การใช้ชีวิตของคุณผู้ชายไทยในปัจจุบัน เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ต้องรับผิดชอบหน้าที่การงานมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมที่มีแต่การแข่งขัน เร่งรีบ มักทำให้เกิดความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก รับประทานอาหารแบบไม่ถูกสุขอนามัย ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพแบบสะสม จนเมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 สิบปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกายที่อาจเริ่มลดระดับลงไป เรียกว่า แอนโดรพอส (Andropause) คล้ายกับเพศหญิงในวัยที่จะหมดประจำเดือน (Menopause) แม้ว่าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่อาจส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสมรรถภาพทางเพศซึ่งมักจะเป็นความรู้สึกที่บกพร่องในคุณภาพชีวิตไป เรามาดูกันว่าคุณผู้ชายเสี่ยงเป็นโรคอะไรกันบ้าง
โรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย ต่อมนี้มีลักษณะคล้ายลูกเกาลัดอยู่ตรงบริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะด้านหน้าทวารหนัก ต่อมลูกหมากเป็นส่วนที่หุ้มรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างกระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะส่วนโคน มีหน้าที่ผลิตน้ำเมือกเหลวๆ ในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ น้ำเมือกจากต่อมลูกหมากจะถูกขับออกมาปนกัน ซึ่งปกติขนาดของต่อมลูกหมากอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศชาย ถ้าขาดฮอร์โมนเพศชายหรือมีการเพิ่มฮอร์โมนเพศหญิงจะทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อเล็กลงได้ โรคที่มักพบในต่อมลูกหมากที่สำคัญมี 3 โรค ได้แก่
- โรคต่อมลูกหมากโต พบได้ในเพศชายอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเมื่อเข้าอายุ 50-60 ปี ต่อมลูกหมากที่โตขึ้นนี้ จะกดเบียดท่อปัสสาวะให้แคบลง ทำให้มีอาการปัสสาวะผิดปกติ เช่นปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะขัด ใช้เวลาปัสสาวะนาน ไม่พุ่ง หรือออกเป็นหยดๆ
- มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นโรคซึ่งพบในเพศชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ มักไม่แสดงอาการ จะตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจเลือดร่วมด้วย เพื่อหาระดับของค่าพีเอสเอ (เอนไซม์ต่อมลูกหมาก)
- ต่อมลูกหมากอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียของเนื้อต่อมลูกหมาก รวมทั้งจากเชื้อหนองในเทียม การอักเสบมักจะผ่านเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ส่วนน้อยจะผ่านทางกระแสเลือด บ่อยครั้งที่ตรวจไม่พบเชื้อใดๆ พบได้ในกลุ่มอายุระหว่าง 30-40 ปีเป็นส่วนใหญ่
นอกจากการตรวจสุขภาพประจำปี และการตรวจเลือดร่วมเพื่อหาค่า PSP แล้ว การตรวจต่อมลูกหมากผ่านทางท่อทวารหนัก (Digital Rectal Examination) ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยแพทย์จะนำข้อมูลที่ได้เหล่านี้มาวินิจฉัยร่วมกับอาการ และผลการตรวจอื่นๆ เช่น ผลการตรวจเลือด ปัสสาวะ และการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ต่อมลูกหมาก ทั้งหมดนี้จึงจะสามารถนำมาวินิจฉัย และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้
อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ การที่อวัยวะเพศไม่สามารถแข็งตัว หรือแข็งตัวได้ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จจนเป็นที่พึงพอใจอยู่เป็นประจำ หรืออย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุหลักๆ มาจากเส้นเลือดตีบ เส้นประสาทเสื่อม ซึ่งอาจเกิดจาก โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การใช้ยาบางชนิด ภาวะฮอร์โมนเพศชายบกพร่อง อายุที่มากขึ้น หรือหลายๆ สาเหตุร่วมกัน และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อีกมากมาย
ปัจจุบันนี้ เข้าใจว่าอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และอาการต่อมลูกหมากโตอาจจะมีสาเหตุร่วมกัน เนื่องจากพบร่วมกันได้มาก และจากการศึกษายังพบอีกว่า คนที่มีอาการต่อมลูกหมากโตยิ่งรุนแรง ก็จะยิ่งพบภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้มากยิ่งขึ้นด้วย เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีอาการในช่วงอายุเดียวกัน ซึ่งอาจจะเกิดจากการทำงานมากเกินไปของระบบประสาทซิมพาเธติก (sympathetic) ทำให้มีการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบในต่อมลูกหมาก รวมทั้งเส้นเลือดในองคชาต บางคนเชื่อว่าเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้น้อยลง มีผลทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การโตของต่อมลูกหมาก การบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะลดลง การยืดขยายของกระเพาะปัสสาวะได้น้อยลง และเกิดความเสื่อมของเส้นประสาทในองคชาตที่กระตุ้นให้องคชาตแข็งตัวได้
การรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศจะรักษาเป็นขั้นตอน คือตรวจร่างกายในห้องปฏิบัติการ เช่น เบาหวาน ไขมัน การทำงานของตับ ไต ในรายที่ความต้องการทางเพศลดลง หรือตรวจร่างกายพบลูกอัณฑะขนาดเล็ก จำเป็นต้องได้รับการตรวจฮอร์โมนเพศชายร่วมด้วย การรักษาจะเริ่มจากวิธีง่ายๆ เช่น ให้ยารับประทาน การใช้ปั๊มสูญญากาศ ถ้าไม่ได้ผล หรือไม่พึงพอใจ จะใช้ยาฉีด หรือการผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม หรือใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน เช่น ยารับประทาน 2 ชนิดร่วมกัน บางรายอาจจะเลือกวิธีง่ายๆ ด้วยการรับประทานยา แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ขั้นตอนต่อไปจะใช้ยาฉีดเข้าโคนองคชาต เพื่อทดสอบดูสภาวะของเส้นเลือด และการตอบสนองต่อยาฉีด ในรายที่ได้ผลและไม่กลัวการฉีดยาเข้าตนเองก็จะเลือกวิธีนี้ แต่ในรายที่ไม่ได้ผล หรือไม่ชอบใจ ก็อาจจะต้องทำการผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน หรือ Overactive Bladder เป็นภาวะที่ผู้ป่วยต้องรีบไปห้องน้ำทันทีที่ปวดปัสสาวะ ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะหรือรอนานได้ อาจมีอาการปัสสาวะบ่อย หรือบางรายอาจมีปัสสาวะเล็ดราดก่อนถึงห้องน้ำ ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของภาวะนี้แน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากกล้ามเนื้อที่ผนังกระเพาะบีบตัวบ่อยกว่าปกติ โดยที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ อาการดังกล่าวจะรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเดินทางออกไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้าน เพราะกังวล กลัวเข้าห้องน้ำไม่ทัน หรืออาจทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการรีบเร่งเข้าห้องน้ำโดยเฉพาะผู้สูงอายุ สำหรับสาเหตุของอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่นี้อาจเกิดจากโรคประจำตัว ประวัติการผ่าตัดในอดีต รวมทั้งปริมาณ และชนิดของเครื่องดื่มในแต่ละวัน
แพทย์อาจให้ผู้ป่วยจดบันทึกการปัสสาวะเพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้น ตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก และระบบประสาท หรือตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น เช่นตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรือไม่ หรือมีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ การตรวจวินิจฉัยภาวะนี้ไม่ได้มีความยุ่งยาก และสามารถรักษาในการควบคุมการปัสสาวะเป็นปกติได้ การรักษาจำเป็นต้องทำควบคู่กันไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน และการใช้ยาเพื่อให้ได้ผลในการรักษาสูงสุด สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาข้างต้นอาจต้องใช้ยาฉีดเข้าผนังกระเพาะปัสสาวะ เพื่อลดการบีบตัวของเพาะปัสสาวะ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การควบคุมปริมาณน้ำดื่ม งดเครื่องดื่มจำพวกน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม และ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้มีปริมาณปัสสาวะมากขึ้น และคาเฟอีนในน้ำชา กาแฟและน้ำอัดลมบางชนิดอาจกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวขึ้น ทำให้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แย่ลง การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเพื่อช่วยให้กลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น และลดความไวของกระเพาะปัสสาวะ การฝึกกลั้นปัสสาวะ และไปเข้าห้องน้ำเมื่อจำเป็นเท่านั้น ไม่ควรไปปัสสาวะเมื่อไม่มีอาการปวดปัสสาวะการใช้ยารับประทานเพื่อลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ
