หัวใจปกติของคนเราจะมีความเที่ยวตรง บีบ(เต้น)ตัวเป็นจังหวะสม่ำเสมอประมาณ 70 ครั้ง/นาทีขณะพัก เช่น ช่วงหลับบีบตัวช้า อาจจะช้าลงได้ถึง 30-40 ครั้ง/นาที แต่เมื่อมีการออกแรงหรือตื่นเต้น ตกใจ หัวใจจะบีบตัวถี่ขึ้น เช่น เวลาวิ่งออกกำลังกาย หัวใจคนหนุ่มๆสาวๆ จะบีบตัวได้เร็วถึง 140-160ครั้ง/นาที แต่ไม่ว่าจะเป็นภาวะใด หัวใจคนที่ปกติจะบีบตัวเป็นจังหวะที่ส่ำเสมอ นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ขณะพักหัวใจจะเต้นช้า เพียง 50-60 ครั้ง/นาที
เรื่องการเต้น (หรือบีบตัว) ของหัวใจนี้เป็นเรื่องแปลกคือ ถ้าหัวใจคนเต้นปกติ คือส่ำเสมอไม่เร็วจนเกินไป เจ้าของหัวใจจะไม่ค่อยรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้น ยกเว้น บางครั้งที่ผู้ป่วยมาด้วยอาการที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเมื่อนอนเอียงไปด้ายใดด้านหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากว่าบางครั้งในเวลานอน หรือท่าทางบางลักษณะจะทำให้มีการกดทับของหลอดเลือดแดงที่อยู่บริเวณตื้นๆ ใต้ผิวหนัง จึงทำให้คนๆนั้นรู้สึกว่า มีอะไรเต้น หรือได้ยินเสียงหัวใจเต้น ตุ๊บ..ตุ๊บ..ตุ๊บ. แต่เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ เพราะหลอดเลือดแดงเราจะเต้น (แต่ไม่บีบ) ตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจ
ในทางตรงกันข้าม คนที่มีหัวใจเต้นไม่ส่ำเสมอหรือเต้นเร็วกว่าปกติ จากการลัดวงจรของไฟฟ้าในหัวใจ (ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันหรืออัมพาต-อัมพฤกษ์ได้) จะมีความรู้สึกว่า ใจเต้น ใจสั่น และมักจะมาหาหมอด้วยเรื่องของอาการใจเต้น ดังนั้น
หัวใจปกติจะไม่ (รู้สึก) เต้น ถ้า (รู้สึก) ใจเต้นแสดงว่าไม่ปกติ !!?

ภาวะหัวใจรวนเร ที่จะเล่าให้ฟังกันในคราวนี้ไม่ใช่เรื่องของคนใจง่าย หรือคนที่ตัดสินใจอะไรไม่แน่นอนเป็นไม้หลักปักขี้เลน แต่เป็นเรื่องของหัวใจที่ควรบีบตัว (เต้น) สม่ำเสมอ กลับเต้นเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่า Atrail Fibrillation เกิดจากการมีวงจรไฟฟ้าที่ผิดปกติเกิดขึ้นหลายๆวงที่ในหัวใจห้องบน ส่งสัญญาณมาตามใจชอบให้หัวใจสองห้องข้างล่างบีบตัวอย่างไม่สม่ำเสมอไม่ประสานกัน
ภาวะนี้ถ้าเกิดในคนอยู่น้อย ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากลิ้นหัวใจที่ผิดปกติ สำหรับในคนสูงอายุเป็นโรคนี้อาจจะเกิดจากสาเหต ุที่มีความดันโลหิตสูงแล้วไม่ได้รับการควบคุมที่ดี ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว แต่ส่วนใหญ่แล้วในคนอายุมากจะหาสาเหตุไม่ได้ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ถ้าตรวจผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไปจะพบภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิดที่เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าถึงร้อยละ 20
ภาวะนี้ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะมีผล
- ทำให้อาการใจเต้น ใจสั่น เหนื่อยง่าย
- หัวใจจะทำงานลดลงร้อยละ 10-15 เนื่องจากหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ไม่ประสานกัน ทำให้เลือดที่ถูกปั๊มออกจากหัวใจนั้นมีปริมาณลดลง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในคนที่มีอายุน้อยอาจจะไม่มีปัญหามากนัก แต่ในคนสูงอายุที่มีหลอดเลือดแดงตีบแคบ อาจจะเกิดมีอาการขาดเลือดของอวัยวะต่างๆ เช่น สมองหรือหัวใจได้
- จะทำเกิดกระแสเลือดวนไปวนมาอยู่ในหัวใจ เกิดมีลิ่มในหัวใจได้ ถ้าลิ่มเลือดนี้คงอยู่ในหัวใจก็จะไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าโชคร้ายลิ่มเลือดหลุดออกไปจากหัวใจ ล่องลอยไปตามกระแสเลือดในหลอดเลือดแดงต่างๆไปอุดตามอวัยวะที่มีเลือดไปเลี้ยงมากๆ เช่น สมองหรือหัวใจได้ ถ้ามีลิ่มเลือดไปอุดที่มีสมองก็จะทำให้เกดอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ตามมา ถ้าอุดที่หัวใจก็จะทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
มีการติดตามผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นเร็วและไม่ส่ำเสมอเป็นระยะเวลาหลายๆปี พบว่ามีโอกาสที่จะเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด สมอง เกิดอัมพฤกษ์ ประมาณร้อยละ 10-15 ราย/ปี (คือ ผู้ป่วยลักษณะนี้ 100 ราย จะเกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตได้ 10-15 รายในระยะเวลา 1 ปี) ยิ่งผู้ป่วยมีอายุสูงมากขึ้นยิ่งมีโอกาสเกิดอัมพาตได้มากขึ้นอีกด้วย
ถ้าผู้ป่วยประเภทนี้มามาพบแพทย์หัวใจจะได้รับการแนะนำให้รับประทานยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ในปัจจุบันยาชนิดรับประทานมีอยู่เพียงชนิดเดียวมีชื่อว่า Warfarin (วอร์ฟาริน), Coumadin (คูมาดิน) หรือ Orfarin (ออร์ฟาริน) ซึ่งเป็นตัวยาชนิดเดียวกัน (เมื่อก่อนนี้ใช้เป็นยาเบื่อหนู !!) ยานี้จะป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ แต่ข้อเสียคือ ผู้ที่รับประทานยาจะไปป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหลังเกิดบาดแผลตามที่ต่างๆเพื่อห้ามเลือดและสมานบาดแผล
ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาชนิดนี้จึงต้องตรวจเลือดเพื่อวัดระดับของผลจากยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้น ถ้าผลของยามีมากเกินไป ถ้าเกิดแผลเล็กๆในลำไส้หรือกระเพาะอาหารก็จะทำให้เกิดมีเลือดออกในทางเดินอาหารมาก บางครั้งผู้ป่วยได้รับการกระทบกระแทก เช่นเผลอไปเล่นกีฬาหรือได้รับอุบัติเหตุ ก็อาจจะมีเลือดออกเกิดจ้ำเลือดได้ง่ายๆ แต่ทางตรงกันข้ามได้รับยาน้อยเกินไปก็จะไม่ได้รับผลดีของยา เพราะผู้ป่วยแต่ละคนจะต้องการปริมาณยาไม่เท่ากันที่จะให้มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดได้พอดีๆ ยิ่งไปกว่านั้นมีอาหาร อาหารเสริม และยาหลายชนิดที่ผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้อีกด้วย
ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นไม่ส่ำเสมอ (ตัวต้นเหตุ) ลักษณะนี้ได้ผลดี ฉะนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่ถ้าแพทย์ หรือหมอหัวใจที่ดูแลอยู่ไม่สามารถใช้กระแสไฟฟ้าช็อก (จากภายนอก!!) เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นสม่ำเสมอได้แล้ว ก็จำเป็นจะต้องรับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดตลอดไป
ผู้ป่วยที่รับประทานยานี้ ถึงแม้จะได้รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอและใกล้ชิดก็ยังเป็นที่น่าเสียดายว่า การเกิดผลข้างเคียงของยาคือ มีเลือดออกในทางเดินอาหารหรือเลือดออกผิดปกติ บางครั้งในสมอง!! หรือข้อต่าง ๆ ได้ ถึงร้อยละ 1-3/ปี (คิดคำนวณจากโอกาสเกิดอัมพาตร้อยละ 5-10/ปี แล้วยังคุ้มกันอยู่)
โชคดีว่าเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาหัวใจเต้นผิดปกติโดยการจี้หัวใจ (ไม่ใช่จี้ให้หัวเราะนะครับ!!) ด้วยคลื่นวิทยุหรือที่เรียกว่า Radio Frequency Ablation นั้นได้ก้าวหน้าไปมาก ทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (การเต้นของหัวใจ) สามารถส่งคลื่นวิทยุดังกล่าวเข้าไปจี้ตัดวงจรไฟฟ้าที่เป็นต้นเหตุของหัวใจเต้นผิดปกติชนิดนี้ในหัวใจได้ ปัจจุบันมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งมีความรวดเร็วสามารถตรวจวัดดูการนำไฟฟ้าภายในหัวใจได้อย่างละเอียด ผลของการรักษาโดยการจี้ด้วยคลื่นวิทยุให้กับภาวะนี้จึงดีขึ้น มีผลสำเร็จถึงมากกว่าร้อยละ 80 เมื่อทำโดย แพทย์ผู้ชำนาญทางด้านนี้โดยเฉพาะเท่านั้น
ผมมีผู้ป่วยผู้หญิงอายุ 80 กว่าปี ซึ่งได้รับการดูแลรักษากันมานาน เรื่องภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิดเดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว มีอาการใจสั่น บางครั้งเวียนศีรษะ บางครั้งออกแรงแล้วเหนื่อย เมื่อแรกพบกันนั้นพยายามตรวจหาสาเหตุของหัวใจเต้นผิดปกติก็ไม่พบ จึงได้ให้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไปนัก แต่ก็ไม่สามารถทำให้หัวใจกลับมาเต้นสม่ำเสมอตามปกติได้ จึงได้แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาป้องกันลิ่มเลือด Warfarin ถึงแม้ผู้ป่วยจะเป็นคนสูงอายุแต่ก็สามารถติดตามผลการรักษาได้อย่างใกล้ชิด โดยมารับการเจาะเลือดดูผลของยา ทำการวัดเลือดที่เรียกว่า INR ซึ่งผลเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกครั้ง
วันหนึ่งอยู่ดีดี (จริงๆอยู่ไม่ดี) คนไข้โทรมาหาผมว่า มีปัญหาเลือดออกจากริดสีดวงทวารหนักค่อนข้างมาก มากกว่าปกติทุกครั้งจนมีอาการเวียนศีรษะและรู้สึกหน้ามืด ผมจึงแนะนำให้เรียบเข้ามาที่โรงพยาบาลทำการตรวจ ปรากฏว่าผู้ป่วยค่อนข้างซีด หัวใจเต้นไม่ส่ำเสมอเหมือนอย่างที่เคยเป็นแต่ไม่เร็วมากนัก ผลของการเจาะเลือด INR ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ ประมาณ 2.5...!! เพราะเลือดออกค่อนข้างมากผมจึงได้ทำการหยุดยาที่ป้องกันลิ่มเลือดไว้ก่อน และให้เลือดไป 2 ถุง ในวันรุ่งขึ้นเลือดที่ออกก็หยุดไปเอง
เนื่องจากผู้ป่วยมีเลือดออกจากริดสีดวงทวารหนักเป็นประจำ ผมเกรงว่าจะเสียเลือดมากจึงได้ตัดสินใจหยุดยา Warfarin นั้นแต่ให้ยาต้านเกล็ดเลือดประเภท Aspirin คนไข้แทน โดยหวังว่ายาดังกล่าวจะป้องกันการเกิดลิ่มเลือดได้บ้าง (ยังไม่เคยมีการศึกษาใดๆ ที่สนับสนุนว่าการให้ยาต้านเกล็ดเลือดนี้สามารลดการเกิดอัมพาตในผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอได้)
หลังจากปรับยาไปได้ไม่นาน ผู้ป่วยคนเดียวกันนี้กลับมาพร้อมกับอาการเวียนศีรษะ ตาลายบ่อยๆ ซึ่งตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้จึงคิดว่าน่าจะเกิดจากลิ่มเลือดเล็กๆ หลุดจากหัวใจไปอุดตามหลอดเลือดฝอยในสมอง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใจให้ยาป้องกันการแข้งตัวของเลือดกลับไปอีกครั้งหนึ่ง และได้ปรับให้ผลของยาอยู่ในระดับที่ต่ำลงคือ INR เหลือเพียงประมาณ 1.4 2.0 ซึ่งก็ดูได้ผลดี เพราะหลังจากนั้นคนไข้คนนี่อาการเวียนศีรษะก็หายไป และไม่มีเลือดออกมากๆ จากริดสีดวงทวาร บางครั้งก็ต้องเสี่ยงกันทั้งผู้ป่วยทั้งหมดครับ!!...
จากหนังสือเรื่องของโรคหัวใจ(เล่ม 2)...รักษา (หัว) ใจ
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์
|