ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่

PERFECTHEART TOPIC
โรคหัวใจสำคัญอย่างไร?
ความรู้ทางการแพทย์
FAQs
แนะนำแพทย์
Contact Us

หัวใจหล่นไปที่ตาตุ่ม

    โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคที่พบได้บ่อยเมื่ออายุมากขึ้น  ดังนั้นจึงเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมตามอายุขัย (ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ) แต่ทั้งนี้ก็ต้องแล้วแต่เหตุและปัจจัยด้วย ถ้าใครเกิดมาดี (เฉพาะเกี่ยวกับโรคหัวใจนะครับ...เพราะสำหรับคนที่เกิดมาแล้วร่ำรวย  กินดีอยู่ดีแต่ไม่สนใจสุขภาพอาจจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ) คือไม่มีประวัติเป็นโรคหัวใจ รวมทั้งปฏิบัติดี  เช่นรับประทานแต่พอเหมาะ    ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่  ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ  และถ้ามีโรคภัยไข้เจ็บก็ติดตามการรักษาเป็นประจำ  ก็จะส่งเสริมให้โรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดช้าขึ้น (หรือไม่เกิด)

    แต่พูดไปแล้ว  อายุที่มากขึ้นใช่ว่าจะมีแต่โรคหัวใจเท่านั้นที่เข้ามาเยี่ยมเยือน  ปัญหาหลายชนิดที่เกิดขึ้นพร้อมกับวัยที่เปลี่ยนไป  ไม่ใช่แต่โรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น ถ้าไม่มีการเตรียมพร้อมต่อสังขารที่เปลี่ยนไปแล้วอันตรายก็อาจจะมาถึงตัว บางทีอันตรายนั้นอาจจะมากกว่า หรือมีผลต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าโรคหัวใจด้วยซ้ำไป !!

    ผมดูแลคนไข้มานาน  อายุคุณลุงปัจจุบันก็ ๘๔ ปีแล้วครับ  เจอกันสม่ำเสมอทุก ๒-๓ เดือนมาเป็น ๑๐ ปี  หลังจากที่ผมใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจให้  วันนี้คุณลุงก็มาตามนัดพร้อมลูกสาว (แต่ไม่สาวแล้ว..คือเคยสาวเมื่อ ๑๐ ปีก่อนหน้านี้)

    “สบายดีหรือเปล่าครับ ไม่เจอกันหลายเดือน” ผมถามคุณลุง หลังจากที่ดูแฟ้มประวัติที่คุณพยาบาลผู้ช่วยลงบันทึก ผลเลือด น้ำหนักตัว และสัญญาณชีพ ทุกอย่างดูดีไปหมด

    ‘’โอ๊ย!... (เป็นเสียงของลูกสาวครับ ไม่ใช่เสียงของคุณลุง ) คุณพ่อนะสบายดีค่ะ  แต่ดิฉันสิคะ  หัวใจจะหล่นไปที่ตาตุ่ม”
เอาล่ะสิ  โรคนี้ผมก็ไม่มีความเชี่ยวชาญเสียด้วย แต่จะตอบไปอย่างนั้นก็เสียฟอร์มแพทย์ผู้เชี่ยวชายเรื่องโรคหัวใจได้  เลยซักไปซักมาปรากฏว่าที่หัวใจคุณลูกสาวจะหล่นไปที่ตาตุ่มนั้น  เหตุเป็นเพราะเมื่อเช้าก่อนออกเดินทางจากบ้านมาพบผมตามนัดนั้น  คุณลุงเดินไปขึ้นรถ  แล้วปรากฏว่าเกิดสะดุดอะไร (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสะดุดอะไร เพราะเป็นทางราบๆ)โชคดีหลานที่เดินใกล้ๆคว้าไว้ได้ทัน

    “ดิฉันใจหายหมดเลยค่ะ (นอกจากใจหล่นไปอยู่ผิดที่แล้ว ยังจะหายไปอีกด้วย!) เพราะถ้าจับไม่ทัน หัวกระแทกพื้น คราวนี้ละสงสัยได้อยู่ใกล้คุณหมออีกนานเสย ” (คุณลูกสาวน่าจะบอกตั้งแต่ ๑๐ ปีก่อน)
ย้อนถามไปปรากฏว่าช่วงปีนี้คุณลุงเดินไม่ค่อยมั่นคงเหมือนเคย ก้าวขาดูเหมือนจะลำบากขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาต้องก้าวขึ้นที่สูง เช่น บันได  จะลุกนั่งก็ลำบากกว่าเดิม

   ก็เลยต้องมีคนคอยดูแลเวลาเดินไปไหนมาไหน
ลองนึกๆดูแล้ว  คนไข้ผมหลายคนทีเดียวที่ดูกันมานานๆหัวใจแข็งแรงดีอยู่(เหมาะสมกับวัย) พออายุมากขึ้น ดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องจะหกล้มกันอยู่ไม่น้อย  ตามสถิติของประเทศทางซีกโลกตะวันตกพบว่า ๑ ใน ๓  ของผู้สูงอายุเคยหกล้มหรือเกือบจะหกล้ม ซึ่งปัญหาหลังจากหกล้มนั้นก็คือปัญหาทางสุขภาพอีกมากมาย  เช่น กระดูกหัก  หรือถ้าไม่หักก็เกิดกล้ามเนื้อหรือเอ็นอักเสบ เกิดแผล หรืออาจรุนแรงมากขึ้น  เช่น  เลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง เป็นต้น

    ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม  การรักษาจะยากกว่าคนอายุน้อยหลายเท่า  โดยเฉพาะถ้ามีโรคหัวใจและจำเป็นต้องผ่าตัด  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  อะไรก็ไม่เท่ากับคุณภาพชีวิตขิงผู้สูงอายุที่ต้องเสียไป  เลยมีการศึกษาวิจัยมากมาย  เพื่อดูว่ามีวิธีใดบ้างที่จะทำให้ปัญหาของการหกล้มในผู้สูงอายุลดลง  พบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดการหกล้มในผู้สูงมีได้หลายสาเหตุ  และการดูแลป้องกันก็จะต่างกันออกไป สรุปได้คร่าวๆ ดังนี้


  
ความผิดปกติที่มีส่วนทำให้เกิดการหกล้มเกิดจากหลายระบบ เช่น

    ระบบตา – เช่น สายตาผิดปกติ ปรับการมองเห็นได้ไม่ดี
    ป้องกันได้โดยจัดสิ่งแวดล้อมที่บ้านให้เหมาะสม เช่น  แสงสว่าง
    ระบบประสาทและการทรางตัว – การรับรู้ความรู้สึกและการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆลดลง การทำงานของสมองลดลง สูญเสียการทรางตัว
    ถ้าเป็นเช่นนี้ควรเข้าโปรแกรมการฝึกการทรงตัวจากแพทย์
    กล้ามเนื้อและกระดูก – กล้ามเนื้อลีบเล็กและติดยึด การทำงานประสานกันของระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อเป็นไปอย่างลำบากมากขึ้น กระดูกบางและเสื่อม
    เรื่องนี้แก้ไขและป้องกันโดยการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงทนทานของกล้ามเนื้อและการทรงตัว ควรเลือกใช้เครื่องช่วยเดินที่เหมาะสม
    หัวใจและหลอดเลือด – เวียนศีรษะ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทาง
    ซึ่งอาจป้องกันโดยปรับท่าทางในการดำรงชีวิตประจำวันให้เหมาะสม, ใส่ถุงน่องพิเศษ
    การเดิน – เปลี่ยนไปเนื่องจากหลายสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เดินไม่มั่นคง เดินก้าวสั้น ยกเท้าพ้นพื้นได้ไม่มาก
เรื่องนี้ต้องฝึกออกกำลังกาย, ฝึกเดิน
    ยาที่รับประทาน -  ยาหลายชนิดอาจจะมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ความรู้สึกตัวและการทรงตัว ถ้าเป็นเช่นนี้ต้องพบแพทย์

    จะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องการหกล้มของผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดมาจากสาเหตุเดียว  แต่เนื่องมาจากหลายๆสาเหตุเดียว  แต่เนื่องมาจากหลายๆสาเหตุ  ซึ่งบางครั้งจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์หลายสาขา  อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า  สิ่งหนึ่งที่ผู้สูงอายุสามารถปฏิบัติได้  นอกเหนือไปจากปรึกษาแพทย์ ก็คือปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต เช่น ไม่ควรวางของเกะกะ  ติดไฟให้สว่าง พื้นบ้านถ้าปรับได้ควรปรับให้ไม่มีระดับมากนัก และควรจัดทำราวที่จับเพื่อช่วยพยุง โดยเฉพาะในห้องน้ำ

    ผู้สูงอายุทำอะไรก็ช้าลง  โดยเฉพาะการลุก นั่ง ยืน เดิน (ต้องฝึกให้มีสมาธิอยู่กับตัวตลอดเวลาถึงจะทำได้ทุกๆครั้งไป!!)  มีผู้สูงอายุหลายคนที่ก้มตัวลงหยิบของ  หรือนั่งอยู่แล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดอาการหน้ามืดเลยพาลจะหกล้ม  ทั้งนี้เป็นเพราะการปรับตัวของหลอดเลือดและความดันโลหิตไม่ทันใจของผู้สูงอายุ  การเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็วจึงไม่ควรทำ ควรลุก นั่ง ยืน เดินอย่างมีสติครับ... สำหรับท่าที่ก้มๆเงยๆ (เช่นการบริหารที่เอามือแตะปลายเสลับกันไปกันมา) ควรหลีกเลี่ยง

สำหรับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ในที่นี้ประกอบไปด้วย

    การออกกำลังกายเพื่อยึดคลายกล้ามเนื้อ (stretching exercise) กรที่กล้ามเนื้อและข้อต่อไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อยืดคลายกล้ามเนื้อ  จะทำให้เกิดการปวด ติดยึดของกล้ามเนื้อและข้อ ซึ่งมีผลทำให้เคลื่อนไหวลำบาก หกล้มง่าย ตัวอย่างการออกกำลังกายประเภทนี้คือ  การรำมวยจีน หรือโยคะนั่นเอง
    การออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการฝึกการทรงตัวทั้งนี้เพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นและการทรงตัวที่ดี จะทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ไว้ผมจะเล่าเรื่องให้ฟังอีกทีวันหลังนะครับ แต่ตัวอย่างก็คือ การยกน้ำหนักเบาๆและท่าบริหารบางท่าที่เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการทรงตัว
    การออกกำลังกายเพื่อความทนทาน เป็นการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพร่างกายและหัวใจแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งก็ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดิน ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน ที่ทำต่อเนื่องกัน ๒๐-๓๐ นาทีเช่นกัน
    นอกจากนี้  การศึกษาวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุที่ Active อยู่สม่ำเสมอโอกาสที่จะล้มก็ลดลง แต่ว่าต้องให้ถูกหลักด้วยนะครับ
    ดังนั้น ถึงแม้หัวใจจะแข็งแรงก็ยังไม่พอครับ  กล้ามเนื้อและการทรงตัวต้องดีด้วยครับ ไม่อย่างนั้นอาจจะจะทำให้หัวใจของผู้ใกล้ชิดหรือตนเองหล่นไปอยู่ผิดที่ได้  อย่างเช่นคนไข้ของผมคนนี้ไงครับ !!  

จากหนังสือ... ครอบครัวหัวใจแข็งแรง
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์