บอกลาปัญหาสายตา ด้วย AI จาก SmartSight เทคโนโลยีใหม่กับประสิทธิภาพสุดปัง

Image

แชร์


บอกลาปัญหาสายตา ด้วย AI จาก SmartSight เทคโนโลยีใหม่กับประสิทธิภาพสุดปัง

อยากมองเห็นโลกให้ชัด แต่ติดขัดที่สายตาไม่เป็นใจ แต่พอจะผ่าตัดแก้ไขปัญหาสายตาก็ยังไม่มั่นใจว่าควรจะเลือกการรักษาแบบไหนดี วันนี้เลยขอชวนคนที่อยากมองโลกชัดแบบไร้กรอบมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ SmartSight ของศูนย์จักษุและศูนย์เลสิก โรงพยาบาลพญาไท 3 กัน 

 

ทำความรู้จัก SmartSight

SmartSight เป็นการรักษาภาวะสายตาผิดปกติแบบไร้ใบมีดและแผลเล็ก Version ล่าสุดใน
ปัจจุบัน โดยใช้เลเซอร์ในการปรับแต่งความโค้งกระจกตาด้วยการแยกชั้นกระจกตาให้เป็นเลนส์ในเนื้อกระจกตา (Lenticule) แล้วนำเนื้อกระจกตาส่วนเกินออกผ่านช่องแผลขนาดเล็ก มีความยาว 2-4 มิลลิเมตร SmartSight เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกพัฒนาต่อยอดจากการผ่าตัดแบบ ReLEx โดยการเสริมให้มีระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยควบคุมและคำนวณการแยกชั้นกระจกตาให้เป็นเลนส์ รวมถึงมีระบบการจดจำรูม่านตา ติดตามการเคลื่อนไหวและการหมุนของดวงตา ก่อนทำการผ่าตัดและขณะทำการผ่าตัด ทำให้การรักษาแก้ไขปัญหาสายตามีความแม่นยำสูงขึ้น ได้ผลการผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียง

 


SmartSight เป็นการรักษาสายตาด้วยเครื่อง SCHWIND ATOS Femtosecond Laser โดยบริษัท SCHWIND eye-tech-solutions GmbH จากประเทศเยอรมนี ซึ่งมีความทันสมัยและกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก

 

SmartSight แก้ไขปัญหาสายตาแบบไหนได้บ้าง?

  • แก้ไขปัญหาสายตาสั้นร่วมสายตาเอียง ตั้งแต่ -0.50D ถึง -14.00D
  • แก้ไขปัญหาสายตาสั้น ตั้งแต่ -0.50D ถึง -12.00D
  • แก้ไขปัญหาสายตาเอียง ตั้งแต่ -6.00D ถึง +6.00D

 

ขั้นตอนในการรักษาด้วยวิธี SmartSight

ในขั้นตอนแรกของการรักษาเทคโนโลยีระบบจะทำการจดจำรูม่านตา ติดตามการเคลื่อนไหวและการหมุนของดวงตา ทำการตรวจสอบหาตำแหน่งดวงตาของคนไข้ จากนั้นจะยิงเลเซอร์เพื่อทำการแยกชั้นกระจกตาให้เป็นเลนส์ในเนื้อกระจกตา (Lenticule) เพื่อปรับความโค้งของกระจกตา ให้เหมาะสมกับค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข โดยไม่ทำลายผิวกระจกตาชั้นนอกสุด ทำการเปิดช่องแผลขนาดเล็ก 2-4 mm. แล้วนำชิ้นเลนส์เนื้อกระจกตา (Lenticule) ออกผ่านช่องแผลนั้น เมื่อเนื้อกระจกตาที่เป็นส่วนเกินถูกดึงออกไปแล้ว ผิวหน้าของกระจกตาจะปรับความโค้งใหม่ตามค่าสายตาที่ตั้งไว้


ข้อดีของการรักษาด้วยวิธี SmartSight

  • กระจกตามีความแข็งแรงเนื่องจากมีแผลเล็กประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ลดความเสี่ยงของฝากระจกตาเคลื่อน
  • ความโค้งกระจกตาหลังการรักษา มีความใกล้เคียงธรรมชาติมากเนื่องจากไม่มีการเปิดกระจกตา
  • มีความแม่นยำสูงในการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ มีโอกาสเติมเลเซอร์น้อยกว่าการผ่าตัดประเภทอื่นๆ
  • ระยะพักฟื้นสั้น สามารถกลับมาใช้สายตาได้เร็ว
  • ไม่รู้สึกเจ็บในขณะผ่าตัด
  • เป็นการผ่าตัดไร้ใบมีด การผ่าตัดใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน
  • เป็นการผ่าตัดแผลเล็ก ไม่ต้องทำการแยกชั้นกระจกตาเป็น flap
  • ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด เช่น อาการตาแห้ง, แสงกระจายในที่มืด, ความไม่คมชัดในที่แสงน้อย และเพิ่มความสบายตาของคนไข้ในขณะการผ่าตัด
  • เพิ่มคุณภาพของการมองเห็นหลังผ่าตัด (Quality of vision) และสามารถมีการมองเห็นที่ดีได้รวดเร็วขึ้น (Visual recovery)


ข้อจำกัดของการรักษาด้วยวิธี SmartSight

สำหรับใครที่สนใจอยากแก้ปัญหาสายตาด้วยวิธีนี้แล้วล่ะก็ ต้องย้ำชัดๆ ตรงนี้อีกครั้งว่า SmartSight ยังไม่สามารถรักษาภาวะสายตายาวโดยกำเนิด และสายตายาวตามอายุได้ ถ้ามีปัญหาสายตาดังที่กล่าวมานั้น แนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาด้วยวิธีการอื่นต่อไป


การแก้ไขปัญหาสายตาด้วย SmartSight เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี
  • ไม่มีโรคของกระจกตา เช่น โรคกระจกตาย้วย, ตาแห้งอย่างรุนแรง และโรคตาอย่างอื่น เช่น จอประสาทตาเสื่อม,ต้อหิน,ต้อกระจก
  • ไม่มีโรคทางร่างกายที่มีผลต่อการหายของแผล เช่น โรค SLE, โรค Sjogren’s syndrome, โรคสะเก็ดเงิน, โรคภูมิคุ้มกันเกินอื่นๆ รวมทั้งเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
  • ไม่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ไม่อยู่ระหว่างการใช้ยาในการรักษาอาการทางจิตเวช
    มีความเข้าใจถึงการรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธี SmartSight อย่างละเอียดและมีความคาดหวังที่เหมาะสม


เตรียมตัวอย่างไรก่อนการตรวจและผ่าตัด

งดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนวันตรวจวิเคราะห์สภาพตา ตามประเภทของคอนแทคเลนส์และจำนวนวันที่กำหนด สามารถใช้แว่นสายตาแทนในระหว่างที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์

  • คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft Lens): ต้องงดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 3-7 วันก่อนวันตรวจวิเคราะห์สภาพตา
  • คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Lens) หรือชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม (Semi Hard Lens): ต้องงดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 14 วันก่อนวันตรวจวิเคราะห์สภาพตา
    ควรหยุดยาบางประเภท เช่น ยารักษาสิวชนิดรับประทานในกลุ่ม Isotretinoin เช่น Roaccutane, Acnotin, Isotret ก่อนวันตรวจวิเคราะห์สภาพตาและก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือนเต็ม เนื่องจากยาชนิดนี้ส่งผลให้เยื่อบุตาต่างๆ แห้งกว่าปกติ รวมถึงผิวกระจกตาด้วย หากใช้ยารักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ใดอยู่ กรุณาแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบในวันตรวจ เช่น ยาเบาหวาน, ยาลดความดัน, ยาลดไขมัน, ยาไทรอยด์ และยานอนหลับทุกประเภท แต่คนไข้ยังคงใช้ยาได้ตามปกติ ไม่ต้องหยุดยาใดๆ ก่อนวันตรวจและในวันตรวจ

 

 

 

 

พญ. กิตติกมล วงศ์ไพศาลสิน
จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตาและการแก้ไขสายตา
หัวหน้าศูนย์จักษุและศูนย์เลสิก
โรงพยาบาลพญาไท 3 

Loading...

แชร์


Loading...
Loading...