การใส่สายสวนหลอดเลือดในสมอง (Mechanical Thrombectomy) หนึ่งทางรอดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน

Image

แชร์


การใส่สายสวนหลอดเลือดในสมอง (Mechanical Thrombectomy) หนึ่งทางรอดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน

ปฏิเสธได้ยากว่า อันตรายจากโรคหลอดเลือดสมองฉับพลันนั้นมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เนื่องจากการใช้ยาละลายลิ่มเลือดยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยบางราย การรักษาด้วยการใส่สายสวนหลอดเลือดเพื่อนำลิ่มเลือดอุดตันในสมองออก และเปิดหลอดเลือดที่อุดตันให้สามารถนำเลือดไปเลี้ยงสมองได้อีกครั้ง ถือเป็นอีกหนึ่งทางรอดของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาวะอัมพฤกษ์  อัมพาต และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้

ใครที่จำเป็นต้องรับการใส่สายสวนรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

  • ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำแล้ว แต่ยังมีอาการผิดปกติ และหลอดเลือดสมองเส้นใหญ่มีลิ่มเลือดอุดตันอยู่
  • ผู้ที่มีข้อห้ามของการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ หรือมีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ และหลอดเลือดสมองเส้นใหญ่มีลิ่มเลือดสมองอุดตันอยู่
  • ผู้ที่มีหลอดเลือดสมองเส้นใหญ่อุดตันระยะเฉียบพลัน และมีอาการนานกว่า 5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อเลือดออกผิดปกติ หากได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ และหลอดเลือดสมองเส้นใหญ่มีลิ่มเลือดอุดตันระยะเฉียบพลัน
  • ผู้ป่วยที่ไม่มีตำแหน่งที่เส้นเลือดอุดตันคดเคี้ยวมากจนเกินไป

การเปลี่ยนแปลงหลังได้รับการใส่สายสวนหลอดเลือดสมอง

ความผิดปกติทางระบบประสาทจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ระยะเวลาตั้งแต่มีอาการจนได้รับการรักษา ขนาดของตำแหน่งเนื้อสมองที่ขาดเลือดแต่ยังไม่ตาย ขนาดพื้นที่ของเนื้อสมองที่เสียหาย อายุของผู้ป่วย ภาวะที่มีหลอดเลือดข้างเคียงมาช่วยเลี้ยงบริเวณเนื้อสมองที่ขาดเลือด โรคประจำตัวของผู้ป่วย เป็นต้น

ข้อดีของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองด้วยวิธีการใส่สายสวน

  • ลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดสมองเส้นใหญ่
  • ลดอัตราความพิการ และอัตราการเสียชีวิต
  • ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดด้วยวิธีการแบบเปิดกะโหลก

โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่อรักษาโรคหลอดเลือดสมองด้วยการใช้สายสวน

  • อาจเกิดภาวะสมองขาดเลือดจากหลอดเลือดสมองตีบในหลอดเลือดสมองอื่น หรืออาจเกิดภาวะหลอดเลือดสมองหดเกร็ง
  • อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอาการทางระบบประสาท เช่น ซึมลง พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น
  • อาจเกิดภาวะเลือดออกในสมองหรือมีก้อนเลือดอุดตันซ้ำหลังการรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด
  • อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการดมยาสลบ
  • อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารทึบรังสี
  • อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้อุปกรณ์ดึงเอาลิ่มเลือดออก ได้แก่ หลอดเลือดสมองทะลุ หรือผนังหลอดเลือดสมองฉีกขาด
  • อาจเกิดภาวะเลือดออก บริเวณที่ใส่สายสวนหลอดเลือดแดงอย่างบริเวณขาหนีบ เช่น การเกิดภาวะเลือดออกซ้ำในตำแหน่งที่ใส่สาย การเกิดก้อนเลือดบริเวณที่ใส่สาย (Hematoma formation) เลือดออกหลังเยื่อบุช่องท้อง (Retroperitoneal bleeding)การฉีกขาดของหลอดเลือดแดง (Arterial dissection) หรือหลอดเลือดโป่งพองเทียม
  • อาจมีเลือดออก ติดเชื้อ หรือปวดบริเวณตำแหน่งที่มีการสอดอุปกรณ์สายสวนทางหลอดเลือด

การดูแลหลังการใส่สายสวนหลอดเลือดในสมอง

ภายหลังการรักษา ผู้ป่วยจำเป็นต้องพักในห้องผู้ป่วยวิกฤติ เพื่อดูการตอบสนองต่อการรักษา และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นจึงเป็นกระบวนการฟื้นฟูร่างกายและระบบประสาทโดยการทำกายภาพบำบัด เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ระยะเวลาตั้งแต่มีอาการจนกระทั่งได้รับการรักษา ขนาดพื้นที่ของเนื้อสมองที่เสียหาย พื้นที่ของเนื้อสมองที่ขาดเลือดแต่ยังไม่ตาย ภาวะที่มีหลอดเลือดข้างเคียงมาช่วยเลี้ยงบริเวณเนื้อสมองที่ขาดเลือด (leptomeningeal collateral vessel) รวมถึงอายุและโรคประจำตัวของผู้ป่วย นอกจากนี้ แพทย์จะสื่อสารและให้ข้อมูลกับผู้ป่วยและญาติถึงสาเหตุของการเกิดโรค เพื่อให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวและป้องกันกลับมาเกิดโรคซ้ำอีก

ข้อควรปฏิบัติเพื่อการดูแลตัวเองหลังใส่สายสวนหลอดเลือดในสมอง

  • หากมีการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท เช่น มีอาการซึมลง แขนขาไม่มีแรง เป็นต้น ให้ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลทันที
  • เฝ้าระวังแผลบริเวณขาหนีบ และรีบมาโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลบวมแดง ร้อนหรือมีสารคัดหลั่งออกจากแผลบริเวณขาหนีบ
  • ห้ามยกของหนัก หรือการปั่นจักรยานเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเกิดก้อนเลือดหรือหลอดเลือดโป่งพองเทียมบริเวณขาหนีบที่นำสายสวนออกจากหลอดเลือด
  • ผู้ป่วยควรมาตรวจตามนัด เพื่อติดตามอาการและรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงก่อนการกลับไปทำงานหรือประกอบอาชีพ ควรได้รับการพิจารณาหรือคำแนะนำจากแพทย์ก่อน
  • รับประทานยาต่อเนื่องตามคำสั่งของแพทย์ และเฝ้าสังเกตอาการไม่พึงประสงค์ของยา โดยผู้ป่วยที่ทำการรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือดจะต้องระมัดระวังการใช้ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น Aspirin และยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ยากลุ่ม NSAIDs

แชร์


Loading...
Loading...