มองเห็นไม่คมชัด เห็นภาพเบลอ ภาพซ้อน ไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดของวัตถุได้ รวมไปถึงมีอาการปวดหัว ยิ่งจ้องมองยิ่งทำให้เมื่อยล้าดวงตา อาการเหล่านี้บ่งบอกได้ว่า เราอาจมี ภาวะสายตาผิดปกติ (Refractive Errors) เช่น สายตาสั้น สายตาเอียง หรือสายตายาว ซึ่งเป็นปัญหาทางตาที่พบได้บ่อยที่สุด และโดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการใส่แว่นตาหรือใช้เลนส์สัมผัส (Contact Lens) แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น การมีค่าสายตา 2 ข้างไม่เท่ากัน หรือมีความสั้น เอียง ที่แตกต่างกันมาก
ปัญหาของการใส่แว่นตา
การใส่แว่นตาที่มีความหนาและหนักทำให้เกิดแรงกดที่จมูกจนรู้สึกเจ็บ มีการบีบขมับทำให้ปวดหัว มึนงง ไม่สบายตา หรือเกิดการบิดเบี้ยวของภาพในตอนที่มองแล้วสายตาหลุดโฟกัสจากเลนส์แว่นได้ บางรายอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขับรถ การเดินขึ้นลงบันได เป็นต้น
ปัญหาของการใส่เลนส์สัมผัส (Contact Lens)
การใช้เลนส์สัมผัส หรือ Contact Lens เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาจากการใส่แว่น แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่น PM2.5 ที่ทำให้เกิดอาการตาแห้ง ระคายเคืองตา หากดูแลไม่ดีอาจติดเชื้อได้ง่าย และการใส่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานยังเสี่ยงต่อโรคตาอักเสบ ไปจนถึงสูญเสียการมองเห็นได้
ดังนั้น ใครก็ตามที่มีข้อจำกัดหรือมีปัญหาในการใส่แว่นตาและเลนส์สัมผัส (Contact Lens) การแก้ไขด้วยการผ่าตัดรักษาสายตา นับเป็นทางเลือกหรือทางออกที่ดีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสายตาที่มีค่าผิดปกติเหล่านี้ได้
การผ่าตัดรักษาสายตามีกี่วิธี?
โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดรักษาสายตาจะแบ่งเป็น 2 วิธีหลัก คือ การผ่าตัดรักษาที่กระจกตา กับการผ่าตัดรักษาที่เลนส์ตา
การผ่าตัดรักษาที่กระจกตา
การผ่าตัดรักษาที่กระจกตา หรือตาดำ เป็นการแก้ไขค่าความโค้งของกระจกตา เพื่อให้การหักเหของแสงเปลี่ยนไปในทิศทางที่ต้องการ ได้แก่การทำ เลสิก (LASIK), เฟมโต-เลสิก (Femtosecond Laser) และ รีเลกซ์ เคลียร์ (ReLex Clear)
ข้อจำกัด : ผู้ที่มีความโค้งของกระจกตามากหรือน้อยเกินไป หรือความหนากระจกตาไม่พอ เป็นโรคกระจกตาย้วย เปลือกตาอักเสบเรื้อรัง ตาแห้งมากๆ มีแผลที่กระจกตาอาจไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการเลสิกได้
การผ่าตัดรักษาที่เลนส์ตา
การผ่าตัดเลนส์ตามี 2 รูปแบบการรักษา คือ
1. การผ่าตัดใส่เลนส์เสริมเข้าไปในตา (ICL)
การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ เป็นการใส่เลนส์พอลิเมอร์ชนิดพิเศษที่มีลักษณะนิ่มและยืดหยุ่นดี โดยแพทย์จะวางเลนส์บริเวณหลังม่านตา ด้านหน้าเลนส์ธรรมชาติ
- ข้อจำกัด : ช่องลูกตาแคบ มีความเสี่ยงเรื่องต้อหิน เป็นต้อกระจก กระจกตาดำเสื่อม แพทย์จะหลีกเลี่ยงวิธีใส่เลนส์เสริมเข้าไปในตา เพราะจะทำให้อาการของโรคแย่ลง ในบางกรณีคนไข้ที่มีถุงน้ำที่หลังม่านตา เลนส์เสริมที่ใส่อาจเคลื่อนได้ง่าย ส่งผลให้การมองเห็นไม่ดีเท่าที่ควร
- หากเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของการแก้ไขสายตาในแบบต่างๆ แล้ว ถ้าเราไม่สามารถทำเลสิกหรือการผ่าตัดใส่เลนส์เสริมเข้าไปในตา (ICL) ได้ การเปลี่ยนเลนส์ตาเทียมเพื่อรักษาที่โครงสร้างตา จะเป็นการแก้ไขสายตาอย่างถาวรที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี โดยจะช่วยแก้ไขปัญหาสายตาที่ผิดปกติอยู่ได้
2. การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเพื่อรักษาสายตา (RLS)
การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเพื่อรักษาสายตาอาร์แอลเอส หรือ Refractive Lens Surgery (RLS) คือการผ่าตัดนำเลนส์สายตาธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาภาวะสายตาผิดปกติของผู้ป่วยออก แล้วใส่เลนส์ตาเทียมใหม่ทดแทนเข้าไป โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์คำนวณค่าสายตาอย่างละเอียดและใกล้เคียงค่าเฉลี่ยสายตาปกติของคนทั่วไปมากที่สุด ในการผลิตเลนส์ตาเทียมเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ไขค่าสายตาสั้น สายตาเอียง หรือสายตายาวได้ในเวลาเดียวกัน
เมื่อผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาแล้ว จะทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นตามศักยภาพที่เป็นไปได้ และค่าสายตาหลังทำจะคงที่ไปตลอด แตกต่างจากการผ่าตัดด้วยวิธีอื่นที่ค่าสายตาสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก
การผ่าตัดเลนส์ตาอาร์แอลเอส Refractive Lens Surgery (RLS) เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีกระจกตาบาง ความโค้งกระจกตาไม่พอ ช่องม่านตาแคบ มีความเสี่ยงโรคต้อหิน หรือเป็นต้อกระจกก็สามารถทำอาร์แอลเอส Refractive Lens Surgery (RLS) ได้
- ผู้ที่มีภาวะกระจกตาเสื่อม หากรักษาก่อนที่อาการต้อกระจกเป็นมากขึ้น ความเสี่ยงที่จะทำให้ภาวะกระจกตาเสื่อมจะลดลง
- ผู้ที่มีภาวะต้อกระจก การรักษาแบบอาร์แอลเอสร่วมด้วยจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการรักษาโรคต้อกระจกให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
- ผู้ที่ต้องการลดการใส่แว่นตาหรือเลนส์สัมผัส (Contact Lens)
ข้อจำกัดของการผ่าตัดเลนส์ตา อาร์แอลเอส Refractive Lens Surgery (RLS)
ความสามารถในการเพ่งจะหายไป โดยแต่เดิม เลนส์สายตาตามธรรมชาติของเราจะมีความสามารถในการเพ่งได้ การที่เรามองไกลแล้วสามารถกลับมามองใกล้ได้ เพราะสมองสั่งการให้เนื้อเลนส์ตาธรรมชาติของเรายืดและหด ทำให้การหักเหของแสงเปลี่ยนไป การใส่แว่นสายตาจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยเลนส์ของแว่นที่ใช้จะบางลงกว่าก่อนผ่าตัดเป็นอย่างมาก
อีกวิธีที่ช่วยแก้ไขความสามารถในการเพ่ง คือการใช้เลนส์เพิ่มระยะการมองใกล้ (Multifocal Lens IOLS) ร่วมกับการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา
การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา Refractive Lens Surgery (RLS) ใช้เวลาเท่าไหร่?
การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที โดยเซลล์ต่างๆ จะฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วหลังผ่าตัด ดังนั้นเพียง 1 วัน หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องระวังเรื่องการรักษาความสะอาดในช่วงสัปดาห์แรกเท่านั้น
ความเสี่ยงหลังการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา Refractive Lens Surgery (RLS)
ความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงจะมีความใกล้เคียงหรือน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการผ่าตัดรักษาต้อกระจก เนื่องจากใช้พลังงานในการสลายเนื้อเลนส์น้อยกว่าการผ่าตัดรักษาต้อกระจก
การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา อาร์แอลเอส Refractive Lens Surgery (RLS) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะคืนคุณภาพการมองเห็นของดวงตาให้เรา ด้วยค่าสายตาที่คงที่ตลอดเวลา มองเห็นได้คมชัด สบายตา ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก ทั้งการเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย และการขับรถ ลดปัญหาจากการใช้แว่นและเลนส์สัมผัส เป็นการลดความกังวลและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิต
ในปัจจุบันเทคโนโลยีการรักษาภาวะสายตาผิดปกติมีหลากหลายวิธี แต่อาจไม่ใช่ทุกวิธีที่เหมาะกับเรา นอกจากการศึกษาข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละเทคนิคการรักษาแล้ว ยังควรพบจักษุแพทย์ล่วงหน้า เพื่อตรวจวินิจฉัยสุขภาพตาอย่างละเอียด และจะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา รวมถึงการเตรียมความพร้อม หากต้องการทำการผ่าตัดแก้ไขสายตา ผลที่ได้ก็จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการมองเห็นที่ชัดขึ้นนั่นเอง
พ.อ.(พ.) ผศ. นพ. ธีระเทพ ตันตยาคม
จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตาและผ่าตัดรักษาสายตา
ศูนย์ตา โรงพยาบาลพญาไท 2
