มะเร็งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักในการเสียชีวิตของคนทั่วโลก โดยมะเร็งแต่ละชนิดมีปัจจัยในการเกิดทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน เช่น พันธุกรรม การกลายพันธุ์ของยีน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมีหรือมลพิษ รวมถึงฝุ่น PM2.5 พฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ การที่เราจะรู้ได้ว่าเรากำลังเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งแล้วหรือยังนั้นมีการตรวจคัดกรองหลายวิธี และหนึ่งในวิธีตรวจที่ทำได้ง่าย คือการตรวจ ctDNA หรือ Circulating Tumor DNA ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของ DNA ที่เซลล์มะเร็งปล่อยออกมาสู่กระแสเลือด
รู้จัก Circulating Tumor DNA กันก่อน
ctDNA หรือ Circulating Tumor DNA คือ ชิ้นส่วนของดีเอ็นเอที่เซลล์มะเร็งปล่อยออกมาสู่กระแสเลือด ซึ่งเกิดจากกระบวนการตายของเซลล์ หรือจากการหลั่งดีเอ็นเอของเซลล์มะเร็งโดยตรง และเนื่องจากเซลล์มะเร็งมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและตายเร็วกว่าปกติ จึงทำให้มี ctDNA ปะปนอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งสามารถตรวจพบได้ด้วยเทคนิคการตรวจพันธุกรรมความไวสูง
ระบบวิเคราะห์การกลายพันธุ์ของเซลล์ในการตรวจ ctDNA ความไวสูง
เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการวิเคราะห์การกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งผ่านการตรวจ Circulating Tumor DNA (ctDNA) โดยอาศัยหลักการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอเฉพาะส่วนที่มีกลายพันธุ์ และทำการวิเคราะห์ลำดับเบสอย่างละเอียด ทำให้สามารถตรวจพบการกลายพันธุ์ได้อย่างแม่นยำและไวสูง ซึ่ง ctDNA มีคุณสมบัติที่โดดเด่น ดังนี้
- ให้ความแม่นยำสูง สามารถตรวจพบการกลายพันธุ์ของ DNA ได้แม้มีปริมาณที่น้อย
- ลดโอกาสเกิดผลลบลวง (False Negative) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้น
- ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลได้ดีขึ้น เพราะสามารถใช้ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เช่น การเลือกชนิดของยามุ่งเป้า พิจารณาการดื้อยา การติดตามผลการรักษา และเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ
การตรวจ ctDNA ด้วยวิธี Next-Generation Sequencing (NGS)
การตรวจ ctDNA เป็นหนึ่งในรูปแบบของวิธีการตรวจหาชิ้นส่วนดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็งจากของเหลวในร่างกาย โดยเฉพาะจากเลือด ช่วยลดความจำเป็นในการตรวจชิ้นเนื้อแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้การผ่าตัดหรือการเจาะเนื้อเยื่อ โดยมีขั้นตอนดังนี้
- เก็บตัวอย่างเลือดประมาณ 10 มล.
- แยกพลาสมาและทำการสกัด ctDNA ออกมา
- วิเคราะห์ ctDNA ด้วยเทคนิค NGS (Next-Generation Sequencing) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมของ ctDNA ได้อย่างละเอียดและครอบคลุม ทำให้สามารถ
- ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนหลายชนิดได้พร้อมกัน
- ตรวจพบการกลายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็ง
- ประเมินการตอบสนองต่อการรักษาและภาวะดื้อยา
- แพทย์จะวิเคราะห์ข้อมูลว่ามีการกลายพันธุ์ของ DNA ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งหรือไม่ และเป็นชนิดใด
ทำไมต้องตรวจ ctDNA?
สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการป้องกัน การตรวจ ctDNA ช่วยให้คุณมั่นใจในสุขภาพของตัวเองและครอบครัวได้มากขึ้น เพราะโดยทั่วไปการตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1 และ 2) มีโอกาสรอดชีวิตที่ 5 ปี มากกว่า 70-95% ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งและตำแหน่งของมะเร็ง ในขณะที่มะเร็งระยะลุกลาม (ระยะที่ 3 และ 4) มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีลดลงมาก โดยในระยะที่ 3 จะอยู่ระหว่าง 40-70% และระยะที่ 4 เหลือเพียง 20-30% การตรวจพบเร็วจึงเพิ่มอัตราการรักษาให้หายได้มากกว่ามาก การตรวจ ctDNA จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
Circulating Tumor DNA เพื่อการคัดกรองมะเร็ง
การตรวจ ctDNA มีประโยชน์อย่างมากในการค้นหาการกลายพันธุ์ของยีนที่ส่งผลให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยในการตรวจคัดกรองก่อนเกิดโรค และช่วยในการรักษา ทั้งยังช่วยลดความจำเป็นในการตัดชิ้นเนื้อ ซึ่งการตรวจ ctDNA สามารถตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งได้ถึง 10 ชนิด ดังนี้
- มะเร็งปอด (Lung Cancer)
- มะเร็งเต้านม (Breast Cancer)
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer)
- มะเร็งท่อน้ำดี (Bile Duct Cancer)
- มะเร็งตับ (Liver Cancer, Hepatocellular Carcinoma; HCC)
- มะเร็งตับอ่อน (Pancreatic Cancer)
- มะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Cancer)
- มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)
- มะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal Cancer)
- มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Cancer)
ทั้งนี้ การตรวจ ctDNA อาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือไม่สามารถใช้แทนการตรวจชิ้นเนื้อได้ในทุกกรณี และอาจต้องใช้ร่วมกับการตรวจอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำขึ้น
ใครบ้างที่ควรตรวจ Circulating Tumor DNA (ctDNA) ?
- ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งมีความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้นตามวัย
- ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและใส่ใจการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
- มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์ มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็ง
- อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น แร่ใยหิน (Asbestos) ในงานก่อสร้าง เบนซีน โลหะหนัก หรือยาฆ่าแมลง
- มีอาการที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยง เช่น ไอเรื้อรัง ปวดท้องหรือปวดหลังเรื้อรัง ระบบขับถ่ายผิดปกติ อ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อติดตามผลการรักษา
- ผู้ที่ไม่สามารถทำการตรวจชิ้นเนื้อได้ หรือไม่ต้องการเจาะชิ้นเนื้อ
หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ สามารถเข้ารับคำปรึกษากับทีมแพทย์เฉพาะทางที่ ศูนย์พรีเมียร์ไลฟ์เซนเตอร์ โรงพยาบาลพญาไท 2 ด้วยบริการที่ตอบโจทย์ Value Care ซึ่งให้ความคุ้มค่าและครอบคลุมทุกด้านของการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพเบื้องต้น การคัดกรองมะเร็ง การวินิจฉัยที่แม่นยำ จนถึงการให้คำแนะนำและแผนการรักษาที่เหมาะสม พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับคุณและคนที่คุณรัก
