มะเร็งปากมดลูก…ภัยจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงทุกคน

Image

แชร์


มะเร็งปากมดลูก…ภัยจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงทุกคน

คุณรู้จักโรคมะเร็งปากมดลูกดีพอหรือยัง?

เซลล์กล้ามเนื้อบริเวณปากมดลูกที่มีการแบ่ง ตัวหรือเติบโตอย่างผิดปกติ อาจทำให้กลายชนิดเป็นเซลล์เนื้อร้ายที่ปากมดลูก หรือ “มะเร็งปากมดลูก” และยังมีโอกาสแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดและน้ำเหลือง ลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงได้

พญ. ถนอมศิริ สติฐิต สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทางนรีเวช รพ.พญาไท 2 อธิบายถึงธรรมชาติของปากมดลูกซึ่งอยู่ที่ส่วนล่างสุดของมดลูก เป็นช่องทางเปิดเข้าไปในมดลูก ปากมดลูกจะเชื่อมต่อระหว่างช่องคลอดและมดลูก ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องเชิงกรานของสตรี โดยสาเหตุของการเกิดเซลล์มะเร็งของปากมดลูกมาจากการติดเชื้อไวรัสที่บริเวณ ปากมดลูก เรียกไวรัสชนิดนี้ว่า ฮิวแมน พาพิลโลมา ไวรัส (Human Papiloma Virus, HPV) จะทำให้เซลล์ปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นเซลล์ในระยะก่อนมะเร็ง และกลายเป็นมะเร็งในเวลาต่อมา ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 10 – 15 ปี นับตั้งแต่ได้รับเชื้อ

ผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก

พญ. ถนอมศิริ สติฐิต สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทางนรีเวช รพ.พญาไท 2 ยังชี้ชัดถึงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก โดยจากประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งทางนรีเวช ได้จำแนกกลุ่มผู้หญิงที่เสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 7 กลุ่ม ดังนี้

  • สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย เป็นช่วงอายุที่มีความไวต่อการติดเขื้อไวรัส HPV
  • สตรีที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่สำส่อนทางเพศ เสี่ยงต่อการรับเชื้อ HPV
  • สตรีที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีภรรยาหรือคู่นอนที่เป็นมะเร็งปากมดลูก
  • สตรีที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายๆ คน จะเพิ่มโอกาสการติดเชื้อ HPV
  • สตรีหรือผู้ชายที่เป็นคู่นอน เป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม หนองใน หูด เป็นต้น
  • สตรีที่มีโรคที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคเอดส์(HIV)
  • การสูบบุหรี่ ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง ติดเชื้อ HPV ได้ง่ายขึ้น

อาการเตือนสำคัญ สัญญาณร่างกายโรคร้ายมะเร็งปากมดลูก

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้ ตัวว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก กระทั่งร่างกายส่งสัญญาณเตือนที่น่าหวาดกลัว ทั้งที่ความจริงแล้ว ข้อมูลจากศูนย์สุขภาพหญิง โรงพญาบาลพญาไท 2 แจ้งว่าหากพบมะเร็งปากมดลูกในระยะแรกเริ่มก็สามารถทำการรักษาได้ โดยอาการส่วนใหญ่คือ การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เป็นอาการสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงตัดสินใจมาพบแพทย์ นอกจากนี้ ยังควรสังเกตุตัวเองจากอาการเตือนสำคัญเหล่านี้

  • มีเลือดออกระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน
  • มีของเหลวปนเลือด ออกทางช่องคลอด
  • มีอาการปวดท้องน้อย
  • มีอาการเจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์

สัญญาณที่บอกว่ามะเร็งปากมดลูกมากเยือนในระยะลุกลามไปสู่อวัยวะอื่นๆ ผู้ป่วยมักมีอาการขาบวม ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
พญ. ถนอมศิริ สติฐิต สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทางนรีเวช รพ.พญาไท 2 แนะนำว่าควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยแพทย์เฉพาะทางนรีเวช

  • ด้วยการตรวจภายใน  เพื่อหาก้อนหรือแผลที่ผิดปกติ เมื่อแพทย์พบว่ามีก้อนหรือแผลที่น่าสงสัยจะทำการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
  • การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear)  เป็นการตรวจภายในและเก็บตัวอย่างเซลล์บริเวณปากมดลูก ไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • การตรวจหา DNA ของไวรัส HPVวิธีตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV DNA Test)  ซึ่งมีความไวในการตรวจพบมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้นได้ถึง 99-100 % ซึ่งHPV test คือตรวจเลยว่ามีการติดเชื้อHPV รึไม่ ข้อดีคือมีความแม่นยำเกือบ 100% ในการพบความผิดปกติ
  • การตรวจด้วยกล้องขยาย (Colposcopy) และตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ในกรณีที่ตรวจแปปสเมียร์ แล้วพบว่ามีความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก หรือในรายที่ผลแปปสเมียร์ปกติ แต่มีอาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติ เป็นต้น

การรักษามะเร็งปากมดลูก

วิธีการรักษา แพทย์จะพิจารณาปัจจัยประกอบหลายๆ ด้าน เช่น ระยะของโรคมะเร็ง โรคร่วมอื่นๆ อายุของผู้ป่วยและความต้องการมีบุตรในอนาคตของผู้ป่วย เป็นต้น

การรักษาในระยะก่อนเป็นมะเร็ง

ระยะนี้ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ แต่ตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรอง”แปปสเมียร์” การรักษาจะใช้การผ่าตัดซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็ก มีหลายวิธี เช่น การจี้ปากมดลูกด้วยความเย็นจัด (Cryosurgery) การจี้ด้วยเลเซอร์ การตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (Conization) ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่สามารถตัดปากมดลูกด้วยมีดหรือขดลวดไฟฟ้า รวมทั้งการตรวจติดตามผลเป็นระยะ การรักษาระยะนี้ได้ผลหายขาดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

การรักษามะเร็งปากมดลูก

  • มะเร็งในระยะเริ่มแรก รักษาด้วยการตัดมดลูก พร้อมกับการเลาะต่อมน้ำเหลือง บริเวณอุ้งเชิงกราน สามารถรักษาได้หายมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ สำหรับระยะนี้
  • มะเร็งในระยะลุกลาม รักษาด้วยการฉายรังสีหรือรักษาร่วมกับให้ยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงของรักษา

  • การผ่าตัด อาจมีผลข้างเคียงได้แก่ การติดเชื้อ การตกเลือด
  • การฉายรังสี มีผลข้างเคียง ได้แก่ ผิวหนังแห้งระคายเคือง อ่อนเพลีย ปัสสาวะเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด
  • การให้ยาเคมีบำบัด มีผลข้างเคียง ได้แก่ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ผมร่วง อาการขึ้นอยู่กับชนิดของยาเคมีบำบัด แต่ละชนิด

การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก

  • การรับประทานอาหาร ควรครบ 5 หมู่ ครบทุกมื้อ เน้นผักผลไม้ งด ชา กาแฟ ยาชูกำลัง ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 6 – 8 แก้วต่อวัน ถ้าหากระหว่างการรักษาด้วยการฉายแสง หรือให้เคมีบำบัดแล้วเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย รับประทานครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง
  • การออกกำลังกาย สม่ำเสมอ แต่ไม่หักโหม และผ่อนคลายความเครียด
  • ระวังการติดเชื้อในช่วงที่อ่อนเพลีย จากการรักษาด้วยการฉายแสงและให้ยาเคมีบำบัด หลีกเลี่ยงชุมชนแออัด
  • การดูแลความสะอาดของอวัยวะสืบพันธ์ภายนอกให้แห้ง และสะอาดอยู่เสมอ หากมีของเหลวหรือเลือดไหลออกมาควรใส่ผ่าอนามัยและเปลี่ยนบ่อยๆ และสังเกตอาการเลือดออกถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติ ชุ่มผ้าอนามัยหรือของเหลวที่ไหลออกจากช่องคลอด มีลักษณะคล้ายหนอง ควรพบแพทย์ก่อนวันนัดหมาย
  • รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์
  • พบแพทย์ตามเวลาที่นัดหมาย เพื่อการติดตามผลและการรักษาที่ต่อเนื่อง

แปปสเมียร์ วิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่ทั่วโลกยอมรับ

การตรวจแปปสเมียร์ เป็นการค้นหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุปากมดลูก ในระยะก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่มีอุบัติการณ์ และอัตราการเสียชีวิตสูงสำหรับสตรีไทย เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกเป็นภัยเงียบที่ไม่มีอาการเตือนของโรคล่วงหน้ากว่า จะรู้ตัวก็พบว่าเป็นมะเร็งเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว แต่ด้วยระยะเวลาดำเนินโรคของเซลล์เยื่อบุปากมดลูกจนกระทั่งกลายเป็นมะเร็ง ใช้เวลานานหลายปี ฉะนั้น เราสามารถหยุดการเป็นมะเร็งได้ด้วยการตรวจคัดกรอง ด้วยวิธีการตรวจแปปสเมียร์ และทำการรักษาก่อนที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรอง แปปสเมียร์

สตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุและสตรี ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แต่อายุเกิน 30 ปี ควรเข้ารับการตรวจแปปสเมียร์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

การเตรียมตัวสำหรับตรวจ”แปปสเมียร์”

  • งดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจ 24-48 ชั่วโมง
  • ไม่ควรเหน็บยาใดๆ ในช่องคลอดก่อนตรวจ 24-48 ชั่วโมง
  • ห้ามสวนล้างช่องคลอดก่อนตรวจ 24-48 ชั่วโมง
  • ไม่ควรตรวจในช่วงที่มีประจำเดือน
  • ต้องไม่ตรวจภายในก่อนมาตรวจแปปสเมียร์ 24 ชั่วโมง

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

จากสาเหตุของเชื้อไวรัส HPV ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุปากมดลูก ซึ่งไวรัสชนิดนี้ส่วนใหญ่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ฉะนั้นก็ควรระวังเรื่อง การมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่อายุน้อยและควรให้ความสำคัญกับถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งการตรวจคัดกรองแปปสเมียร์ทุกปีและปัจจุบัน มีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HPV วัคซีนในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูง มีความปลอดภัย ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดวัคซีน จะเหมือนกับการฉีดวัคซีนทั่วๆ ไป คือมีอาการ บวมแดงและเจ็บบริเวณที่ฉีด จากนั้นอาการเหล่านี้จะหายไป ซึ่งทุกคนสามารถฉีดได้ แนะนำฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป ซึ่งผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แต่มีโครงการที่จะมีเพศสัมพันธ์ในเวลาอันใกล้ และต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพทั้งเรื่องอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การพักผ่อน งดสูบบุหรี่ เป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค

 

พญ. ถนอมศิริ สติฐิต
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช
ศูนย์สุขภาพหญิง โรงพยาบาลพญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...
Loading...