โรคความดันโลหิตสูง หรือที่บางคนเรียกว่า ภาวะความดันโลหิตสูง นั้น เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้เกิดการตีบแคบของเลือดหัวใจและหลอดเลือดที่อวัยวะอื่นๆได้อีกมากมาย ภาวะนี้พบได้ตั้งแต่เด็กจนถึงคนชราโดยมีสาเหตุแตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่แล้วกว่าร้อยละ 80 จะหาสาเหตุของความดันที่สูงขึ้นไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ดี เมื่อให้การวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงแล้ว แพทย์ควรจะพยายามตรวจสอบสาเหตุของความผิดปกติด้วย เนื่องจากถ้าหาสาเหตุได้ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดีกว่าที่จะต้องรับประทานยาควบคุมความดันโลหิตไปตลอดชีวิต
ความดันโลหิตสูงที่พูดถึงกันในที่นี้คือแรงดันของเลือดภายในหลอดเลือดที่มีผนังหลอดเลือด เปรียบได้กับแรงดันของน้ำที่อยู่ในท่อน้ำ เวลาหมอวัดความดันโลหิตจะวัดโดยทางอ้อมจากเครื่องวัดที่นำมาพันรอบแขนผู้ถูกวัด และบีบลมเข้าไปภายในให้ผ้านั้นรัดรอบแขน (แน่นๆ) เพื่อกดทับหลอดเลือด ( ในแขน ) ก่อนที่จะปล่อยลมออกแล้วใช้หูฟังวัดดูเสียงเลือดที่ไหลผ่านหลอดเลือดอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณแขนนั้น แรงดันของลมในแถบผ้าขณะที่เริ่มมีเลือดไหลผ่านหลอดเลือดได้ก็จะเท่ากับแรงดันในหลอดเลือดพอดี
ความดันโลหิตของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นๆลงๆตลอดทั้งวัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ เช่น การเคลื่อนไหวร่างกาย เดินหรือวิ่ง ความเครียด ความเจ็บปวด เป็นต้น ก็จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ แต่ในช่วงหลังจากการออกกำลังกายใหม่ๆความดันอาจจะลดลงต่ำในขณะที่รับประทานอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารความดันโลหิตก็อาจจะขึ้นๆลงๆก็ได้

ดังนั้น การวัดความดันโลหิตที่ใช้เป็นมาตรฐานเพื่อวินิจฉัยว่าใครคนใดคนหนึ่งมีความดันโลหิตสูงหรือไม่ จะต้องวัดในขณะที่ผู้ถูกวัดนั่งพักเฉย ๆ เป็นระยะเวลาอย่างน้อยครึ่งชั้วโมง และ ไม่ได้รับประทานอาหารมาหรือทำงานพูดคุยที่อาจจะเกิดความเครียด ความกังกลได้ ถ้าจะวัดความดันโลหิตหลังรับประทานอาการหรืออกกำลังกายแล้วก็ควรจะเกิน 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ ถ้าตัดปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะมีผลให้ความดันขึ้นหรือลงได้มาแล้วทั้งหมดนั้น ความดันโลหิตของคนเราจะสูงที่สุดในช่วงตอนเช้ามืด ซึ่งช่วงดังกล่าวก็จะเป็นช่วงที่ตรงกับเวลาที่คนส่วนใหญ่เกิด Heart Attack หรือเกิดอัมพาต-อัมพฤกษ์ได้บ่อยๆ
เครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติที่มีขายอยู่ทั่วไปนั้น ถ้าเทคนิคและวิธีการวัดถูกต้อง ผลที่ได้จะมีความแม่นยำพอสมควร แต่ควรจะมีการตรวจวัดเทียบกับการวัดโดยแพทย์พร้อมๆกันสักครั้งหนึ่งเพื่อให้ทราบว่าเครื่องนั้นวัดได้ค่าที่ถูกต้อง ( หรือบางครั้งจะได้ทราบว่าเครื่องที่ใช้จะมีค่าที่วัดได้สูงหรือต่ำกว่าของจริงเท่าไร) ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่วัดความดันโลหิตเองดังกล่าวต้องเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆที่จะมีผลต่อความดันโลหิตที่กล่าวไว้ด้วย
ความดันโลหิตสูงมีผลต่ออวัยวะหลายๆอวัยวะ เช่น อาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานของไต หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดในตาหรือหลอดเลือดตามแขนขา มักจะไม่มีอาการผิดปกติแสดงออกมาให้เห็นจนกว่าจะเกิดผลเสียต่ออวัยวะต่างเหล่านั้น แล้ว ดั้งนั้นการดูแลผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงนี้จึงมักจะต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามการทำงานของไต หัวใจ และภาวะหลอดเลือดที่ไหเลี้ยงสมองและตาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การรักษาที่ได้ทันท่วงที และรวดเร็วรวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดต่ออวัยวะต่างๆจากความดันโลหิตสูงนั้นเสียแต่เนิ่น ๆ ด้วย
การรักษาภาวะความดันโลหิตสูงที่ไม่ทราบสาเหตุ (ประมาณร้อยละ 15-20 ของผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูง) คนไข้ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการดูแลร่างกายของคนไข้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใครสามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การใช้ยาก็จะลดน้อยลงได้
ก่อนนี้เราเคยเชื่อกันว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ความดันโลหิตอาจสูงขึ้นตามไปด้วยได้ แต่ในปัจจุบันพบว่าความจริงไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ความดันโลหิตปกติของคนเราที่120/80 มิลลิเมตรปรอท ควรจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ในคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงนั้น ควรจะได้รับการควบคุมให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 130 / 85 มิลลิเมตรปรอท โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น ผู้ที่มีภาวะเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เคยมีกล้ามเนื้อหัวใจตาย อัมพาตหรืออัมพฤกษ์ และผู้ที่สูบบุหรี่นั้นยิ่งควรคุมความดันโลหิตให้ไม่เกิน 120 / 80 มิลลิเมตรปรอท
ความยากลำบากในการดูแลคนไข้ความดันโลหิตความดันโลหิตสูงคือ คนไข้เหล่านี้มักจะไม่มีอาการให้เห็นเด่นชัด น้อยรายที่จะมีความรู้สึกปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะบ้างในบางครั้ง และการที่มาตรวจวัดความดันกับหมอก็จะเป็นค่าความดันโลหิตของที่วัดได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะนั้นเป็นการยากที่ที่จะประเมินว่าการรักษาที่ให้นั้นเพียงพอหรือไม่ การดูแลตัวเองโดยเฉพาะเรื่องการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง จะมีส่วนสำคัญมากเท่าๆกันหรือมากกว่าการรักษาที่แพทย์ให้แก่ผู้ป่วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องใช้ทีมงานพิเศษสำหรับดูแลคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งทีมงานนี้ควรมีแพทย์อายุรกรรม แพทย์หัวใจ แพทย์โรคไต แพทย์ต่อมไร้ท่อ แพทย์สมอง แพทย์ฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ และนักโภชนาการสำหรับแนะนำเรื่องการออกกำลังกายและอาหารที่ป้องกันไม่ให้ความดันโลหิตสูงไปพร้อมๆกัน
คนที่มีความดันโลหิตสูงหลายๆรายที่ชะล่าใจ คิดว่าเมื่อได้รับยาแล้ว ความดันโลหิตเป็นปกติ แล้วก็หยุดยาได้เองเนื่องจากไม่มีอาการใด ๆ แต่น่าเสียดายว่าคนไข้ประเภทนี้มาพบกัน ก็เมื่อเกิดอัมพาต-อัมพฤกษ์ มีเส้นเลือดแตกในสมองหรือเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย ไตวายไปแล้ว
เมื่อหลายปีก่อน มีคนไข้เป็นผู้ชายอายุ 50 ปีเศษ เป็นนักธุรกิจ มาด้วยเรื่องอาการปวดศีรษะ และการตรวจพบความดันโลหิตสูงถึง 210/120 มิลลิเมตรปรอท จากการตรวจร่างกายและการตรวจเลือดต่างๆไม่พบสาเหตุของความดันโลหิตสูง นอกจากว่าเป็นคนที่มีความเครียด (เป็นความดันทุรังสูง ไม่ใช่ความดันโลหิตสูง) ตรวจดูอวัยวะอื่นๆก็ยังไม่มีผลเสียของความดันโลหิตสูงต่อหัวใจหรือหลอดเลือดหัวใจ การทำงานของไต หรือหลอดเลือดที่สมอง เมื่อให้ยาควบคุมความดันโลหิตและการแนะนำเรื่องการออกกำลังและควบคุมน้ำหนักตัว หลังจากนั้นไม่นานความดันโลหิตของผู้ป่วยก็กลับลงมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว อีกประมาณ 2 เดือนเศษ ความดันโลหิตอยู่ที่130/80 มิลลิเมตรปรอท คนไข้ก็ดูเชื่อฟังเรื่องการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอดี แต่ก็ขาดการติดต่อไป
เมื่อไม่นานมานี้ก็มีคนไข้อีกคนหนึ่ง เป็นผู้ชายอายุ 50 ปีเศษเช่นกัน มาด้วยอาการผิดปกติที่ว่าเหนื่อยและอึดอัดหน้าอกเวลาออกแรง พร้อมกับมีประวัติความดันโลหิตสูง ได้พบทั้งแพทย์หัวใจและหมอที่เชี่ยวชาญทางด้านโรคไต ตรวจพบคลื่นหัวใจที่มีลักษณะของหัวใจโตเล็กน้อย การทำงานของไตซึ่งตรวจจากเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีโปรตีน ( บางคนเรียกว่า ไข่ขาว ) รั่วออกมาในปัสสาวะบ้างเล็กน้อย เนื่องจากอาการเหนื่อยเวลาออกแรงนั้นอาจจะเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ ทั้งหมอหัวใจและหมอไตจึงมีความเห็นตรงกันว่าจะส่งผู้ป่วยดังกล่าวไปตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งก็พบว่าหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจปกติทั้งหมด แต่ที่ผิดปกติกลับเป็นที่หลอดเลือดที่เลี้ยงไตด้านขวามีรอยตีบแคบมาก
คนไข้คนหลังนี้จึงได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดที่ไตพร้อมกับใส่ขดลวด ซึ่งทำให้ความดันของเขากลับลงมาเป็นปกติจากที่เคยตรวจวัดได้ 210 / 110 มิลลิเมตรปรอทเท่านั้น และอาการเหนื่อยเวลาออกแรงก็หายไปเช่นกัน
ดังนั้น ใครที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงหรือมีประวิติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงอย่าประมาทนะครับ พยายามพบแพทย์และตรวจวัดความดันเป็นระยะๆไว้
สรุป ใครก็ตามที่มีภาวะความดันดลหิตสูง ในเบื้องต้นควรพยายามตรวจหาสาเหตุให้ได้ ถ้าโชคดีก็จะรักษาที่สาเหตุให้หายขาดได้ และที่สำคัญคือ การดูแลรักษาตัวเอง รับประทานยาสม่ำเสมอ ( อย่าปรับลดหรือหยุดยาเอง ) และออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก ไม่เช่นนั้นก็อาจจะมาพบหมอเมื่อสายเกินไป
ความดันโลหิตสูงสามารถรักษาได้ไม่ยาก แต่ความดันทุรังนั้นรักษาให้หายได้ลำบาก ยากม้าก.. มาก
จากหนังสือเรื่องของโรคหัวใจ(เล่ม 2)...รักษา (หัว) ใจ
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์
|