เนื้องอกต่อมใต้สมอง (Pituitary tumor) ภัยเงียบที่เริ่มจากอาการ เล็ก ๆ แต่เปลี่ยนชีวิตได้ทั้งระบบ
บางครั้ง “ความเหนื่อย” ไม่ได้เกิดจากพักผ่อนน้อย
บางครั้ง “ปวดหัว” ไม่ได้เกิดจากความเครียด
และบางครั้ง “มองเห็นแคบลง เดินชนของบ่อย” ไม่ใช่ความซุ่มซ่าม
อาการเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง เหงื่อออกมากผิดปกติ น้ำหนักขึ้นลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ประจำเดือนผิดปกติ หรือแม้แต่ใบหน้า มือ เท้า ที่ดูเปลี่ยนแปลงช้า ๆ อาจเป็นสัญญาณของ เนื้องอกต่อมใต้สมอง ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ควบคุมฮอร์โมนของร่างกาย และอาจส่งผลต่อหลายระบบโดยไม่รู้ตัว แต่ข่าวดีคือ โรคนี้สามารถตรวจพบได้ และในหลายกรณีสามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ต่อมใต้สมองคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ?
ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) เป็นต่อมขนาดเล็กที่อยู่บริเวณฐานสมอง แม้จะมีขนาดเพียงเล็กน้อย แต่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมฮอร์โมนของร่างกายหลายระบบ เช่น
- ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone)
- ฮอร์โมนเพศ และการสืบพันธุ์
- ฮอร์โมนไทรอยด์ และการเผาผลาญ
- ฮอร์โมนที่ควบคุมต่อมหมวกไต และการตอบสนองต่อความเครียด
- ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร
เมื่อมีเนื้องอกต่อมใต้สมอง ส่วนใหญ่มักเป็นชนิดไม่ร้ายแรง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ความร้ายแรงแบบมะเร็ง” เสมอไป แต่อยู่ที่
- ฮอร์โมนหลั่งมากหรือน้อยผิดปกติ
- ก้อนเนื้อกดเบียดเส้นประสาทตาและโครงสร้างสำคัญในสมอง
ทำไมโรคนี้ถึงถูกมองข้ามบ่อย ?
เนื่องจากอาการมักค่อย ๆ เกิดขึ้น และคล้ายกับภาวะทั่วไป เช่น ความเครียด ฮอร์โมนแปรปรวน หรือความอ่อนล้าจากการทำงาน ทำให้หลายคนไม่ได้รับการตรวจประเมินตั้งแต่ระยะแรก
สัญญาณเตือนที่พบบ่อย
1. กลุ่มอาการจากฮอร์โมนผิดปกติ
อาการบางอย่างอาจกระทบ “บุคลิกภาพ ความมั่นใจ และภาพลักษณ์” จนหลายคนไม่กล้าเข้าสังคม ทั้งที่ต้นเหตุอาจเป็นเรื่องที่รักษาได้ เช่น
-
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง
- น้ำหนักขึ้นหรือลดผิดปกติ
- ประจำเดือนผิดปกติ มีบุตรยาก
- น้ำนมไหลผิดปกติในผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์
- อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ
- มือ เท้า หรือใบหน้าโตขึ้นเรื่อย ๆ ลักษณะเข้ากับภาวะฮอร์โมนการเจริญเติบโตสูง
2. กลุ่มอาการจากการกดเบียดเส้นประสาทตา สมอง
-
- ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ตามัว เห็นภาพซ้อน
- มองด้านข้างลดลง ลานสายตาแคบลง จนเริ่มเดินชนสิ่งของบ่อย
- เดินชนสิ่งของบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
อาการที่ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
- ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันผิดปกติ
- การมองเห็นลดลงรวดเร็ว
- อาเจียนมาก ซึมลง หรืออาการทรุดเร็ว
อาการดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับภาวะเลือดออกในก้อนเนื้องอก (Pituitary apoplexy) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการประเมินทันที
ตรวจวินิจฉัยอย่างไรให้ “เจอไว”
สิ่งสำคัญคือโรคนี้ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งจัดการได้ตรงจุดเพราะก่อนเกิดผลกระทบถาวรต่อการมองเห็นหรือสมดุลฮอร์โมน การรักษามักได้ผลดีกว่า การประเมินที่ได้มาตรฐานมักประกอบด้วย
- การตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน เพื่อหาความผิดปกติที่เป็นต้นเหตุของอาการ
- การตรวจ MRI สมอง เพื่อเห็นขนาด ตำแหน่ง และลักษณะก้อนอย่างละเอียด
- ในหลายกรณี แพทย์อาจพิจารณาตรวจสายตา ลานสายตา เพื่อประเมินผลต่อเส้นประสาทตา
แนวทางการรักษา
แนวทางรักษาจะขึ้นกับชนิดของเนื้องอก ขนาด อาการ และระดับฮอร์โมน การรักษาจึงมีหลายวิธี ได้แก่
- การใช้ยา ในบางชนิด ยาเป็นการรักษาหลักและได้ผลดี
- การผ่าตัด เพื่อเอาก้อนออกหรือคลายการกดเบียด
- การฉายแสง-รังสีศัลยกรรม ในกรณีที่เหมาะสม
- การติดตามอาการและตรวจซ้ำ ในรายที่ก้อนเล็กและยังไม่กระทบระบบสำคัญ
- การปรับสมดุลฮอร์โมน-ฮอร์โมนทดแทน เมื่อจำเป็น
การผ่าตัดส่องกล้องผ่านโพรงจมูก (Endoscopic Transsphenoidal Surgery)
อีกหนึ่งแนวทางการรักษาที่มีบทบาทสำคัญในปัจจุบันคือ การผ่าตัดส่องกล้องผ่านโพรงจมูก ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถเข้าถึงต่อมใต้สมองได้โดยไม่ต้องเปิดกะโหลกศีรษะ ลดการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อสมองโดยรอบ และในหลายกรณีสามารถช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าวิธีผ่าตัดแบบดั้งเดิม จุดเด่นของวิธีการนี้ ได้แก่
-
- ไร้แผลผ่าตัดภายนอก
- ลดโอกาสกระทบต่อสมองส่วนอื่น
- เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะก้อนกดเบียด และมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดเพื่อนำก้อนออก
เนื้องอกต่อมใต้สมอง เป็นโรคที่อาการอาจดูไม่รุนแรงหรือไม่ชัดเจนในช่วงแรก แต่แท้จริงแล้วมีความสำคัญและไม่ควรมองข้าม หลายคนทนอยู่กับความผิดปกติของร่างกายและความมั่นใจที่ค่อย ๆ ลดลง…ทั้งที่จริงแล้ว แค่เริ่มตรวจให้ถูกทาง อาจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการเข้าข่ายหลายข้อ โดยเฉพาะอาการฮอร์โมนผิดปกติร่วมกับปวดหัวเรื้อรังหรือการมองเห็นเปลี่ยนไป ควรเข้ารับการประเมินกับแพทย์เฉพาะทาง
โรงพยาบาลพญาไท 2 พร้อมดูแลผู้ป่วยโรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ ครอบคลุมการตรวจวินิจฉัยด้วย MRI ที่ได้มาตรฐาน การประเมินฮอร์โมนอย่างละเอียด และแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะราย เพื่อช่วยฟื้นฟูสมดุลฮอร์โมน การมองเห็น และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
นพ. เสริมเกียรติ หล่อลักษณ์
ศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมอง
โรงพยาบาลพญาไท 2
