โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยโรคนี้มักมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ขาดการออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการมีโรคประจำตัวอื่นๆ แล้วไม่ได้ควบคุมหรือรักษาให้ดี เช่น โรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเกิดโรคหัวใจที่รุนแรง เช่น ‘หัวใจวายเฉียบพลัน’ หรือ ‘ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน’ จนนำไปสู่การเสียชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ศูนย์ผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินโรคหัวใจ ให้บริการอย่างครอบคลุม ตลอด 24 ชั่วโมง
เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากโรคหัวใจดังกล่าว โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้จัดตั้งศูนย์ผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินโรคหัวใจ ซึ่งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจรุนแรง ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการออกแบบให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การแรกรับผู้ป่วย การตรวจ วินิจฉัย และการรักษาที่ใช้เวลาน้อยที่สุดแต่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาชีวิตผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน
ที่ โรงพยาบาลพญาไท 2 เรายกระดับการรักษาโรคหัวใจด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ครอบคลุมทุกขั้นตอนการดูแลอย่างครบวงจร ตลอด 24 ชั่วโมง
เรามุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย มาใช้ในการตรวจวินิจฉัย และรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ เพื่อให้การรักษามีความแม่นยำและได้ประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้เครื่องมือ และเทคนิคที่ก้าวล้ำ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยทุกท่านได้รับการรักษาที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ ด้วย
- ห้องผ่าตัดหัวใจ Hybrid OR
เทคโนโลยีที่ทันสมัย และบริการตลอด 24 ชั่วโมง ห้องผ่าตัดของเราได้รับการออกแบบเป็น ห้องผ่าตัดแบบไฮบริด (Hybrid Operating Room) เหมาะกับการทำหัตถการที่ซับซ้อน เช่น TAVI, EVAR, TEVAR, Mitral Clip, Hybrid CABG ซึ่งเป็นห้องผ่าตัดที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์หลายสาขา เช่น ศัลยแพทย์หัวใจ รังสีแพทย์ และวิสัญญีแพทย์ โดยมีการติดตั้งเทคโนโลยี Flexmove ที่สามารถถ่ายภาพเอกซเรย์ที่สามารถถ่ายภาพได้ 360 องศา ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นรอยโรคหรือส่วนที่ต้องการผ่าตัดได้อย่างชัดเจน และแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผ่าตัดหัวใจ ช่วยลดระยะเวลาการผ่าตัด และลดภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้ ห้องผ่าตัดหัวใจ OR สามารถรักษาโรคหัวใจทั้งแบบผ่าตัดแบบเปิดหน้าอก และการสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) ในห้องเดียวกันได้ ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงพร้อมรองรับการผ่าตัดในกรณีฉุกเฉิน เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ภาวะหัวใจล้มเหลว เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาทันท่วงทีในทุกช่วงเวลาตลอด 24 ชั่วโมง - ห้องสวนหัวใจCardiac Catheterization Laboratory (Cath Lab)
รองรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ด้วยเทคนิคการสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) เพื่อการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน (Balloon Angioplasty) หรือการฝังขดลวด (stent) - ห้อง CCU (Coronary Care Unit)
เป็นหนึ่งส่วนสำคัญของศูนย์หัวใจ โดยมีหน้าที่หลักในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะวิกฤตหรืออยู่ในภาวะวิกฤตอยู่แล้ว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว เช่น ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวาย โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและทีมพยาบาลที่มีประสบการณ์สูงในการดูแลผู้ป่วยในห้อง CCU โดยเฉพาะ ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง - การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจด้วยการใช้ ECMO (Extracorporeal Membrane Oxygenation)
เพื่อการช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอดในผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤต เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือปอดติดเชื้อรุนแรง โดยการนำเลือดออกจากร่างกายของผู้ป่วยผ่านเครื่องเติมออกซิเจนและกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อนจะส่งเลือดที่ได้รับการปรับสภาพกลับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้หัวใจและปอดของผู้ป่วยได้พักฟื้น และสามารถทำงานได้ดีขึ้นในระหว่างการรักษา การใช้ ECMO จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหรือปอดล้มเหลวรุนแรง โดยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ - Balloon Pump (Intra-Aortic Balloon Pump – IABP)
ในกรณีที่ต้องการเพิ่มการไหลเวียนเลือดและลดภาระการทำงานของหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจวายหรือระหว่างการผ่าตัดหัวใจ เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของหัวใจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จะมีการใส่ท่อที่มีลูกโป่งเข้าไปในหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) โดยตัว Balloon Pump จะพองขึ้นในช่วงที่หัวใจคลายตัว (diastole) เพื่อเพิ่มเลือดเข้าสู่หลอดเลือดหัวใจ (coronary arteries) และยุบตัวในช่วงที่หัวใจบีบตัว (systole) เพื่อลดแรงดันหลัง (afterload) ที่หัวใจต้องเผชิญ ทำให้หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เทคโนโลยีและนวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่ก้าวหน้าไปอีกขั้น
การรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจมีหลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละเทคนิคจะถูกเลือกใช้ตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยการเลือกวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับความรุนแรงของโรค สภาพร่างกายของผู้ป่วย และความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่ใช้ ดังนี้
- การทำหัตถการสวนหัวใจ (Percutaneous Coronary Intervention; PCI)
เป็นวิธีที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันหรืออุดตัน โดยไม่ต้องผ่าตัดแบบเปิด โดยการสอดสายสวนผ่านหลอดเลือดที่ขาหนีบหรือข้อมือไปยังหลอดเลือดหัวใจที่อุดตัน เพื่อแก้ไขให้เลือดสามารถไหลเวียนได้เป็นปกติด้วยการใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดและการใส่ขดลวด (Stent) เพื่อค้ำยันหลอดเลือดให้กว้างขึ้น และป้องกันการตีบซ้ำ เทคนิคนี้มีข้อดีคือ สามารถทำได้ในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนาน ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน และฟื้นตัวได้เร็ว - การผ่าตัดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting; CABG)
เป็นวิธีการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันรุนแรง หรือมีการตีบหลายจุด โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการทำ PCI ได้ การผ่าตัด CABG มีข้อดีในการลดอาการเจ็บหน้าอกและลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน โดยจะใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หลอดเลือดแดงบริเวณหน้าอกหรือแขน หรือหลอดเลือดดำที่ขา เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผ่าตัดนี้แบ่งออกเป็นสองวิธีหลัก ได้แก่- On-Pump CABG เป็นการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมช่วยในการผ่าตัด
– Off-Pump CABG ไม่ใช้เครื่องเหล่านี้ ทำให้หัวใจยังคงเต้นต่อไประหว่างการผ่าตัด - การเปลี่ยนลิ้นหัวใจด้วยเทคนิค TAVR (Transcatheter Aortic Valve Replacement)
เป็นวิธีการรักษาลิ้นหัวใจที่ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก เหมาะกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในการผ่าตัดแบบดั้งเดิม เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ การรักษานี้จะใช้การใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านหลอดเลือด โดยใช้ท่อพิเศษที่สอดผ่านทางขาหนีบหรือบริเวณอื่นๆ เพื่อนำไปสู่ตำแหน่งของลิ้นหัวใจเอออร์ติก และทำการเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่เสื่อมลง เป็นการรักษาที่ช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัว และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอก ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้นเทคนิคต่างๆ ดังกล่าว ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังเป็นการใช้เทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งจำเป็นต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจในแต่ละกรณี
พร้อมสรรพด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจ
เรามุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ เพื่อให้การรักษามีความแม่นยำและได้ประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้เครื่องมือและเทคนิคที่ก้าวล้ำในการประเมินสภาพหลอดเลือดหัวใจอย่างละเอียดและรวดเร็ว เช่น
- การตรวจหลอดเลือดหัวใจหรือการสวนหัวใจ (Coronary Angiography; CAG)
เป็นเทคนิคที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคหัวใจ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการบ่งชี้ถึงปัญหาหลอดเลือดหัวใจ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือมีประวัติครอบครัวเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ การตรวจนี้จะใช้สารทึบรังสี (Contrast Dye) ฉีดเข้าสู่หลอดเลือดผ่านสายสวน และใช้เครื่องเอกซเรย์เพื่อถ่ายภาพการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งช่วยให้แพทย์เห็นสภาพหลอดเลือดอย่างชัดเจน และสามารถประเมินว่ามีการตีบหรืออุดตันในหลอดเลือดหรือไม่ รวมถึงระบุตำแหน่งที่ต้องการการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน (Angioplasty) หรือการใส่ขดลวด (Stent) - การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram; ECG)
เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจสอบการทำงานของหัวใจและการเต้นของหัวใจ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias) ได้ทันที เช่น หัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรง เช่น หัวใจหยุดเต้น นอกจากนี้ยังสามารถตรวจจับอาการอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction) กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวผิดปกติ (Left Ventricular Hypertrophy) และภาวะการนำไฟฟ้าผิดปกติในหัวใจ โดยการตรวจ ECG มีขั้นตอนที่ง่าย ไม่เจ็บ และไม่มีความเสี่ยง ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที - การตรวจหลอดเลือดหัวใจและการไหลเวียนเลือดด้วยเทคโนโลยี FFR (Fractional Flow Reserve) และ IVUS (Intravascular Ultrasound)
เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินสภาพหลอดเลือดและการไหลเวียนของเลือดได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม ดังนี้– FFR (Fractional Flow Reserve) เป็นการวัดความแตกต่างของความดันเลือดในบริเวณที่มีการตีบ ซึ่งช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าการตีบของหลอดเลือดหัวใจในแต่ละจุดส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดมากน้อยเพียงใด ทำให้แพทย์เลือกวิธีรักษาได้อย่างแม่นยำว่าควรทำการรักษาด้วยการใส่ขดลวด (Stent) หรือผ่าตัดบายพาส (Bypass Surgery)– IVUS (Intravascular Ultrasound) เป็นเทคโนโลยีการอัลตราซาวด์ภายในหลอดเลือดที่ช่วยให้แพทย์เห็นลักษณะภายในของผนังหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน โดยสามารถระบุตำแหน่งและลักษณะของการตีบได้เป็นอย่างดี ซึ่งช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โปรแกรมฟื้นฟูหัวใจเฉพาะบุคคลและการดูแลอย่างต่อเนื่อง
หลังการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ การฟื้นฟูสุขภาพถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรง โรงพยาบาลพญาไท 2 จึงได้จัดโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจเฉพาะบุคคล ซึ่งได้รับออกแบบมาเพื่อช่วยในการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน เช่น การออกกำลังกายที่เหมาะสม การควบคุมอาหารและโภชนาการ และการจัดการความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจซ้ำ นอกจากนี้ยังมีการติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดจากทีมพยาบาลที่เชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะ เพื่อให้คำแนะนำในการรักษาและปรับพฤติกรรมที่ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งส่งเสริมการดูแลตนเองที่บ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ
ศูนย์ผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินโรคหัวใจ ให้การดูแลสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืนแบบองค์รวม
ศูนย์ผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินโรคหัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยในการรักษาโรคหัวใจ ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ไปจนถึงการรักษาด้วยเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคหัวใจ พร้อมให้บริการด้วยความใส่ใจจากทีมสหสาขาวิชาชีพ และยังมีโปรแกรมฟื้นฟูเพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืนแบบองค์รวม หากคุณหรือคนที่คุณรักมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ อย่ารอช้า ให้ ศูนย์ผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินโรคหัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและให้คำปรึกษา เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน
