เคยสงสัยว่า ในภาษาไทยทำไมคำว่า หมอ ถึงได้ใช้เรียกคนในอาชัพต่างๆ หลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอดู หมอความ หมอยา หมอนวน หมอผี... ทั้งๆที่ภาษาต่างประเทศเช่น ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ใช้คำว่า หมอ สำหรับอาชีพเหล่านี้แต่ใช้ต่างกันไปตามอาชีพนั้นๆ เลย เช่น LAWER , DOCTOR หรือ FORTUNE TELLER
เช่นหมอทั้งหลาย เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว แต่ละอาชีพจะมีลักษณะคล้ายๆ กันคือ หมอทุกๆ อาชีพจะพูดเก่ง...คาดเดาเก่ง โดยใช้ทั้งสถิติและวิทยาศาสตร์
ทุกๆ หมอทำให้คนที่มาหาดีขึ้น เช่น หมอความ ทำให้คนหายทุกข์ใจ หมอดู ทำให้คนสบายใจขึ้น หมอยา ทำให้คนหายเจ็บ หายป่วย หายไข้ หมอนวด ทำให้คนหายเมื่อยขบ หรือหมอผีทำให้คนหายกลัวผี
แต่หมอยาต้องเก่งหลายอย่าง เพราะการเป็นหมอรักษาผู้ป่วยนั้นต้องมีคุณสมบัติของหมอความด้วยคือ ต้องพูดซักถามประวัติจากผู้ป่วยที่มาหาให้ได้มากที่สุด เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง หมอที่ดีจะตั้งใจฟังรายละเอียดทุกคำพูดที่ผู้ป่วยเล่าหรืออธิบาย ถ้าผู้ป่วยคนไหนไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ก็ต้องพยายามซักถามเหมือนกับตำรวจและทนายซักลูกความหรือคนร้าย
หมอยาเมื่อได้รายละเอียดของประวัติอาการไม่สบายจากผู้ป่วยแล้ว ก็ต้องรวบรวมประมวลตามสถิติ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อคาดการณ์ ว่าผู้ป่วยที่มานั้นน่าจะเป็นโรคอะไรมากที่สุด
หมอรักษาโรคที่เก่ง จะวินิจฉัยโรคได้แม่นยำ การวินิจฉัยโรคจากการคาดเดานี้ บางครั้งใช้ประวัติอาการและการตรวจร่างกายไม่ได้ หมอที่มีอายุมากๆ (มีประสบการณ์) มักจะใช้ประสบการณ์ซึ่งไม่มีเขียนไว้ในตำรา คล้ายๆกับการดูรูปร่าง ลักษณะท่าทางของหมอดู ก็ดูโหงวเฮ้งผู้ป่วยร่วมด้วยซึ่งทำให้การวินิจฉัยแม่นยำและถูกต้องมากขึ้น
ส่วนหมอยาบางคนเป็นหมอด้วย เช่น เวลาตรวจร่างกายคลำตามท้องตามหลังหรือตามส่วนต่างๆของผู้ป่วย (ที่มีอาการผิดปกติ) เอาหูฟังวางไว้บนตัวผู้ป่วยตามที่ต่างๆ บางครั้งมีการบีบนวดร่วมไปด้วยเพื่อหาจุดที่เจ็บปวด หลายๆ คนเมื่อได้รับการตรวจร่างกายโดยหมอที่มีความชำนาญก็รู้สึกหายไปจากโรคมากกว่าครึ่ง
บางครั้งหมอรักษาโรคต้องเป็นหมอผีด้วย เช่นที่หมอหัวใจทำกันอยู่เป็นประจำ ลองคิดดูว่า ถ้าการมีหัวใจเต้นคือการเริ่มต้นการมีชีวิตเมื่อหัวใจหยุดก็คือหมดชีวิต คือตายไปแล้ว ดังนั้น หมอหัวใจที่ต้องปั๊มหัวใจผู้ป่วยเป็นประจำ ทำให้หัวใจที่หยุดเต้นกลับมาเต้นเป็นปกติเหมือนปลุกคนที่ตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นเวลาผ่าตัดหัวใจต้องทำให้หัวใจหยุดเต้น เมื่อทำการผ่าตัดเสร็จก็ต้องทำให้หัวใจเต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง จึงเห็นได้ว่าหมอหัวใจสามารถทำให้หัวใจเดี๋ยวหยุดเดี๋ยวเต้นอยู่ได้เป็นประจำ ไม่น่าจะต่างจากการเป็นหมอผีเท่าไรนักแถมหมอหลายๆ คนยังเป็นหมอพระให้น้ำมนต์ คือฉีดยาให้ผู้ป่วยอยู่เป็นประจำ
เมื่อคิดถึงหมอยา หมอดู หมอเดา เมื่อสองอาทิตย์ก่อนมีผู้ป่วยจากต่างจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือ รูปร่างสันทัด ไม่อ้วนไม่ผอม ท่าทางแข็งแรง ใบหน้าสี่เหลี่ยม ผิวคล้ำมาพร้อมกับลูกชายด้วยอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้ายเวลาเดินออกกำลัง แต่พักสักครู่แล้วดีขึ้น อาการเหล่านี้มีมาได้ประมาณ 3 อาทิตย์ และหลังจากนั้นผู้ป่วยที่ปกติแข็งแรงคนนี้ก็เริ่มออกกำลังกายได้น้อยลง จากที่เคยวิ่งได้ 3-4 กิโลเมตร เวลาออกกำลังตอนเช้าๆ ก็เริ่มทำได้น้อยลงๆ จนในวันก่อนที่จะมาพบกัน เพียงแค่เดินเร็วๆก็เหนื่อยแล้ว
ผู้ป่วยคนนี้ไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงใดๆไม่สูบบุหรี่ ไม่มีประวัติเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ในครอบครัวโดยเฉพาะพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลุก ก็ไม่มีประวัติของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือประวัติการเสียชีวิตกะทันหัน ผลการตรวจร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ
เมื่อฟังประวัติอาการและดูสีหน้า ผู้ป่วยน่าจะเป็นคนที่มีความอดทนสูงไม่ใช่คนที่บ่นเจ็บโน่นเจ็บนี่ง่ายๆ จึงคิดในใจว่า อาการแบบนี้ต้องมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ดี เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องจึงได้ส่งไปตรวจสมรรถภาพการทำงานของหัวใจโดยการเดินสายพาน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย โดยคาดการณ์ไว้ว่าผลการทดลองต้องผิดปกติแน่ๆ
แต่เมื่อผู้ป่วยกลับมาพร้อมกับผลตรวจ ผมก็ต้องแปลกใจมากเพราะปรากฏว่าผู้ป่วยสามารถเดินได้ 12 นาที โดยไม่มีอาการแน่นหน้าอก และคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังไม่มีความผิดปกติที่บ่งว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลย
ถ้าหมอไม่คุ้นเคยกับโรคนี้คงส่งผู้ป่วยกลับบ้านและบอกไปว่าไม่มีอะไรผิดปกติ และหัวใจแข็งแรงดี แต่เมื่อพิเคราะห์ดูโหงวเฮ้งแล้ว หน้าตาท่าทางผู้ป่วยรายนี้คงไม่ใช่คนที่ขี้บ่น หน้าตามีความอดทนสูง อาการที่มีคงมีจริงๆ และอาการแบบนี้ต้องมีความผิดปกติที่หัวใจแน่ๆ จึงได้แนะนำว่าสมควรฉีดสีเอ็กซเรย์ดูหลอดเลือดหัวใจ
เมื่อได้แจ้งผลดีและผลเสียของการฉีดสีให้ทราบแล้วพร้อมๆกันอธิบายว่า ผลการตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพานนั้นก็เหมือนการตรวจทางการแพทย์หลายๆอย่าง ซึ่งไม่แม่นยำ 100% ถ้าให้แน่นอนต้องทำการฉีดสี บังเอิญโชคดี ทั้งผู้ป่วยและลูกชายหลงคารมเชื่อหมอความอย่างผม
ผลการฉีดสีของผู้ป่วยรายนี้ยืนยันความแม่นยำในการเป็นหมอเดา เพราะพบว่ามีการตีบของหลอดเลือดหัวใจอย่างรุนแรงที่บริเวณต้นขั้วหัวใจซึ่งต่อมาได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ตอนนี้ผู้ป่วยหายดี กลับไปวิ่งออกกำลังได้เหมือนเดิมแล้ว
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีผู้ป่วยเป็นผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งธรรมดาก็แข็งแรงดี ไม่ค่อยมีอาการผิดปกติ ออกกำลังกายด้วยการวิ่งเหยาะๆ เป็นประจำทุกวัน ครั้งหนึ่งมากกว่า 30 นาที มีอาชีพเป็น นักธุรกิจ วันหนึ่งๆทำงานค่อนข้างเครียด ได้มารับการตรวจร่างกายประจำปี ซึ่งรวมถึงการตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพานด้วย ผลปรากฏว่าเดินสายพานได้นานเกือบ 12 นาทีแต่ในตอนท้ายลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่ออกกำลังกายเกือบจะเสร็จนั้น มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งบ่งว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่บ้าง
หมอที่ดูผลการตรวจได้อธิบายว่า น่าจะมีปัญหาของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขณะที่หัวใจทำงานหนักมากๆ ถ้าต้องการให้ทราบผลการวินิจฉัยที่แน่นอนควรฉีดสีเอ็กซ์เรย์ดูหลอดเลือดหัวใจ แต่เนื่องจากผู้ป่วยไม่เคยมีอาการมาก่อนและสามารถออกกำลังกายได้ในระดับค่อนข้างดี ซึ่งตามสถิติถึงแม้จะมีความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ โอกาสที่จะเกิดปัญหาเฉียบพลันทางหัวใจจะมีน้อยมากและใกล้เคียงกับคนที่อายุเท่ากัน เพศเดียวกัน ที่ไม่มีความผิดปกติจากการตรวจ คนที่ฟังแล้วคงสบายใจจึงไม่ควรทำการฉีดสี
หลังจากนั้นไม่นานผู้ป่วยรายที่สองนี้ไปพักผ่อนเที่ยวต่างประเทศ เดินเข้าไปในป่าลึก ปีนภูเขา อากาศค่อนข้างเย็น แล้วอยู่ๆ ก็เกิดอาการแน่นหน้าอกอย่างเฉียบพลันและเสียชีวิตทันที ในลักษณะนี้น่าจะเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เพราะมีลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ จึงทำให้มีผู้ข้องใจกันว่าผลการตรวจสมรรถภาพหัวใจนั้น จริงๆแล้ว ช่วยอะไรกันแน่หรือเปล่า
...ต้องขอบอกกันในที่นี้ว่า ความแม่นยำในการตรวจแบบนี้มีเพียงร้อยละ 70 เท่านั้น การคาดการใดๆ เรื่องหัวใจ โอกาสถูก 100 % เป็นไปได้ยากมากๆๆๆ
โดยเฉพาะผู้ป่วยรายนี้มีภาวะหลายๆอย่างร่วมกันที่หัวใจไม่ปรารถนาคือ เวลาการเดินทางท่องเที่ยว คนเราจะไม่ค่อยดื่มน้ำซึ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำ
เมื่อเดินออกแรงขึ้นภูเขาสูง ซึ่งมีระดับออกซิเจนต่ำ และอากาศหนาวเย็น ที่จะทำให้หลอดเลือดทั่วๆไปหดตัวเล็กลง
ภาวะเหล่านี้มักทำให้คราบไขมันและหินปูนซึ่งฉาบอยู่บางๆภายในหลอดเลือดแตก มีลิ่มเลือดมาเกาะเกิดหลอดเลือดอุดตันได้อย่างกะทันหัน โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้ามาก่อนได้
ในผู้ป่วยรายสุดท้ายนี้จึงทำให้หมอคาดการผิด เป็นหมอเดาที่ใช้ไม่ได้ ก็เลยต้องจบลงเป็น... ปลาหมอซึ่งตายเพราะปาก
จากหนังสือเรื่องของโรคหัวใจ(เล่ม 2)...รักษา (หัว) ใจ
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์
|