มะเร็งไต คืออะไร?
มะเร็งไต (Renal Cancer) คือ ภาวะที่เซลล์ในเนื้อเยื่อไตมีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างผิดปกติอย่างรวดเร็ว โดยไม่สามารถควบคุมได้ เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นก้อนเนื้อร้าย (malignant tumor) ซึ่งสามารถลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง เช่น เนื้อเยื่อไขมันรอบไต หลอดเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับไต และอวัยวะใกล้เคียง
ที่สำคัญ มะเร็งไตยังสามารถแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลือง ไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด กระดูก ตับหรือสมอง ซึ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนและท้าทายยิ่งขึ้น
มะเร็งไตมีกี่ชนิด?
มะเร็งไตมีหลายชนิด โดยชนิดที่พบมากที่สุดคือ มะเร็งเซลล์ไต หรือ เรนัลเซลล์คาร์ซิโนมา (Renal Cell Carcinoma: RCC) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ในท่อไตขนาดเล็ก พบได้ประมาณ 80–90% ของผู้ป่วยมะเร็งไตทั้งหมด
สำหรับชนิดย่อยที่พบมากที่สุดของ RCC คือ เคลียร์เซลล์เรนัลเซลล์คาร์ซิโนมา (Clear Cell RCC) ซึ่งพบมากกว่า 70% ของกรณี RCC ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีชนิดย่อยอื่น เช่น มะเร็งเซลล์พาพิลลารี (Papillary RCC) และ มะเร็งเซลล์โครโมโฟบ (Chromophobe RCC)
อีกชนิดที่พบรองลงมาคือ มะเร็งทรานซิชันนัลเซลล์คาร์ซิโนมา (Transitional Cell Carcinoma: TCC) ที่เกิดบริเวณกรวยไต ส่วนในเด็กเล็กมักพบมะเร็งไตวิล์มส์ (Wilms Tumor) ซึ่งเป็นชนิดที่พบเฉพาะในเด็กเท่านั้น
อาการหรือสัญญาณเตือนมะเร็งไตที่ไม่ควรมองข้าม
มะเร็งไตในระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองกำลังเป็นโรคนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น อาจมีสัญญาณเตือนที่ควรสังเกตดังต่อไปนี้
- ปัสสาวะเป็นเลือด: เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดและควรได้รับการตรวจวินิจฉัยทันที สีของปัสสาวะอาจเป็นชมพู แดง หรือน้ำตาลเข้ม บางครั้งอาจมีลิ่มเลือดปนออกมาด้วย โดยเลือดอาจมาๆ หายๆ หรือปรากฏเป็นครั้งคราว
- ปวดหลังหรือสีข้าง: มักเกิดขึ้นที่ข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณใต้ซี่โครงลงมาถึงช่วงเอว ซึ่งอาจเกิดจากก้อนมะเร็งที่กำลังโตขึ้นและไปกดเบียดเนื้อเยื่อ อวัยวะ หรือเส้นประสาทข้างเคียง อาจเป็นปวดตื้อเรื้อรัง หรือปวดเฉียบพลันก็ได้
- มีก้อนคลำได้บริเวณท้องหรือสีข้าง: อาจรู้สึกถึงก้อนเนื้อแข็งๆ บริเวณท้องหรือสีข้าง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น
- อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย รู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
- น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ
- มีไข้เรื้อรังหรือไข้ต่ำ ๆ จากสารอักเสบที่เซลล์มะเร็งหลั่ง หรือจากการติดเชื้อ
- อาจพบอาการซีดจากภาวะโลหิตจาง
- ความดันโลหิตสูง และควบคุมได้ยากแม้ใช้ยา
แนวทางการตรวจวินิจฉัยมะเร็งไต
การตรวจพบมะเร็งไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีแนวทางในการตรวจคัดกรองมะเร็งไตในผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากมักตรวจพบโรคโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจอัลตราซาวด์ หรือ CT scan เพื่อหาสาเหตุของอาการผิดปกติอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับไตโดยตรง เช่น ปวดหลัง มีไข้เรื้อรัง หรือปัสสาวะผิดปกติ โดยการพบความผิดปกติที่เกี่ยวกับไตจะนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยที่ต้องใช้หลายวิธีร่วมกันตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น
- ตรวจปัสสาวะ : หาสารในปัสสาวะ โดยเฉพาะภาวะเลือดปนในปัสสาวะ (Hematuria) ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของมะเร็งไต และตรวจหา โปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria)
- ตรวจเลือด : ประเมินการทำงานของไต เช่น ค่าครีอะตินิน (Creatinine), eGFR และตรวจหาภาวะโลหิตจาง ซึ่งมักพบในมะเร็งไตระยะลุกลามที่เกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound) : เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ไม่ใช้รังสี ช่วยให้เห็นโครงสร้างของไตและตรวจหาก้อนเนื้อที่ผิดปกติ
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) : โดยใช้การฉีดสารทึบรังสี (contrast-enhanced CT) ช่วยให้เห็นขนาด ตำแหน่งและการลุกลามของก้อนเนื้อได้ชัดเจน เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้ในการวางแผนการรักษาและระบุระยะของมะเร็งไต
- ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) : ใช้ในบางกรณีที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น การประเมินการลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดดำใหญ่ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะไตเสื่อม แต่ไม่สามารถรับสารทึบรังสีจากการตรวจ CT ได้
- การตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) : เป็นการตรวจทางพยาธิวิทยาในห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันชนิดของมะเร็งและระดับความรุนแรงของโรค โดยแพทย์จะพิจารณาทำเฉพาะในกรณีที่ภาพวินิจฉัยยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด หรือเมื่อต้องวางแผนการรักษาด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจากการผ่าตัด เช่น การใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือ ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งโดยทั่วไปหากภาพจาก CT Scan หรือ MRI บ่งชี้โรคได้ชัดเจน แพทย์อาจเลือกผ่าตัดโดยไม่ต้องตรวจชิ้นเนื้อ
ทั้งนี้ ในกรณีที่ต้องการประเมินการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด กระดูก หรือต่อมน้ำเหลือง อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์ทรวงอก การตรวจ Bone scan หรือการตรวจ PET/CT ตามความเหมาะสม
ทางเลือกในการรักษามะเร็งไต
การรักษามะเร็งไตขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และความรุนแรงของโรค แพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีวิธีหลักดังนี้
- การผ่าตัด (Surgery) : เป็นวิธีการหลักในการรักษามะเร็งไตในระยะที่ยังไม่แพร่กระจาย โดยมี 2 รูปแบบหลักคือ
- การผ่าตัดไตบางส่วน (Partial Nephrectomy) ตัดเฉพาะก้อนมะเร็งและเนื้อไตรอบข้างออก โดยคงไว้ซึ่งเนื้อไตส่วนที่ยังดีเพื่อรักษาการทำงานของไตไว้ให้มากที่สุด เหมาะสำหรับก้อนมะเร็งขนาดเล็ก
- การผ่าตัดไตข้างที่เป็นมะเร็งออกทั้งหมด (Radical Nephrectomy) มักใช้ในกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ เพื่อควบคุมการลุกลาม อาจรวมถึงการตัดเนื้อเยื่อรอบข้าง ต่อมหมวกไต และต่อมน้ำเหลืองร่วมด้วย
- การใช้ยาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) : เป็นยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะกับกลไกการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ช่วยยับยั้งการเติบโตและแพร่กระจาย มักใช้ในมะเร็งไตระยะลุกลาม
- ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) : เช่น การใช้ยาในกลุ่ม Immune Checkpoint Inhibitors ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถต่อสู้และกำจัดเซลล์มะเร็ง มักใช้ในมะเร็งไตระยะลุกลามหรือแพร่กระจาย
- เคมีบำบัด (Chemotherapy) : มะเร็งไตชนิดเรนัลเซลล์คาร์ซิโนมา (Renal Cell Carcinoma: RCC) ซึ่งพบมากที่สุด มักไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัด จึงใช้วิธีนี้ในบางกรณี หรือสำหรับมะเร็งไตชนิดอื่น
- รังสีรักษา (Radiation Therapy) : ใช้รังสีพลังงานสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง บรรเทาอาการปวด หรือควบคุมการลุกลามของมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังกระดูกหรือสมอง
Q&A ตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคมะเร็งไต
Q: มะเร็งไตถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่?
A: มะเร็งไตส่วนใหญ่ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อย่างไรก็ตาม มีมะเร็งไตบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรค von Hippel-Lindau (VHL) Syndrome ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งไตและเนื้องอกชนิดอื่นๆ ในอวัยวะหลายส่วน หากในครอบครัวมีผู้ป่วยมะเร็งไตหลายคน หรือเป็นมะเร็งไตตั้งแต่อายุน้อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการตรวจทางพันธุกรรม
Q: ต้องล้างไตไหมหลังผ่าตัดไต?
A: กรณีผ่าตัดไตออกเพียงข้างเดียว และไตอีกข้างยังทำงานได้ดีก็ไม่จำเป็นต้องล้างไต เพราะไตเพียงข้างเดียวสามารถทำหน้าที่กรองของเสีย ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกายได้เพียงพอ แต่ในกรณีที่ไตข้างที่เหลือทำงานได้ไม่เต็มที่หรือเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันหลังผ่าตัด แพทย์อาจให้ล้างไตชั่วคราวหรือถาวร ขึ้นอยู่กับระดับการทำงานของไตและอาการของผู้ป่วย
Q: ถ้ามีไตข้างเดียวต้องดูแลตัวเองยังไง?
A: หากมีไตเพียงข้างเดียว การดูแลรักษาสุขภาพของไตข้างที่เหลืออยู่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาในอนาคต
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ไตทำงานได้ดีและป้องกันภาวะขาดน้ำ
- ลดการบริโภคอาหารรสเค็มจัด หวานจัด และไขมันสูง เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ โปรตีนไม่ติดมัน
- หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรควบคุมให้อยู่ในระดับที่ปกติ เพราะโรคเหล่านี้สามารถส่งผลเสียต่อไตได้
- หลีกเลี่ยงยาที่มีผลต่อไต และแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่าคุณมีไตข้างเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อไต
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม
- งดสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะส่งผลเสียต่อไต
- เข้ารับการตรวจสุขภาพและตรวจการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ
มะเร็งไตเป็นโรคที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายดีได้ หากคุณพบอาการหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมะเร็งไต สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาทำการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมได้ที่ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ซึ่งมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคไตและโรคมะเร็ง พร้อมด้วยเทคโนโลยีการตรวจและรักษาที่ทันสมัย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ
นพ. ศุภวัฒน์ ศิริคุปต์
แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินปัสสาวะ
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
