ชื่อเข้าระบบ
รหัสผ่าน
 
+ ลืมรหัสผ่าน
+ สมัครสมาชิกใหม่

PERFECTHEART TOPIC
โรคหัวใจสำคัญอย่างไร?
ความรู้ทางการแพทย์
FAQs
แนะนำแพทย์
Contact Us

ปลายร้าย ต้น(หรือจะ)ดี?

    คุณเคยปวดขาไหมครับ แล้วเคยคิดไหมครับว่ามันอาจจะเกี่ยวเนื่องกับหัวใจได้ อาการปวดขาเป็นๆ หายๆ จะเป็นมากขึ้นเมื่อเดินโดยที่พอเดินได้ช่วงหนึ่งก็จะปวด (มักจะเป็นระยะเวลาหรือระยะทางเท่าเดิม) เมื่อหยุดพักก็จะหาย  พอเดินอีกก็ปวดอีก ถ้าเกิดมีอาการแบบนี้ละก็ อาจจะต้องสงสัยไว้ก่อนว่าหลอดเลือดส่วนปลายที่เลี้ยงขาของคุณอาจจะมีปัญหาเสียแล้ว!! เมื่อหมอบอกว่าหลอดเลือดที่ขามีปัญหา คนส่วนใหญ่มักไม่สนใจ แต่ถ้าบอกว่าหลอดเลือดหัวใจมีปัญหา รายไหนรายนั้นรีบมาหาหมอแทบไม่ทันละครับ!



    คนไข้มักคิดว่า ถ้าเป็นหลอดเลือดที่ขา ยังห่างจากหัวใจ ยังไงก็คงไม่ถึงกับตาย เก็บเอาไว้ก่อนก็ได้ เดินไม่ไหวก็เดินไปพักไป บางคนคิดไปเสียอีกว่า อายุมากแล้วย่อมปวดขาเป็นธรรมดา ดังนั้น คนที่ปวดขาเวลาเดินแล้วมาหาหมอ จะมีน้อยกว่าปวดหัวใจ (เจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาเดินหรือออกแรง) ทั้งๆ ที่อาการแบบนี้ถ้ามีหลอดเลือดส่วนปลายที่ขาตีบจริงๆ แล้ว คนไข้มักจะตายด้วยหลอดเลือดหัวใจตีบ

     อาการปวดขาเป็นๆ หายๆ ดังกล่าวนี้ ทางการแพทย์เรียกว่า intermittent claudication ครับ จริงๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวมีหลายประการด้วยกัน เช่น จากหลอดเลือดแดงที่ขาตีบหรืออุดตัน เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาผิดปกติ เช่นถูกกดทับ เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะทราบได้ว่าเป็นโรคไหน จากประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจพิเศษเพิ่มเติม แต่เพื่อให้เป็นเรื่องของหัวใจจะขอพูดเรื่องของหลอดเลือดละครับ เพราะอย่างผมเคยบอกว่าอาการดังกล่าวมักเกี่ยวเนื่องกับหัวใจได้

    แต่ก่อนหมอหัวใจเราก็ไม่ค่อยได้สนใจอะไรหรอกครับ ใครจะปวดขาปวดแข้ง แค่ปวดหัวใจอย่างเดียวคนไข้ก็ล้นมือมากอยู่แล้วแต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะหลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงที่ขานั้น จริงๆ แล้วก็เป็นส่วนต่อจากหลอดเลือดที่มาจากหัวใจนั่นเอง ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจถ้าเราพบว่าหลอดเลือดแดงที่ขา (ซึ่งเป็นส่วนปลาย) ตีบ หลอดเลือดแดงที่หัวใจ (ซึ่งเป็นส่วนต้น) อาจจะเป็นส่วนที่มีปัญหาด้วย แต่ก่อนพอคนไข้มาหาแพทย์ด้วยเรื่องปวดขาดังข้างต้น แพทย์ก็มักจะรักษาเพียงอาการที่ขา ไม่ได้นึกเผื่อไปว่าหัวใจนั้นอาจจะมีปัญหาไปด้วยแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้เอง ผลการศึกษาในต่างประเทศ (คาดว่าในคนไทยคงไม่แตกต่างมากนัก) พบว่าถ้าติดตามคนไข้ที่มีอาการปวดขาหรือ intermittent claudication จะพบว่าคนไข้ดังกล่าวเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากหัวใจถึงร้อยละ ๕๕ และอีกร้อยละ ๒๐ ตายจากโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดอื่นๆ หรือเรียกว่าประมาณร้อยละ ๗๕ ของคนไข้ที่มีอาการปวดขาดังกล่าว จะตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด! ซึ่งนั่นก็หมายถึงคนไข้ที่มีอาการปวดขาดังกล่าวไม่ใช่มีปัญหาแค่หลอดเลือดที่ขาแล้วละครับ อาการของขาคงเป็นแค่อาการเริ่มแรกที่แสดงให้ทราบ แต่หลอดเลือดส่วนอื่นๆ ทั่วร่างกายคงมีปัญหาไปพร้อมๆ กัน

    ทั้งนี้ บางคนที่มีหลอดเลือดแดงที่ขาตีบแต่ไม่มีอาการ (ทราบได้โดยการตรวจพิเศษซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ) ถ้าติดตามคนกลุ่มนี้ไปก็ยังพบว่า ร้อยละ ๓๖ ตายด้วยโรคหัวใจ และถ้ารวมทั้งการตายจากสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ เช่นหลอดเลือดสมอง ก็ยังพบว่ากลุ่มที่ไม่มีอาการนี้ สาเหตุการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดก็ยังมากถึงร้อยละ ๕๒ ดังนั้น การตรวจประเมินผลเบื้องต้นของหลอดเลือดแดงที่ขา อาจจะมีความจำเป็นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะมีโรคหลอดเลือดอยู่แล้ว เช่น คนที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรืออ้วน เป็นต้น
   
    เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์ก็จะตรวจร่างกายเพิ่มเติม (อย่าลืมให้หมอแมะชีพจรที่เท้าและขาด้วยทุกครั้ง !!) และสำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะทำให้บอกผลได้ชัดขึ้นว่าหลอดเลือดแดงส่วนปลายของเรายังปกติดี อยู่ หรือไม่ วิธีง่ายๆ ก็คือ การวัดความดันที่ขา (ankle systolic blood pressure) เทียบกับความดันที่แขน (brachial systolic blood pressure) แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ค่าอัตราส่วนนี้เรียกว่า Ankle / Brachial index หรือเรียกย่อๆ ว่า ABI โดยถ้าค่านี้มากกว่าหรือ เท่ากับ ๐.๙ เรียกว่าหลอดเลือดแดงยังอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เพราะถ้าหลอดเลือดที่ขาตีบ ความดันก็จะลดลง คล้ายๆ กับท่อน้ำที่ตัน ความดันของน้ำในท่อน้ำลดลง แต่ถ้าค่าที่ต่ำกว่านี้แสดงว่าผลความดันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงที่ขาลดลงกว่าปกติ ซึ่งบ่งถึงความผิดปกติของหลอดเลือดแดงได้ครับ
   
        จริงๆ แล้วการวัดค่าความดันโลหิตดังกล่าวอาจจะใช้วิธีวัดความดันโลหิตตามปกติที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป  โดยวัดความดันที่แขนที่หนึ่งและที่ขาทีหนึ่งแล้วนำมาเปรียบเทียบกับ หรือเดี๋ยวที่ทำหน้าที่วัดระดับความดันของทั้งแขนและขาได้โดยอัตโนมัติ แล้วนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย สะดวกกว่า แต่แน่นอนก็แพงกว่าด้วย อย่างไรก็ตามไม่ว่าวิธีไหนก็ใช้ได้ สิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้ามีความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่ขา แม้จะมรอาการปวดหรือไม่มีก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าอาการปวดก็คือ มีแผลเรื้อรังแล้วรักษาไม่หาย แล้วอาจจะต้องตัดขา ที่สำคัญก็คือการรักษาภาวะนี้ด้วยการควบคุมปัจจัยเลี่ยงในการเกิดโรค เพราะนั่นก็คือการรักษาหัวใจเราไปด้วย (เพราะปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบ ไม่ว่าที่ขาหรือหัวใจหรือสมองก็คล้ายๆ กัน) คือต้องหยุดบุหรี่, ลดน้ำหนัก, ควบคุมเบาหวาน ความดับโลหิตสูง และ ไขมันในเลือด พร้อมๆ กับการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะได้ผลดี
   
        สำหรับอาการของ intermittent claudication นั้น การรักษาที่ดีที่สุดคือการออกกำลังกายด้วยการเดิน! โดยจะต้องเดินด้วยความเร็วพอสมควร ถ้าเกิดอาการปวดมากแล้วจึงหยุดพัก พอหายปวดก็เดินต่ออีก ทำสลับกันไปคือเดินแล้วพัก แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาของการเดินขึ้น จนได้ระยะเวลารวมในการเดิน ๓๐ นาที เดินอย่างน้อย ๓ ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๓-๖ เดือนครับ นอกจากนี้คือการรับประทานยาซึ่งมีส่วนช่วย การใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือด ทำได้แต่ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป

        สำหรับหลอดเลือดแล้ว โอกาสที่หลอดเลือดส่วนต้น(หัวใจ)มีโรคร้ายแล้วปลาย(หลอดเลือดที่ขา) จะดีก็คงยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเสมอไปนะครับ เพราะต้นจะร้ายปลายก็อาจจะดีได้ ถ้ารู้จักกลับตัวกลับใจอยู่ห่างๆ จากปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายของโรคหลอดเลือดไว้ พร้อมกับออกกำลังกายให้สม่ำเสมอนะครับ

   
จากหนังสือ... ครอบครัวหัวใจแข็งแรง
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์