ตั้งแต่เข้าวัยรุ่นก็ ไม่ค่อยได้คุยกับลูกเท่าไหร่,ถามอะไร ลูกก็ไม่ค่อยอยากตอบ,บอกนิดบอกหน่อยก็ระเบิดอารมณ์ หรืออยู่กับหน้าจอทั้งวันไม่ยุ่งกับใคร นี่คือสิ่งที่พ่อแม่พบเจอบ่อยๆ เมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น แล้วแบบนี้ลูกจะเป็นเด็กเก็บกดหรือเปล่า พญ.สุนิดา โสภณนรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 มีคำตอบมาบอกคุณ…
พฤติกรรมเด็กวัยรุ่น สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้!
แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนอยากที่จะเข้าใจลูก ไม่มีใครอยากเห็นลูกเป็นเด็กเก็บกด เป็นเด็กเครียด ไม่พูดกับใคร ไม่ยุ่ง ไม่สนใจใคร หรือ วันดีคืนดีก็ได้ข่าวว่าลูกระเบิดอารมณ์ออกมาทำร้ายตนเอง คนอื่น ราวกับว่าลูกกลายเป็นคนละคน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นนั้น คือสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนควรรู้ เพราะการเปลี่ยนแบบรวดเร็วนี่ล่ะ..ที่ทำให้ความตึงเครียดเกิดขึ้นอย่างมหาศาล
ซึ่งสิ่งที่กระทบให้เกิดพฤติกรรมที่เหมือนเก็บกดในเด็กวัยรุ่นนั้นมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความอยากมีอิสระ ความอยากมี อยากไป อยากทำตามเพื่อน แฟน ความรับผิดชอบต่อการเรียน อนาคต ความสับสนทางเพศ ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวที่อีรุงตุงนัง ปัญหาพ่อแม่แยกทาง สภาวะการเงิน ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้วัยรุ่นเกิดความเครียดสะสมได้มาก นอกจากลูกจะเปลี่ยนแล้ว พ่อแม่เองก็ต้องเตรียมใจกับการเปลี่ยนวิธีการดูแลลูกด้วยเช่นกัน
ข้อควรปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ เพื่อลดความเก็บกดทางใจของลูก
- เมื่อลูกเข้าวัยรุ่น ให้ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นนักฟังที่ดี เพราะไม่มีเด็กที่รู้สึกเก็บกดคนไหนอยากเล่าเรื่องตนเองให้พ่อแม่ที่เก็บกดกว่าฟัง
- สังเกตพฤติกรรมของลูก รู้จักสังเกตสีหน้า ท่าทาง แล้วหมั่นถามไถ่ ความรู้สึก เช่น “วันนี้ลูกเหนื่อยไหม” “ เล่าให้แม่ฟังได้นะ แม่อยากฟัง”
- ไม่นำอาการชักสีหน้า หน้ายู่ ท่าทางกวนยั่วโมโห หรือ จับเอาเสียงตะคอกมาเป็นประเด็นพูดคุย เพราะมันเป็นเพียงการสื่อเพื่อบอกว่า “ฉันไม่โอเค” ซ้ำๆ เท่านั้น การเอาเรื่องนี้มาตักเตือนกัน ก็ยิ่งทำให้เด็กไม่กล้าที่จะพูดอะไรมากขึ้น จำไว้ว่า งานที่พ่อแม่ต้องทำก็คือ ช่วยลูกให้พ้นจากความรู้สึก “ไม่โอเค” เท่านั้น
- ลองเดาใจลูกว่าสิ่งที่ทำให้ลูกไม่สบายใจคืออะไร อาจจะเป็นเรื่องคำพูดของพ่อแม่เอง การเรียน เพื่อน ฯลฯ
- พร้อมที่จะอยู่เป็นเพื่อนความรู้สึกด้านลบของลูก ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉา ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความแค้น ความผิดหวัง ความรำคาญ ความหงุดหงิดใจ ความผิดหวัง
- พ่อแม่ควรเข้าใจว่าการเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดและฟังลูก ไม่ใช่การเข้าไปแก้ปัญหา แต่เป็นการพยุงใจของลูกให้แข็งแรงพอ เพื่อไปแก้ปัญหานั้นๆ ต่อด้วยตัวลูกเอง
- เมื่อลูกเข้าวัยรุ่น ลองที่จะไม่ให้คำแนะนำลูก ในช่วงที่ลูกมีอารมณ์เยอะ แต่ให้คำแนะนำเมื่อลูกเย็นลงแล้วหรือในวันถัดไป
ในส่วนของคุณครูที่อยากจะมีส่วนช่วยพ่อแม่ที่โรงเรียน การสังเกตอุปนิสัยของเด็กวัยรุ่น สีหน้าท่าทาง การเข้าสังคมกับเพื่อน การทราบภูมิหลังของครอบครัว จะช่วยให้คุณครูสามารถมองเห็นเด็กที่ควรได้รับการช่วยเหลือได้ไวขึ้น คุณครูสามารถที่จะใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นในการช่วยเหลือเด็กให้ได้ระบายความคิด ความรู้สึกได้ด้วยเช่นกัน
เมื่อใดที่พ่อแม่และคุณครูเห็นว่า เด็กมีบุคลิกภาพเปลี่ยนไป สื่อสารกับพ่อแม่ ครู เพื่อน น้อยลง เข้าใจกันน้อยลง แยกตัว เข้ากับคนอื่นได้ยาก หรือ มีอารมณ์รุนแรง ยากที่จะควบคุม ควรพาเด็กมาพบแพทย์ เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไป
พญ. สุนิดา โสภณนรินทร์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น
ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 โทร 02 617-2444 ต่อ 3219-3220
