โรคกระดูกพรุน (osteoporosis) คือ การสูญเสียมวลกระดูก ที่เกิดจากการสร้างมวลกระดูกใหม่ไม่เพียงพอที่จะทดแทนต่อการสลายของมวลกระดูก เพราะโดยทั่วไปแล้วเมื่อเราอายุมากขึ้น ความสามารถในการสร้างมวลกระดูกก็จะลดลง กระดูกจึงค่อยๆ บางลง ทำให้กระดูกเปราะ หักหรือยุบตัวง่าย และเสียคุณสมบัติในการรับน้ำหนัก
โรคกระดูกพรุน เป็นภัยเงียบเพราะไม่แสดงอาการ
โรคกระดูกพรุนนับเป็นโรคที่เป็น “ภัยเงียบ” อย่างแท้จริง เพราะจะไม่มีอาการแสดงใดๆ ให้รู้ จนกระทั่งล้มแล้วมีกระดูกหัก กระดูกยุบตัวลง หรือกว่าจะรู้ตัวอีกที ความสูงก็ลดลง หลังค่อมลง เมื่อไปตรวจจึงทราบว่าเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งในทางการแพทย์ เราสามารถตรวจหาภาวะหรือ “โรคกระดูกพรุน” ก่อนได้ ด้วยการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก
ปัจจัยเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
1. เพศ ผู้หญิงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าและเร็วกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือผ่าตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง เนื่องจากขาดฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้มวลกระดูกค่อยๆ ลดลง
2. อายุ มวลกระดูกของคนเราจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี โดย
- อายุ > 70 ปี มีกระดูกพรุนราว 20%
- อายุ > 80 ปี มีกระดูกพรุนราว 30%
3. พันธุกรรม ครอบครัวที่พ่อหรือแม่เป็นโรคกระดูกพรุน ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น
4. เชื้อชาติ กลุ่มเชื้อชาติผิวขาวและผิวเหลืองมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า
5. ยา การได้รับยาบางชนิดเป็นเวลานานทำให้มวลกระดูกลดลง เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์ ยาไทรอยด์ฮอร์โมน และยากันชัก
6. แอลกอฮอล์ การดื่มเหล้า เบียร์ หรือไวน์มากกว่า 3 แก้ว/วัน เพิ่มโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น
7. บุหรี่ สารพิษในบุหรี่อย่างนิโคตินเป็นตัวทำลายเซลล์สร้างมวลกระดูก ทำให้กระดูกบางลง หากสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวน/วัน จะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น
8. คนผอม จะเป็นโรคกระดูกพรุนได้ง่ายกว่าคนรูปร่างปกติและคนอ้วน
9. ขาดสารอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีน ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างมวลกระดูก
10. ไม่ออกกำลังกาย จะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า
11. การกินการดื่ม การทานอาหารรสเค็มจัด ดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้ว/วัน น้ำอัดลมมากกว่า 2 กระป๋อง/วัน มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น
การตรวจโรคกระดุกพรุน
ทำได้โดย ตรวจวัดมวลกระดูก Bone Mineral Density (BMD) ด้วยเครื่องมือรังสีพิเศษ (Dual Energy X-ray Absorptiometer) โดยองค์การอนามัยโลกกำหนดให้ตรวจบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวและกระดูกสะโพก ซึ่งจะได้ค่าเป็นตัวเลขแสดงความเบี่ยงเบนจากค่ามาตรฐานของความหนาแน่นกระดูก ดังนี้
- T-score > -1 แสดงว่ามีภาวะกระดูกบาง (osteopenia)
- T-score > -2.5 แสดงว่ามีภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis)
อันตรายของโรคกระดูกพรุน
- กระดูกหักง่ายแม้มีอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย
- กระดูกสันหลังยุบ หลังโกง ความสูงลดลง ถ้ามีการกดทับเส้นประสาทจะทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา
- ในผู้สูงอายุ มีผลทำให้เกิดทุพพลภาพ เดินไม่ได้ หรือเป็นผู้ป่วยติดเตียง
การป้องกันโรคกระดูกพรุน
- ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน ทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง นม งาดำ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ออกไปรับแสงแดดในช่วงเช้าและเย็น
- ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่
- ตรวจวัดมวลกระดูกเมื่อมีข้อบ่งชี้ หรือมีความเสี่ยง
ใครบ้างที่ควรตรวจวัดมวลกระดูก?
- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือผู้หญิงที่ถูกตัดรังไข่ออกทั้งสองข้าง
- ผู้ชายที่อายุมากกว่า 60 ปี
- ผู้ที่มีประวัติกระดูกหักแม้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ เช่น เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) หรือ ผู้ป่วยที่ใช้ยาเสริมไทรอยด์ฮอร์โมน
- ผู้ที่มีโรคที่มีพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูง เพราะจะมีการสลายของกระดูกมากขึ้น
- ผู้ที่ขาดวิตามินดี เพราะกระดูกจะเปราะหักง่าย และอาจมีกระดูกพรุนร่วมด้วย ทั้งนี้ระดับวิตามินดีไม่ควรต่ำกว่า 30
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง โรคทางเดินอาหารที่มีผลต่อการดูดซึม หรือผู้ที่ได้รับการผ่าตัดลำไส้ออกมากจนมีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร
- ผู้ที่ส่วนสูงลดลงมากกว่า 2 ซม. ต่อปี
การป้องกันกระดูกหักในผู้สูงอายุ ต้องจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้ดี
อุบัติเหตุของผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักเกินในบ้าน เช่น หกล้ม ลื่นล้ม จึงควรลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุโดยจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ดังนี้
1. พื้นทางเดิน : อย่าให้มีของเกะกะกีดขวาง เพราะอาจทำให้สะดุดล้มง่าย
2. ห้องน้ำ : ต้องติดตั้งราวจับ และใช้แผ่นยางกันลื่นในบริเวณที่ต้องเปียกน้ำ
3. แสงสว่าง : ควรมีแสงสว่างเพียงพอ โดยเฉพาะทางเดิน
4. บันได : ต้องไม่ลื่น ไม่ชัน หรือลาดเกินไป มีราวให้เกาะ และมีแสงสว่างเพียงพอ
6. รองเท้า : สวมรองเท้าที่พื้นไม่ลื่น
7. ยา : ยาบางชนิดทำให้มึนงง ง่วงนอน ซึ่งอาจทำให้ล้มได้ จึงควรระมัดระวังเมื่อต้องกินยา
การรักษาโรคกระดูกพรุน
มีการรักษาหลายวิธีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เช่น
- ให้กินแคลเซียมและวิตามินดี
- ให้ยากลุ่มเพิ่มมวลกระดูก ซึ่งมีแบบรับประทานและแบบฉีด
- ให้ฮอร์โมนเพศหญิง ในกลุ่มหญิงวัยหมดประจำเดือน หรือพร่องฮอรโมน
- ให้ยากลุ่มยับยั้งเซลล์ที่จะไปสลายกระดูก โดยฉีดทุก 6 เดือน
- ให้ยากลุ่มพาราไทรอยด์ฮอร์โมน

