนหูแนบที่นอนอ ถ้ามีอาการบ้านหมุนเกิดขึ้นให้ค้างในท่านั้นจนกว่าจะดีขึ้น
ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เกิน 3-5 นาที แล้วลุกนั่งเพื่อล้มไปยังด้านตรงข้างใหม่
ควรทำซ้ำๆ อย่างน้อย 5-10 ครั้ง เช้า-เย็น อาการจะดีขึ้นในหนึ่งสัปดาห์
นอกจากนี้ ในช่วงแรกที่อาการเป็นมาก สามารถให้ยาแก้เวียนศีรษะทานได้
แต่ไม่ควรทานติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราจะทำให้อาการบ้านหมุนหายช้าลง
ไม่เกิดการปรับตัวตามธรรมชาติของสมอง |
| |
(2.) โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Menieres disease)
เป็นโรคที่คิดว่าทุกคนคงเคยได้ยินชื่อมาก่อน
บางคนก็เข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากมีน้ำเข้าไปในหู ซึ่งในหูชั้นในของเราประกอบด้วยท่อครึ่งวงกลมเชื่อมต่อกับส่วนที่รับฟังรูปก้นหอย
ดังที่อธิบายมาข้างต้นแล้ว และในท่อดังกล่าวมีของเหลวบรรจุอยู่ภายใน
สาเหตุของโรคนี้จริงๆ แล้วยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าเกิดจากความดันของของเหลวดังกล่าวเพิ่มขึ้น
(Endolymphatic hydrops) เป็นครั้งคราว ส่งผลให้สัญญาณจากหูทั้งสองข้างไม่เท่ากันจึงมีอาการบ้านหมุนเกิดขึ้น
ประเด็นที่ผู้ป่วยมักจะสงสัยกันบ่อย ได้แก่ |
อาการแบบไหนถึงจะเป็นอาการจากน้ำในหูไม่เท่ากัน
และต่างจากภาวะตะกอนในหูอย่างไร?
อาการเริ่มต้นมักจะมีหูอื้อหรือมีเสียงวิ้งๆ ในหูนำมาก่อน
เป็นที่หูข้างหนึ่งหรือสองข้างพร้อมกันก็ได้ จากนั้นผู้ป่วยจะมีอาการบ้านหมุน
ซึ่งจะรุนแรงและนานเป็นชั่วโมงหรืออาจเป็นวันได้
โดยต่างจากภาวะตะกอนในหูที่จะเป็นช่วงสั้นๆ คล้ายเดินอยู่บนเรือโคลงเคลงตลอดเวลา
อาเจียน คลื่นไส้ หลังจากอาการดีขึ้น จะเพลียมากต้องนอนพักเป็นวัน
|
พบบ่อยแค่ไหน ทำไม่เวลาบ้านหมุนทีไร
หมอก็บอกว่าเป็นโรคนี้ทุกครั้ง?
จริงๆ แล้วโรคนี้พบได้ไม่บ่อยเท่ากับโรคตะกอนในหู
และพบในผู้ป่วยที่อายุเริ่มเป็นน้อยกว่า รวมถึงมักจะมีประวัติครอบครัวร่วมด้วย
|
วินิจฉัยได้อย่างไร?
ดูจากประวัติและอาการเป็นหลัก
ถ้าสงสัยมีภาวะอื่นร่วมด้วย หรือมีอาการทางระบบประสาท
จำเป็นจะต้องตรวจเอกซเรย์สมองเพิ่มเติม ในรายที่เป็นมานานหรือมาตรวจขณะที่กำลังมีอาการ
การตรวจการได้ยินแบบละเอียด (Audiogram) หากพบว่ามีการได้ยินเสียงในความถี่ต่ำลดลงก็จะช่วยในการวินิจฉัยได้มากขึ้น
|
ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างเวลามีอาการ?
ขณะมีอาการบ้านหมุนรุนแรง
ควรนอนพักให้ศีรษะอยู่นิ่งๆ ให้นานที่สุด เพราะการขยับศีรษะจะทำให้อาการเป็นมากขึ้นได้
การทานยาแก้อาเจียนหรือยาลดอาการเวียนศีรษะก็ช่วยได้มากเช่นกัน
|
จะมีทางรักษาให้หายขาดหรือไม่
และต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
ลักษณะของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน จะเป็นๆหายๆ บางราย
2-3 ปี มีอาการหรือบางคนเป็นเกือบทุกเดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความดันที่เพิ่มในท่อครึ่งวงกลม
และปัจจัยกระตุ้นต่างๆ
|
คำแนะนำสำหรับผู้เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
1. สูตรอาหารเฉพาะสำหรับน้ำในหูไม่เท่ากัน
เนื่องจากเลือดและของเหลวตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเชื่อมต่อและมีการแลกเปลี่ยนกัน
อาหารและปริมาณเกลือแร่ที่เราจึงมีผลกับความดันของน้ำในช่องหู
| อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง |
อาหารที่รับประทานได้ |
| อาหารที่มีปริมาณเกลือและน้ำตาลมาก เช่น
อาหารที่ผ่านการหมัก,ดอง, อาหารกระป๋อง |
ผัก ผลไม้สด อาหารที่ปรุงเอง |
| อาหารที่มีผงชูรส หรือสารปรุงแต่งมาก
เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป |
|
| อาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนผสม
เช่น กาแฟ ชา ชาเขียว น้ำอัดลม |
|
| กลุ่มแอลกอฮอล์ |
|
2. การใช้ยาในกลุ่มแก้เวียนศีรษะ
เช่น ยาแก้เมารถ หรือยาในกลุ่มใหม่ที่ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงหรือง่วงซึม
ทานช่วงที่มีอาการในสัปดาห์แรกจะได้ผลดี
3. ในรายที่เป็นเรื้อรังและไม่ได้ผลจากการคุมอาหารหรือใช้ยา
และกลุ่มที่มีอาการได้ยินมีปัญหา การผ่าตัดเพื่อเอาครึ่งวงกลมในส่วนที่มีปัญหาออก
(Endolymphaticsac Surgery) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง |
(3.) สมองในส่วนการทรงตัวขาดเลือดเป็น ๆ หาย ๆ
(Vertebro-basilar Insufficience)
อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
หูชั้นในส่วนที่เป็นครึ่งวงกลมทำหน้าที่รับการทรงตัว
จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งไปยังก้านสมอง (Brainstem)
และสมองน้อยด้านหลัง (Cerebellum) ดังนั้นพยาธิสภาพอะไรก็ตาม
เช่น สมองขาดเลือด สมองอักเสบบริเวณดังกล่าวก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกหมุน
โคลงเคลงได้ สำหรับผู้ป่วยรายใดก็ตาม ถ้ามีความผิดปกติทางระบบประสาท
เช่น ตาเห็นภาพซ้อนเห็นคนเป็นสองหัว พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง
แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว หรือสองข้างมีอาการเดินเซจะล้มโดยที่ขายังมีแรงดี
บ่งบอกว่าอาการบ้านหมุนจะต้องมาจากรอยโรคในระบบประสาทแน่นอน
ส่วนใหญ่อาการจะเกิดเป็นนาทีแล้วก็จะดีขึ้น |
ผู้ป่วยมักจะมีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดมาก่อน ได้แก่ เบาหวาน, ความดัน, โลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง,
สูบบุหรี่จัด และอายุมาก
ทำไมต้องแยกว่าสาเหตุอยู่ที่หูหรือสมอง?
เพราะการรักษารวมไปถึงการพยากรณ์โรคต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โรคของหลอดเลือดสมองจำเป็นต้องได้ยาป้องกันไม่ให้เส้นเลือดตีบหรืออุดตัน
โดยใช้ยาในกลุ่มยาต้านเกร็ดเลือดหรือต้านการแข็งตัวของเลือด
ควบคู่ไปกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือด มิฉะนั้นหากปล่อยทิ้งไว้
ผู้ป่วยอาจเกิดอัมพาต
|