การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในปัจจุบันทำได้หลายอย่างถ้าผู้ป่วยมีอาการน้อย และหลอดเลือดตีบไม่มากก็สามารถรักษาด้วยยาได้ โดยที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องช่วยด้วยการปรับปรุงพฤติกรรมประจำวันคือ งดสูบบุหรี่ ลดอาหารมัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมระดับน้ำตาล (ถ้าเป็นเบาหวาน) ระดับคอเลสเตอรอล และความดันโลหิต แต่ถ้ามีอาการหรือตีบมากก็อาจรักษาโดยการผ่าตัด (Bypass) ทำทางเบี่ยงให้หลอดเลือดหัวใจ หรือรักษาโดยวิธีการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนร่วมกับใช้ขดลวดถ่างหลอดเลือดหัวใจ
ปัญหาที่ผ่านมาของการทำบายพาสหรือผ่าตัดทำทางเบี่ยงให้หลอดเลือดก็คือ ผู้ป่วยต้องดมยาสลบ ต้องถูกผ่ากลางหน้าอก (แผลอาจจะใหญ่มากหรือน้อยแล้วแต่วิธีการของหมอผ่าตัด) ใช้เวลาพักฟื้นนาน มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหารุนแรงหลังผ่าตัดได้ตั้งแต่ร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 10 ขึ้นอยู่กับความชำนาญของหมอผ่าตัดและความรุนแรงของโรคที่ผู้ป่วยเป็น
ในขณะที่การทำบอลลูนมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหารุนแรงเพียง 1 ใน 1,000 ถึง 1 ใน 2,000 ราย
ปัจจุบันนี้เป็นการทำหัตถการแบบผู้ป่วยนอกคือมาเช้ากลับเย็นหรือแค่พัก 1 คืนในโรงพยาบาล เจ็บตัวน้อยกว่ากรอฟัน (คือแค่ฉีดยาชาเท่านั้น) ไม่มีแผลผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นอีกเป็นเดือน แต่อย่างไรก็ดีการทำผ่าตัดบายพาสนั้นสามารถตัดต่อหลอดเลือดได้มากกว่า และต่อได้ทีละหลายๆเส้น
การทำบอลลูนนั้นมักจะไม่ทำทีละหลายเส้นถ้าผู้ทำไม่ชำนาญพอ ในการทำผ่าตัดพบว่ามีปัญหาตีบตันของหลอดเลือดใหม่อีกได้ไม่มาก คือในสิบปีถ้าใช้หลอดเลือดดำที่ขามาต่อ อาจพบว่าผู้ป่วยกว่าครึ่งจะมีปัญหาตีบตันของหลอดเลือดนั้นอีก แต่หลอดเลือดแดงจากที่แขนหรือหลอดเลือดที่ทรวงอกก็มรอัตราการตีบของเส้นเลือดที่ผ่าตัดจะมีเพียงร้อยละ 10-20 โดยที่โอกาสตีบตันของหลอดเลือดที่ผ่าตัดภายใน 1 ปีจะมีประมาณร้อยละ 2-5
ปัญหาการตีบซ้ำใหม่ของหลอดเลือดนี้อาจพบได้จากการทำบอลลูนหรือใส่ขดลวดเช่นกัน คือมีการตีบกลับคืนของหลอดเลือดในบริเวณที่ทำบอลลูนหรือใส่ขดลวดนั้นได้ เนื่องจากมีการแบ่งตัวของเซลส์ในบริเวณที่ได้รับการขยาย เป็นปฏิกิริยาปกติตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นมา แต่ในผู้ป่วยบางรายถ้ามีปฏิกิริยานั้นมากเกินก็จะทำให้เกิดการตีบขึ้นมาใหม่อีกได้ พบได้ในผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เป็นเบาหวาน หรือ ผู้ป่วยที่ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างหลังทำไม่ค่อยดี คือ ยังคงปล่อยให้ระดับคอเลสเตอรอลสูงยังสูบบุหรี่ ปล่อยให้ความดันโลหิตสูง ขาดการออกกำลังกาย และไม่ได้รับประทานยา หรือ ในกรณีที่หลอดเลือดที่ตีบก่อนทำมีขนาดเล็ก หรือมีการตีบที่ยาวมากๆ
อัตราการตีบซ้ำหรือตีบกลับคืนหลังทำบอลลูนพบได้ประมาณร้อยละ 20-30 ถ้าใส่ขดลวดร่วมด้วยแล้ว การตีบซ้ำจะลดลงเหลือประมาณร้อยละ 10 แต่ถ้าใส่ขดลวดแบบเคลือบยาซึ่งเป็นวิวัฒนาการใหม่แล้ว การตีบซ้ำจะเหลือเพียงร้อยละ 2-5 หรือต่ำกว่า และมักทราบอาการภายใน 1 ปี

ยาที่ใช้เคลือบนั้นมีหลายประเภท แต่ที่ได้ผลที่สุดในปัจจุบันและใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นยาในกลุ่มที่ควบคุมการเกิดการอักเสบและแผลเป็น ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลส์เฉพาะบริเวณที่ขดลวดอยู่เท่านั้น ไม่มีผลข้างเคียงของยาในบริเวณอื่น ส่วนวิธีการเคลือบยานั้นทำได้หลายแบบ ทั้งเคลือบไปบนตัวขดลวดหรือทำเป็นเนื้อเดียวกันหลอมเข้ากับขดลวดโดยตรง และตัวยานั้นจะค่อยๆถูกปลดปล่อยออกมาทำหน้าที่ป้องกันการตีบซ้ำของหลอดเลือดซึ่งได้ผลดีมากๆ
การนำขดลวดเคลือบยามาใช้ ทำให้การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบทำได้มากขึ้น เช่น รักษาการตีบแบบหลายจุดและหลายเส้นได้ ได้ผลดีใกล้เคียงกับการผ่าตัดทำบายพาสซึ่งเป็นทางเลือกแก่ผู้ป่วยที่ไม่ต้องการผ่าตัด ผู้ป่วยไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่ต้องเจ็บตัวหลังผ่าตัด ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตหรืออัมพฤกษ์มากเท่ากับการผ่าตัด ลดอัตราเสี่ยงจากการผ่าตัดได้มาก และล่าสุดมีการศึกษาจากต่างประเทศที่เรียกว่า อาร์ต 3 (ARTS II) เปรียบเทียบการรักษาด้านการผ่าตัดกับการใช้ขดลวดเคลือบยาในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบหลายๆเส้น (ซึ่งเดิมต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น) เกือบพันรายพบว่า ผลการรักษาทั้งสองวิธีให้ผลดีเหมือนกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น การใช้ขดลวดเคลือบยา จึงเป็นทางเลือดอีกวิธีหนึ่งสำหรับคนไข้ที่มีหลอดเลือดตีบหลายเส้นที่ไม่ต้องการเสี่ยงจากการผ่าตัด
อย่างไรก็ดี การผ่าตัดได้มีการพัฒนามากขึ้น คือมีการพยายามผ่าตัดบายพาสโดยไม่ต้องทำให้หัวใจหยุดเต้น (Off Pump) โดยหวังว่าจะลดความเสี่ยง ในขณะที่ทำบายพาสปกติซึ่งต้องทำให้หัวใจคนไข้หยุดเต้น (ไม่เช่นนั้นหมอจะต้องเต้นตามหัวใจถึงจะเย็บต่อเส้นเลือดขนาดเล็กได้) และ ยังเริ่มมีการใช้หุ่นยนต์ (Robotic Surgery) มาช่วยในการผ่าตัดหัวใจอีกด้วย
การขยายหลอดเลือดหัวใจร่วมกับการใช้ขดลวดเคลือบยาเป็นที่นิยมและยอมนับกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เนื่องจากทำได้ง่ายและมีความเสี่ยงน้อยมากเมื่อเทียบกับการทำผ่าตัดบายพาส ไม่ต้องพักฟื้นนาน และไม่เจ็บตัวหรือมีแผลเป็นใหญ่โตอยู่กลางหน้าอก
ข้อเสียของการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดไม่ว่าจะใส่ขดลวดหรือไม่ก็คือ ยังไม่สามารถทำได้ในผู้ป่วยทุกๆราย ถ้าผู้ทำไม่มีความชำนาญพอก็อาจจะไม่สำเร็จ นอกจากนี้ข้อเสียของขดลวดเคลือบยาชนิดใหม่ (ที่ลดโอกาสตีบซ้ำของหลอดเลือดให้เหลือน้อยลงเหมือนกับการทำบายพาสนั้น) ยังมีราคาแพงอยู่ โดยเฉพาะถ้าต้องทำหลายๆที่หรือเส้นเลือดหลายเส้นแล้ว ค่าใช้จ่ายอาจจะเท่าหรือมากกว่าการทำผ่าตัดได้
ผมมีคนไข้ผู้ชายอายุ 80 ปีเศษ มีอาการแน่นหน้าอกเวลาเดินออกกำลัง ประมาณ 2-3 เดือนก่อนที่จะได้มาพบกัน ได้รับการตรวจฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ พบว่ามีการตีบของเส้นเลือดหัวใจทั้ง 3 เส้นเส้นละ 2-3 จุด เนื่องจากคนไข้อายุมากแล้วและไม่อยากจะพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลนานๆ อยากรีบกลับไปอยู่บ้าน ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆกับลูกๆหลานๆ ทั้งหมอและคนไข้จึงเลือกที่จะใช้วิธีการขยายหลอดเลือดโดยขดลวดชนิดใหม่ที่มียาเคลือบ
หลังทำเสร็จ
คนไข้ถาม : ผมจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่ครับ?
หมอ : พรุ่งนี้ก็กลับได้แต่เช้าเลยครับ...แล้วอีก 2-3 อาทิตย์ค่อยมาพบกันที่แผนกผู้ป่วยนอก แต่ต้องรับประทานยาที่จัดให้ไปจนกว่าจะกลับมาพบกันนะครับ !!
คนไข้ถามต่อ : ผมจะขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศได้มั๊ยครับ ??
หมอ : ก็หลังจากสองอาทิตย์ไปแล้ว มาพบกันก่อนแล้วค่อยเดินทางก็จะดีครับ
ก่อนจากกันคนไข้ว่า : หมอครับขดลวดเคลือบยาใหม่ราคาแพงจัง...ถ้าจะทำอีกคราวหน้า ผมเอาขดลวดมาจากบ้านแล้วฝากหมอเคลือบยาจะถูกลงมั๊ยครับ ??
หมอ : ...???...
จากหนังสือ... ครอบครัวหัวใจแข็งแรง
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์
|